คลังเก็บผู้เขียน: admin admin

ความโกรธเกิดจากความอยากของเรา

ถาม : ทำอย่างไรเราถึงจะไม่โกรธ ไม่อิจฉา รู้จักปล่อยวางคะ

พระอาจารย์ : ความโกรธก็เกิดจากความอยากของเรา พอเราอยากได้อะไรแล้ว เราไม่ได้ดังใจอยากเราก็จะโกรธ งั้นเราต้องลดละความอยากต่างๆ ให้มันน้อยลง “ให้ยินดีตามมีตามเกิดได้อะไรก็พอใจ” ใครทำอะไรให้กับเรา อย่างไรก็พอใจ เขาจะด่าเราก็พอใจ เขาจะชมก็พอใจ ถ้าเรามีใจที่สันโดษยินดีตามมีตามเกิดเราก็จะไม่โกรธใคร

ส่วนอิจฉา ก็ต้องใช้เหตุผลว่าคนเรามีบุญวาสนาได้ทำความดีความชั่วมามากน้อยต่างกัน มีความรู้ความสามารถ ความฉลาดไม่มากน้อยต่างกัน แข่งรถแข่งเรือพอเเข่งกันได้ แต่แข่งวาสนาบารมีนี้แข่งกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครเขามีวาสนาบารมีมากกว่าเรา เขาเก่งกว่าเราดีกว่าเราเจริญกว่าเรา เราก็ควรที่จะแสดงมุทิตาจิต คือชื่นชมยินดีว่าเขาอุตส่าสร้างบารมีมาต่างๆ ตอนนี้บารมีที่เขาสร้างมาได้ส่งผลให้เขาได้รับผลของเขาแล้ว ถ้าเราอยากจะได้เป็นเหมือนเขา เราก็ต้องพยายามสร้างบารมีแบบเขา แล้วต่อไปในอนาคต เราก็จะได้เป็นเหมือนเขาได้ ให้คิดแบบนี้ดีกว่าที่ไปอิจฉาเขา เพราะอิจฉายังไงเราก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะการที่จะได้ดิบได้ดี ได้ความสุขความเจริญนั้นมันเกิดจากการสะสมบุญบารมีต่างๆ.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

“นักปฏิบัติ ๔ ประเภท”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ภวังค์หลับกับภวังค์สมาธิ

ถาม : อยากทราบเรื่องการเข้าภวังค์ค่ะ ว่าเกิดได้อย่างไร และควรทำอย่างไรไม่ให้เกิดคะ

พระอาจารย์ : คือภวังค์นี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือภวังค์หลับกับภวังค์สมาธิ ภวังค์หลับก็เกิดจากการไม่มีสติ หรือเวลาที่สติอ่อนลงไปตามลำดับ เช่นเวลาเริ่มนั่งสมาธิใหม่ๆนี้ สติก็จะมีกำลังดี แต่พอนั่งไปนานๆเข้า ก็อาจจะอ่อนลงไป อ่อนลงไป พอสติหมด ก็จะเข้าภวังค์หลับ แต่ถ้าสติมีกำลังดี ไม่อ่อนลงไปตามเวลา นั่งไปแล้วจิตจะค่อยๆสงบแล้วก็จะเข้าสู่ภวังค์สมาธิไป มีภวังค์อยู่ ๒ แบบด้วยกัน ภวังค์หลับกับภวังค์สมาธิ ถ้าไม่อยากจะให้เข้าภวังค์หลับ ก็ต้องฝึกเจริญสติอยู่บ่อยๆ ให้สติมีกำลังมากๆ หรือไม่เช่นนั้นก็ให้ไปอยู่ที่น่ากลัว ถ้าอยู่ที่น่ากลัวแล้วสติมันจะดี มันจะไม่หลับง่าย เวลากลัวอะไรแล้วมันจะตื่น เวลาตื่นก็จะทำให้จิตเข้าสู่ภวังค์ของสมาธิได้.

กัณฑ์ที่ ๔๖๑ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

“ฟังเทศน์ ฟังธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

เราต้องปฏิบัติก่อน

ถาม : อยากกราบเรียนถามว่า ผู้สูงอายุควรปฏิบัติอย่างไร อยากบอกให้ท่านปฏิบัติแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ท่านอายุ ๘๐ แล้ว ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน

พระอาจารย์ : ความจริงควรจะอยากให้เราปฏิบัติมากกว่านะ คนอื่นมันเรื่องของเขา เขาอยากจะปฏิบัติไม่ปฏิบัติก็ต้องอยู่ที่ตัวเขาเอง ถ้าเขาไม่อยากปฏิบัติต่อให้ไปถูไถอย่างไร เขาก็ไม่ปฏิบัติ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือ เราปฏิบัติก่อน ถ้าเราปฏิบัติแล้วเขาเห็นตัวอย่างที่ดี เขาก็จะเกิดศรัทธาอยาก จะปฏิบัติเอง เช่นพระพุทธเจ้า หลังจากที่ทรงเสด็จออกบวชแล้ว หลังจากที่ได้บรรลุแล้ว ผู้อื่นญาติพี่น้อง เช่นพระพุทธมารดาเลี้ยงก็เกิดศรัทธาอยากจะบวชตาม

ดังนั้นถ้าเราอยากจะให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติสนิทมิตรสหายเขาปฏิบัติ เราต้องปฏิบัติก่อน ถ้าเราปฏิบัติแล้ว เราได้ผลดี เขาเห็นความดีงามที่เกิดจากการปฏิบัติในตัวเรา เขาก็จะเกิดศรัทธาที่อยากจะปฏิบัติตามเอง.

กัณฑ์ที่ ๔๖๑ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

“ฟังเทศน์ ฟังธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

การเดินจงกรมทำได้ ๒ ลักษณะ

ถาม : จี้กงเป็นการออกกำลัง ที่ให้รู้เนื้อรู้ตัว รู้จิตรู้ลมหายใจ จะถือเป็นการเดินจงกรมได้หรือไม่

พระอาจารย์ : เป็นการเจริญสติ การทำอะไรด้วยสติเป็นการเจริญสติ การเดินจงกรมก็เพื่อเจริญสติ หรือเจริญปัญญา

การเดินจงกรมทำได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. ถ้าเดินเพื่อเจริญสติก็ให้จิตอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่นอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับการเดิน ๒. ถ้าเจริญปัญญาก็พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาร่างกาย เกิดแก่เจ็บตาย ทั้งร่างกายของเราและของคนอื่น พิจารณาว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นดินน้ำลมไฟ ส่วนสถานภาพเช่นเป็นหญิง เป็นชาย เป็นเหมือนแผ่นป้าย ที่ติดเอาไว้ที่ตัวร่างกาย เหมือนเวลาเป็นนักเรียน มีการปักชื่อติดไว้ที่เสื้อ เพื่อจะได้รู้ว่าชื่ออะไร แต่ความจริงร่างกายไม่มีชื่อ สมมุติสร้างชื่อให้กับร่างกาย พ่อแม่ลูกสามีภรรยา เป็นชื่อ แต่ร่างกายทุกคนเหมือนกันหมด มีอาการ ๓๒ เหมือนกันหมด มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก เยื่อในสมองศีรษะ ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร นี่คืออาการ ๓๒ มีอยู่ทุกร่างกายเหมือนกันหมด แต่เรากลับมองไม่เห็นความจริงของร่างกาย กลับไปเห็นชื่อที่ติดกับร่างกาย ว่าร่างกายนี้คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือภรรยา คือลูก คือกษัตริย์ คือประธานาธิบดี คือนายกฯ ที่เป็นเพียงสมมุติ เป็นป้ายที่ติดไว้กับร่างกาย ไม่ใช่ตัวร่างกาย

ตัวร่างกายเป็นเพียงอาการ ๓๒ เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เกิดแก่เจ็บตาย นี่คือการมองร่างกาย จะได้ไม่ตื่นเต้นตกใจ เวลาเป็นอะไรขึ้นมา ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นดินน้ำลมไฟ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นอาการ ๓๒ ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง ผู้ที่มาเชิดร่างกายนี้ต่างหาก ที่เป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้อง ผู้ที่เชิดก็คือใจ ใจเป็นผู้เชิดร่างกาย ร่างกายเป็นเหมือนหุ่น ใจเป็นผู้เชิด ผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ สั่งให้พูด สั่งให้ทำนั่นทำนี่ ตัวร่างกายเอง ถ้าไม่มีผู้เชิดก็จะอยู่เฉยๆ ทำอะไรเองไม่ได้ ร่างกายที่ตายไปแล้วไม่มีผู้เชิดแล้ว ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ต้องให้คนอื่นจับใส่โลง เอาไปเผา ไปทำฌาปนกิจ เพราะไม่มีผู้เชิดแล้ว ต้องอาศัยผู้อื่นมาเชิดแทน ถ้าพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่าเจริญปัญญา จะทำให้ละสักกายทิฐิได้ ปล่อยวางร่างกายได้ ปล่อยวางความแก่ ความเจ็บความตายได้ นี่คือการเดินจงกรม ทำได้ ๒ ลักษณะ ถ้าอยู่ในขั้นปัญญาก็พิจารณาไป ถ้าอยู่ในขั้นสติ ก็ควบคุมจิตให้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ถ้าใช้พุทโธก็บริกรรมพุทโธไป ถ้าใช้กายคตาสติ ใช้ร่างกายเป็นที่ผูกใจ ก็ดูการเดินไป ดูที่เท้าไป ซ้ายขวา ซ้ายขวาไป ข้อสำคัญไม่ให้คิดเรื่องต่างๆนานา ให้อยู่กับร่างกายอย่างเดียว ใจจะว่างเย็นสบาย เวลานั่งสมาธิก็จะสงบอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เวลาแกว่งแขนแกว่งเท้า ก็นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ฯลฯไปเรื่อยๆ ไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นการเจริญสติ

การบริหารร่างกาย การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าอยากจะให้ร่างกายเป็นปกติสุข ถ้าไม่ออกกำลังกาย ก็จะพิกลพิการได้ แต่ควรอยู่ในขอบเขตของเหตุผล จะได้ไม่เป็นตัณหา ถ้าดูแลเกินเหตุเกินผล อยากไม่เจ็บไข้ ได้ป่วยเลย อยากมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา มียาวิเศษขนาดไหนก็หามา มีอะไรดีก็เอามา อย่างนี้เป็นตัณหา ถ้าดูแลไปตามมีตามเกิดเพื่อให้อยู่ไปตามวาระ ไม่ให้เป็นอะไรไปก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่เป็นตัณหา ข้อสำคัญต้องดูแลใจยิ่งกว่าดูแลร่างกาย ดูแลร่างกายเหมือนเป็นเครื่องมือ ถ้าไม่มีร่างกาย จะไม่สามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นได้ ยกเว้นถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว เพราะพระอนาคามี ปล่อยวางร่างกายได้หมดแล้ว ไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ ปัญหาของท่านไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแล้ว แต่อยู่ที่ใจ ท่านสามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ หลังจากที่ร่างกายตายไปแล้ว ถ้าเป็นปุถุชน เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี ก็ยังต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม ยังต้องพิจารณาร่างกาย ต้องพิจารณาอสุภะ เพื่อละกามราคะ ที่ติดอยู่ที่ร่างกาย เห็นผิดเป็นชอบ เห็นร่างกายที่ไม่สวยงามว่าสวยงาม จึงเกิดกามารมณ์ ถ้าเห็นว่าไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป จะเห็นว่าไม่สวยงาม ก็ต้องพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

ต้องมองส่วนที่ไม่สวยงามของร่างกาย มองเข้าไปข้างใน มองใต้ผิวหนัง มองตอนที่ร่างกายตายไปแล้ว เช่นไปล้างป่าช้า ก็จะเห็นร่างกายที่ตายไปแล้วว่าเป็นอย่างไร เอามาเปรียบเทียบกับร่างกายที่สวยงาม ว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า มันก็เป็นอันเดียวกัน แต่เรามองไม่เห็นส่วนที่ไม่สวยงาม ก็เลยเกิดกามารมณ์ พอเห็นส่วนที่ไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป ก็ติดเหมือนคนติดยาเสพติด เวลาเกิดกามารมณ์แล้วไม่ได้เสพ ก็เกิดปฏิฆะความหงุดหงิดใจ แต่พอได้เสพแล้วความหงุดหงิดใจก็หายไป แต่ความอยากเสพกามจะไม่หายไป เวลาเกิดความอยากเสพกาม ถ้าไม่ได้เสพแล้วจะหงุดหงิดใจ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม อยากสูบบุหรี่แล้วไม่ได้สูบก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มสุราแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มกาแฟแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากไปช้อปปิ้งแล้วไม่ได้ไปก็หงุดหงิดใจ ถ้าพิจารณาว่าเป็นอสุภะ ก็จะไม่อยากเสพกาม เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็ไม่ต้องมีร่างกาย ถ้ายังต้องใช้ร่างกายก็ดูแลไป แต่ดูแลแบบธรรมดา รับประทานวันละมื้อ ออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรม เอาเวลามาทุ่มเทกับการสร้างกำลังใจ สร้างศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา

อย่างพระโสดาบันนี้ ท่านได้ศรัทธาเต็มที่แล้ว ไม่สงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว แสดงว่าเห็น พระอริยสัจ ๔ แล้ว ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นอะไร ก็เห็นพระอริยสัจ ๔ ที่อยู่ในใจด้วยการปฏิบัติ ไม่ได้เห็นด้วยความคิดจินตนาการ อย่างที่พวกเราเห็นกันตอนนี้ เห็นอย่างนี้ไม่ใช่เห็นธรรม เห็นธรรมก็ต้องเห็นทุกข์ที่ปวดร้าวอยู่ภายในใจ เห็นเหตุของความทุกข์ว่าเกิดจากความอยาก พอพิจารณาสิ่งที่อยากได้ว่าเป็นไตรลักษณ์ ก็จะหยุดความอยาก ความทุกข์ก็จะหายไป เห็นอย่างนี้จะจำไป จนวันตาย จะไม่มีวันลืม จะรู้ว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้ว่าจิตสงบคือจิตของพระพุทธเจ้า พอเห็นธรรมคือความสงบก็เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะเห็นธรรม เห็นพระพุทธเจ้า ก็คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็คือพระอริยสงฆ์สาวก ก็จะไม่สงสัยว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มีจริงหรือไม่

การปฏิบัติเบื้องต้นก็อยู่ที่การฟังธรรม เพื่อให้เกิดศรัทธา พอเกิดศรัทธาแล้ว ก็จะมีวิริยะความพากเพียร ที่จะเจริญสติ นั่งสมาธิ เจริญปัญญา พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาอสุภะ เป็นขั้นเป็นตอนไป อยู่ที่ตัวเรานะ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้.

กัณฑ์ที่ ๔๕๗ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ (จุลธรรมนำใจ ๓๓)

“เติมกำลังใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

สร้าง “พุทโธ”

ถาม : เวลานั่งสมาธิ ภาวนาคำว่าพุทโธแล้ว แต่ว่าจิตมันยังฟุ้งซ่านอยู่ เราต้องทำยังไงคะ

พระอาจารย์ : อย่าไปสนใจก็พุทโธไปเรื่อยๆ แข่งขัน มันจะฟุ้งก็ปล่อยมันฟุ้งไป เราก็พุทโธของเราไป ใหม่ๆความคิดมันยังแรงอยู่ พุทโธของเรายังมีกำลังน้อยอยู่ เราต้องพยายามสร้างพุทโธขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวต่อไปพุทโธมันแรงขึ้นๆ เหมือนเสียงตอนนี้เสียงพวกนี้มันดัง ต่อไปเราตะโกนให้เสียงดังกว่ามัน พอเสียงดังกลบเสียงมันได้ ตอนนี้พุทโธของเรายังมีกำลังน้อยอยู่ ความคิดนี้ยังมีกำลังมากอยู่ ถ้ารถก็เหมือนกับ รถพุทโธเพิ่งออกวิ่ง แต่ความคิดนี้มันวิ่งมาตั้ง ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วอยู่ กว่าจะไปไล่มันทันกว่าจะหยุดมันได้นี้ ต้องใช้เวลาพุทโธๆไปเรื่อยๆ

ดังนั้นอย่าพุทโธเฉพาะเวลานั่งเข้าใจไหม พุทโธทั้งวันเลย เพราะมันคิดทั้งวัน เราต้องพุทโธทั้งวัน อย่าให้มันคิด แล้วเวลานั่งมันจะสงบง่าย มันจะเย็นจะสบาย พวกเราขี้เกียจพุทโธกัน ลองพุทโธดูซิ เอาแต่ลืมตาขึ้นมา ก็พุทโธเลย ก่อนจะลุกก็พุทโธๆ ลุกก็พุทโธๆ เดินไปทำธุระในห้องน้ำก็พุทโธๆไป ให้มีพุทโธหล่อเลี้ยงจิตใจ ตลอดเวลา เวลานั่งสมาธิความคิดจะไม่ค่อยมี แต่ถ้าคิดทั้งวันนี้เวลานั่งสมาธิมันก็โผล่ขึ้นมาตลอดมันไม่หยุด

ลองพุทโธไปทั้งวันสักวันเถิด ขอวันเดียวเท่านั้นดูซิ มันจะยากเย็นขนาดไหนกัน อธิษฐานไปเลย ปวารณาไปเลยว่าวันนี้จะพุทโธทั้งวัน เดี๋ยวออกจากที่นี่ไปจะไม่คุยกับใครแล้ว จะพุทโธไปในใจอย่างเดียว นี่ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวออกไปก็คุยกันแล้ว คุยก็คือความคิดนั่นแหละมันจะอะไรมาคุยถ้ามันไม่เอาความคิดมาคุย คิดถึงเรื่องนั้นคิดถึงคนนี้แล้วก็คุยกันไปมันก็เอาความคิดมาพูด แล้วมันจะสงบได้อย่างไร เอาพุทโธมาคุยซิ เดี๋ยววันหลังออกไปเจอใครก็พุทโธๆกันไป เจอใครก็พุทโธๆกันไป จะได้ไม่ต้องคิดมาก เขาก็พุทโธเราก็พุทโธ เดี๋ยวก็สงบเอง นี่มันคิดมันชวนคุยกัน คุยเรื่องนั้นคุยเรื่องนี้ แล้วมันจะไปสงบได้อย่างไร ต่อไปเดี๋ยวออกจากที่นี่ไปก็พุทโธๆกันไป จะพูดอะไรก็พูดแต่พุทโธๆกันไป แล้วไปนั่งสมาธิเดี๋ยวมันก็สงบ ไม่ยากหรอก ยากตรงที่พุทโธนี่แหละ ไม่ยอมพุทโธไป ชอบคิดกัน เดี๋ยวก็คิดถึงเรื่องอาหารเย็น พอคิดถึงอาหารเย็นก็หิวขึ้นมาแล้ว หิวก็อยากจะกลับบ้านแล้ว นับดูปฏิทินแล้วเหลืออีกกี่วัน มันคิด พอคิดแล้วมันก็เลยทำให้ใจไม่สงบ ใจวุ่นวายใจเกิดความอยากต่างๆ ขึ้นมา แต่ถ้ามีแต่พุทโธๆไปอย่างเดียวนี้ มันจะไม่วุ่นวายมันจะไม่อยาก มันจะสบาย

เวลาจิตสงบมันเหมือนเสียงเงียบไม่มีเสียงเลย เบา เวลาจิตไม่สงบ เหมือนมีจั๊กจั่นดัง พอเสียงมันสงบแล้ว มันเย็นสบาย นะไม่ยากหรอก เพียงแต่ให้ขยันพุทโธเท่านั้นแหละ ลองดูสักวันเดียว วันนี้ตื่นขึ้นมาแล้ว จะพุทโธไปตลอด จะไม่คิดอะไรจะไม่คุยอะไรกับใคร คิดได้ทุกวันไม่เบื่อหรือ คิดแล้วมันได้อะไรบ้าง ได้แต่ความฟุ้งซ่านได้แต่ความอยาก ได้แต่ความโกรธ คิดถึงคนที่เราเกียจนี้มันโกรธขึ้นมาแล้ว คิดถึงสิ่งที่เราไม่ชอบก็วิตกกันขึ้นมาแล้ว คิดถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายก็วิตกกันขึ้นมาแล้วไม่กล้าคิดกัน กลัวกัน กลัวคิดแล้วเดี๋ยวจะตายอย่างนั้นแหละ ถ้าคิดถึงความตายแล้วมันจะตายมันไม่ตายหรอก ถ้าความคิดเรามันศักดิ์สิทธิ์ก็คิดให้มันรวยซิ ดูซิมันจะรวยจริงหรือเปล่า มันไม่รวยหรอก ถ้าความคิดวิเศษก็ดีนะซิ คิดให้มันรวย ความคิดมันก็ความคิด ความจริงก็ความจริงมันคนละเรื่องกัน ความตายเป็นความจริง มันตะตายเมื่อไหร่มันไม่ได้อยู่ที่เราคิดหรือไม่คิดหรอก แต่คิดไว้มันดี มันจะทำให้เราปลงได้ ทำใจได้แล้วมันจะไม่ทุกข์ ที่ให้คิดถึงความตายบ่อยๆ มันจะได้ไม่ทุกข์แล้วมันจะไม่โลภ ถ้ารู้ว่าจะตายมันอยากจะได้ไหม เงินทองอยากจะได้อะไรบ้างไหม มันไม่อยากได้อะไร มันอยากจะได้ความสงบเท่านั้นแหละ อยากจะหายจากความทุกข์ใจที่กำลังเกิดจากความคิดว่า จะตายนี้เท่านั้นเอง ถ้าหยุดคิดใช้พุทโธได้เดี๋ยวมันก็หาย หายแล้วมันจะไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อนกับความตาย ต้องพยายามฝึกใจควบคุมใจบังคับใจให้คิดแต่พุทโธๆไป หรือสวดมนต์ไปก็ได้สลับกันบ้าง สวดอะระหัง สัมมา สวากขาโต สุปะฏิปันโน พุทธัง สะระณัง คัจฉามิไป แล้วก็กลับมาพุทโธใหม่ ธัมโมบ้างก็ได้ สังโฆบ้างก็ได้ ให้ใจมีธรรมะหล่อเลี้ยงจิตใจ อย่าให้มันมีแต่เรื่องของกิเลสมาหล่อเลี้ยงจิตใจ ถ้ามีเรื่องกิเลสมาหล่อเลี้ยงใจก็ร้อน ร้อนยิ่งกว่าร่างกายอีก ตอนนี้อุณหภูมิ ๓๕ ที่ร่างกาย แต่ใจมันขึ้นไปถึง ๑๐๐ แล้ว ใจมันเดือดพล่านเลย

ต้องฝึกต้องบังคับตัวเอง จะปล่อยให้มันพุทโธขึ้นมาเองมันไม่มีวันหรอก เราต้องบังคับมัน ถามตัวเองว่าตอนนี้ เราพุทโธอยู่หรือเปล่า ต้องถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่ถามเดี๋ยวก็ลืมแล้ว เดี๋ยวก็เผลอไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว หมั่นพุทโธไปเถิดของดี พุทโธแล้วใจจะเย็นใจจะสบาย หายเครียด หายทุกข์ หายวุ่นวาย.

สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

นั่งสมาธินานๆ แล้วปวดขา

ถาม : เวลานั่งสมาธินานๆ แล้วพอถึงจังหวะหนึ่ง ปวดขามาก ควรจะข้ามไปให้ผ่านหรือว่าถอยกลับมาดี

พระอาจารย์ : ถ้าเราอยากจะนั่งต่อ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้ เราจะได้นั่งได้นาน เพราะการมีสมาธินานๆนี้ จะทำให้เรามีพลังเยอะ พลังต่อต้านกิเลสตัณหาได้ ถ้าเราไม่มี เรานั่งไม่นานเราก็จะมีพลังน้อย พอมาเจอความเจ็บปั๊บตัณหาก็จะออกมา ความอยากที่จะหนีจากความเจ็บไป เราก็ต้องใช้อุบาย มี ๒ อุบายด้วยกัน อุบายแรก เรียกว่าอุบายของสมาธิหรือสติ ก็คือถ้าเราบริกรรมพุทโธ ก็ให้บริกรรมให้ถี่ไปเลย อย่าให้ใจมีช่องไปคิดถึงความเจ็บ อย่าไปนึกถึงความเจ็บเลย ให้เกาะติดอยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว พอใจไม่ไปคิดถึงความเจ็บ ก็จะไม่เกิดความอยาก พอไม่เกิดความอยากใจก็จะสงบลง พอสงบความเจ็บก็จะไม่ทรมาน ก็จะอยู่กับมันได้ อันนี้เรียกว่าอุบายของสมาธิ อุบายของสติ

ถ้าจะใช้อุบายของปัญญา ก็ต้องพิจาณาว่า ความเจ็บนี่มันเจ็บที่ร่างกายมันไม่ได้เจ็บที่ใจ ใจเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ ใจไม่ต้องไปเจ็บกับความเจ็บของร่างกาย ร่างกายก็ไม่เดือดร้อน กระดูกก็ไม่เดือดร้อน เนื้อก็ไม่เดือดร้อน กระดูกหมูกระดูกไก่เวลาเราต้มลงไปในหม้อไฟเดือด มันยังไม่เดือดร้อนเลย แล้วกระดูกแขนกระดูกขาเรามันก็จะไปเดือดร้อนตรงไหน มันไม่เดือดร้อน มันเจ็บอย่างไรมันก็ไม่เดือดร้อน ผู้เดือดร้อนก็คือใจที่ไม่ได้เจ็บไปกับร่างกาย เพียงแต่ไปรับรู้แล้วไม่ชอบมันเท่านั้นเอง พอไม่ชอบก็เกิดความอยากให้มันหายไป

ความอยากนี่แหละที่ทำให้เกิดความทรมานใจ ที่ทนไม่ได้ไม่ใช่เพราะความเจ็บของร่างกาย แต่ความทรมานใจที่เกิดจากความอยาก แต่พอพิจารณาว่าความเจ็บมันไม่ใช่เรามันไม่ใช่ตัวเรา เราไปห้ามมันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของร่างกาย ร่างกายก็ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา ก็ปล่อยให้มันเจ็บของมันไป เราเป็นผู้รู้ก็รู้มันไปเท่านั้นเอง อย่าไปอยากให้มันหายแล้วความทรมานใจก็จะดับไป พอดับไปแล้วก็สบายใจ ใจเป็นอุเบกขา ความเจ็บจริงๆแล้ว มันนิดเดียว ที่เจ็บส่วนใหญ่มันเจ็บที่ใจ อันนี้ก็คือวิธีแก้ ถ้าแก้ด้วยปัญญาแล้วต่อไปมันจะไม่กลัวความเจ็บอีกต่อไป ต่อไปร่างกายปวดศีรษะปวดท้องไม่ต้องหายากินแล้ว ใช้ธรรมโอสถดีกว่า สบายกว่า ปล่อยมันเจ็บไป มันมีเหตุทำให้มันเจ็บมันก็ต้องเจ็บ เดี๋ยวเหตุนั้นมันหมดไปมันก็หายเอง เราอย่าไปเจ็บกับมันเท่านั้นปัญหาจะไม่มี.

กัณฑ์ที่ ๔๗๘ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗

“ธรรมโอสถ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ความเพียรยังไม่พอ

ถาม : ฟังพระอาจารย์เทศน์ทุกวัน พยายามปฏิบัติตาม แต่ก็ยังสอนใจไม่ได้ค่ะ หรือว่าสติกำลังยังไม่พอคะ

พระอาจารย์ : ก็ยังไม่พอ ความเพียรยังไม่พอ พยายามสร้างสติขึ้นไปเรื่อยๆ สตินี้เป็นเหมือนเบรคของรถยนต์ เป็นเบรคของใจ ถ้าเบรคของเราไม่มีกำลังไม่พอมันก็เบรคไม่ได้ เหมือนรถยนต์ถ้าเบรคไม่ดีมันก็หยุดรถไม่ได้ ฉันใดถ้าสติเรายังมีกำลังไม่พอมันก็จะหยุดใจไม่ได้ ก็อย่าไปท้อแท้อย่าไปเบื่อหน่าย ให้รู้ว่าอย่างน้อย เรามีความพยายามที่จะหยุดมันดีกว่าที่ไหลตามมันไป พอมันเรียกปั๊บก็วิ่งไปเลย พอบอกให้ไปเที่ยวก็ไปเลย ตอนนี้เราอย่างน้อยก็พยายามสู้กับมันไป มันจะชวนไปเที่ยวเราก็พุทโธๆ ของเราไป นั่งสมาธิหรือไปวัดดีกว่า ให้คิดอย่างนี้แล้วเราก็จะได้รู้ว่า เรากำลังต่อสู้กับมัน เราไม่ได้เป็นลูกน้องมันอีกแล้ว เพียงแต่ว่ามันมีกำลังมากกว่าเรา เรายังไม่สามารถที่จะน็อคมันได้เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราพยายามสู้กับมันไปเรื่อยๆ ถ้ากำลังของธรรมคือสติของเรามีมากขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็จะน็อคมันได้หยุดมันได้

ของเราตอนนี้ขาดกำลัง กำลังของเราน้อยกว่าเขา เขาเป็นแชมป์โลกมานานแล้ว เราพึ่งเริ่มขึ้นมาก้าวขึ้นสู่เวที ก็ค่อยๆ ไต่เต้าจากเวทีเล็กขึ้นไปตามลำดับ ตอนต้นก็ไต่เต้าจากเวทีของประเทศแล้วก็ไปสู่อาคเนย์ ไปสู่ระดับอาเซี่ยน แล้วไปสู่ระดับโอลิมปิก คู่ต่อสู้ของเรามันเป็นเหรียญทองโอลิมปิก เราจะไปสู้กับมัน ปุ๊บปั๊บแล้วจะเอาชนะมันนี้เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลาสร้างกำลังขึ้นมา สร้างความรู้ความสามารถต่างๆ ขึ้นมา งั้นตอนนี้อย่าเพิ่งไปรีบร้อน พอพุทโธได้ ๒ คำนี้จะให้มันตายนี้ มันไม่ตายง่ายๆ หรอก ขอให้พุทโธสัก ๒๐,๐๐๐ คำก่อน ลองดูสัก ๒๐,๐๐๐ คำดูซิ มันจะตายไม่ตาย เอาพุทโธ ๒- ๓ คำ อาว..มันยังอยู่หรอ..ก็ทำไมจะไม่อยู่ แค่ไปเเย๊บมัน ๒-๓ ที พอมันต่อยเราปั๊บเราก็ล้มลงไปแล้ว

พยายามสร้างพุทโธๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าท้อแท้เบื่อหน่ายอย่าท้อถอย พยายามทำไปเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย เหมือนกับเต่านี้ทำไปเรื่อยๆ คลานไปเรื่อยๆ อย่าไปทำแบบกระต่าย วันไหนอยากจะพุทโธก็พุทโธ พอวันไหนไม่อยากจะพุทโธก็เลิกไม่พุทโธเลย ถ้าอย่างนี้มันไปไม่ถึงไหน ต้องเอาแบบเต่าพุทโธมันไปเรื่อยๆ หลุดบ้าง เผลอบ้าง พอได้สติก็กลับมาพุทโธๆ ต่อ เอามันทุกช่วงทุกเวลาที่เรานึกถึงได้ แล้วเดี๋ยวมันก็จะมีกำลังมากขึ้นไปเอง.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

“นักปฏิบัติ ๔ ประเภท”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

การฆ่าตัวตาย

ถาม : ถ้าว่ากันตามหลักธรรม หลักกฎแห่งกรรมนี้ คนที่ฆ่าตัวตายเพื่อยุติปัญหาความทุกข์ใจ คือนิสัยติดตัวที่เขาเคยทำมาแล้วในอดีตชาติใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : ทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นจากนิสัยเดิมของเรา เราเคยทำอะไรมา เราก็จะทำอย่างนั้น เราเคยชอบอะไร เราก็จะชอบอย่างนั้น แต่นิสัยเหล่านี้เราเปลี่ยนได้ แต่เราต้องบังคับใจเรา เช่น เราชอบกินกาแฟ เราบอกว่ามันไม่ดี ต่อไปนี้เราอย่ากิน ทุกครั้งอยากจะกินกาแฟก็ไม่กินมัน เดี๊ยวสักพักนึง ความอยากกินกาแฟมันก็หมดไป

ถาม : แล้วถ้าคนที่เคยคิดฆ่าตัวตายเป็นทางออกเวลาเจอปัญหาทุกข์ใจ มากกว่าสองครั้ง อย่างนี้พอจะเดาได้ว่า เขาเคยฆ่าตัวตายมาในอดีตไหมคะ

พระอาจารย์ : ไม่ต้องไปเดาหรอก มันจะเคยหรือไม่เคย มันก็เป็นอดีตไปแล้ว ให้ดูในปัจจุบันว่า วิธีนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้อง ต้องไปแก้ที่ใจ แก้ที่ความอยาก เพราะความทุกข์มันเกิดจากความอยาก มันไม่ได้เกิดจากร่างกาย ร่างกายมันไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อย่าไปยุ่งกับมัน ปล่อยมันอยู่ไป ถึงเวลาไปมันไปเอง ความทุกข์เกิดจากความอยากของเรา ถ้าอยากจะให้ความทุกข์หายไปก็ต้องมาหยุดความอยากของเรา

ถาม : การยับยั้งการคิดฆ่าตัวตายได้ดีที่สุด คือการฝึกสติใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : ฝึกสติแล้วก็ฝึกปัญญาต่อ มีสติแล้วก็ต้องมีปัญญาให้รู้ว่าเราจะต้องหยุดอะไร ไม่ให้ไปหยุดที่ร่างกาย ให้ไปหยุดที่ใจ หยุดที่กิเลส เหมือนตอนที่พระพุทธเจ้าทรงพยายามที่จะหยุดความอยาก ก็ไปหยุดที่การไม่รับประทานอาหาร เพราะคิดว่าเมื่อไม่รับประทานอาหารแล้วความอยากจะหมดไป ความอยากมันก็ไม่หมด ต้องไปหยุดที่ใจ

 

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

อยากตัดความรู้สึกผิดออกจากใจ

ถาม : ความรู้สึกผิดมันติดอยู่กับเรา เราจะตัดมันออกได้อย่างไร

พระอาจารย์ : ไม่ต้องไปตัดมันหรอก รู้ว่ามันไม่เที่ยง เดี๊ยวมันมาแล้วเดี๊ยวมันก็ไป ถ้าอยากไปตัดมัน อยากจะให้มันหาย มันก็ยิ่งจะไม่หายใหญ่ เพราะเราเป็นตัวดึงมันกลับมา ทุกอย่างมันไม่เที่ยง เกิดแล้วเดี๊ยวมันก็ดับไป แต่ที่มันยังไม่ดับที่ยังไม่ไป ก็เพราะเราไปดึงมันกลับมาคิดอยู่เรื่อยๆ อดีตมันผ่านไปตั้งนานแล้วก็ยังเอามาคิดอยู่ ยิ่งคิดมันก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะอยากจะให้มันหายไป วิธีที่จะทำให้มันหายก็ใช้สติ พุทโธๆ ไป อย่าไปสนใจกับอะไรทั้งนั้น มันจะมาก็ปล่อยมันมา มันจะอยู่ก็ปล่อยมันอยู่ เดี๊ยวถึงเวลา มันก็ไปของมันเอง ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมัน

 

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

หยุดถาม หยุดสงสัย หยุดคิด

คำถามนี้มันก็มีทั้งดีและไม่ดี ถามแล้วมันก็ทำให้เราสงสัย แล้วถ้าหาคำตอบไม่ได้มันก็ยังทำให้เรากังวลอยู่ แต่ถ้าไม่มีคำถามมันก็ไม่มีความสงสัยไม่มีความกังวล ดังนั้นบางทีถ้าเรามีคำถาม แล้วเราสงสัย ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ลืมๆมันไปเสียก็ได้ อย่าไปคิดถึงมัน เพราะบางทีคำถามบางอย่างก็ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นจะต้องรู้ทุกอย่าง ดังนั้นถ้าเรายังมีคำถามแล้วยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ปล่อยวางไปก่อนแล้วต่อไปข้างหน้า เราอาจจะไปเจอคำตอบขึ้นมาทีหลังก็ได้

สิ่งที่เราควรรู้นี้มีไม่มาก เรารู้กันหมดแล้ว เพียงแต่เราทำกันไม่ได้ คือสิ่งที่เราควรรู้ก็คือเราควรมีสติกัน มีแค่นี้ให้รู้แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องไปรู้ปัญหาโลกแตกต่างๆ ถ้ามีสติตัวเดียว ใจสงบใจสบายแล้ว มันก็รู้อะไรก็ได้ ไม่รู้อะไรก็ได้ไม่สำคัญ สำคัญที่ใจเราสงบ ใจเราสบาย อันนี้สำคัญกว่า ดังนั้นทางพระพุทธศาสนานี้ จึงไม่ต้องรู้มาก เพียงแต่ให้รู้วิธีสร้างสติขึ้นมา

ทำอย่างไรทำให้เรามีสติ ทำให้เราหยุดความคิดต่างๆ พอคิดมันก็สงสัยไปหมด สงสัยเรื่องนั้นสงสัยเรื่องนี้ พอหยุดคิด ความสงสัยก็หายไปหมด งั้นคำตอบของคำถามของเราก็คือหยุดถาม หยุดสงสัย หยุดคิด ถ้าเราหยุดคิดได้แล้ว มันก็ไม่มีอะไรมาให้เราต้องสงสัย มันไม่ได้เกี่ยวกับเราสักหน่อย บางคนอยากจะรู้ว่าดวงจิตดวงวิญญาณนี้เกิดขึ้นมาจากที่ไหน กิเลสมาจากที่ไหน ของพวกนี้หาคำตอบไม่ได้ คำถามบางคำถามมันไม่มีคำตอบ แล้วก็หาไปก็เท่านั้น ได้คำตอบก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใจเราสบายแต่อย่างใด แต่เราสบายต่อเมื่อเรามีสติ ถ้าเรามีสติ เราก็หยุดความคิดของเราได้ พอหยุดความคิดได้แล้วใจก็จะสบาย ความสงบ ความสบายของใจอยู่ที่ความสงบของใจ ใจหยุดคิดใจก็จะสงบ หยุดคิดแล้วใจก็จะสบาย สบายแล้วก็ไม่สนใจว่า จะมีอะไรที่ไหนอย่างไร ในโลกนี้จะมีกี่ประเทศจะมีคนกี่คน ประเทศไหนมีอะไรบ้าง ไม่เห็นจำเป็นต้องไปรู้มันเลย แต่ถ้าเราคิดในทางโลกเราต้องรู้ เพราะถ้าเรารู้มากเราก็จะสามารถเอาความรู้เหล่านี้ มาหาเงินหาทองหาอะไรต่างๆ ได้

แต่สิ่งต่างๆ ที่เราหาได้ เช่นเงินทองนี้ มันไม่ได้ทำให้ใจเราสงบ ไม่ได้ทำให้ใจเราสุข ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ ๑ ของโลกใจก็ยังไม่สงบ ใจก็ยังไม่มีความสุข ใจก็ยังหิวยังอยาก ความอยากทำให้ใจหิว อยากจะรู้มากขึ้น เห็นไหมพวกนักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องโลกนี้พอแล้ว อยากไปรู้เรื่องของดวงดาวกันแล้วซิ ส่งขรวดขึ้นไปสำรวจ กับสิ่งต่างๆ ไปตามกำลังของเรา ถ้าเราจะทำให้เกิดความอยากเพิ่มมากขึ้น แล้วจะทำให้เราต้องใช้เงินมากขึ้น เมื่อต้องใช้เงินมากขึ้นก็ต้องหาเงินมากขึ้น ถ้าหาไม่ได้ก็เครียด ถ้าไม่ใช้เงินก็ไม่ต้องเครียดกับการหาเงิน ถ้าเราหาเงินใช้เฉพาะกับสิ่งที่จำเป็น ก็ไม่ต้องหามาก สิ่งจำเป็นก็คือปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย อยากรักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราหามาพอที่อยู่ได้มันก็ไม่ต้องใช้เงินมาก เมื่อไม่ใช้เงินมากก็ไม่ต้องไปหาเงินมามาก อันนี้เป็นการทำใจให้สงบในระดับหนึ่ง

ความอยากนี้ทำให้ใจเราไม่สงบกัน อยากแล้วอยู่ไม่เป็นสุข อยากแล้วต้องไปทำตามความอยาก แล้วถ้าไม่ได้ทำก็เครียด หงุดหงิดรำคาญใจไม่มีความสุข ก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ได้สิ่งที่อยากได้ ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ บางทีก็อาจจะต้องไปทำบาปเพื่อที่จะให้ได้สิ่งที่อยากได้อยากทำ เช่นไม่มีเงิน ก็อาจจะต้องไปลักไปขโมยไปฉ้อโกง ไปคอรัปชั่นเพื่อที่จะได้เอาเงินมาทำตามความอยาก แล้วใช้ไปเท่าไรก็ไม่พอ ถ้าลองเคยลักขโมยสักครั้งมันก็จะติดเป็นนิสัย มันก็จะลักขโมยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกจับ พอถูกจับทีนี้ ก็ต้องไปใช้โทษ ไปติดคุกติดตะรางก็จะไม่สามารถทำอะไรตามความอยากได้ ก็จะเครียดอยู่ในคุกในตะราง นี่คือการที่เราปล่อยให้ใจทำอะไรตามความอยากด้วยการใช้เงินทอง

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าเราต้องหยุดใช้เงินทองตามความอยาก ถ้าเรามีมากเกินไป ถ้าเราไม่มีกำลังที่จะฝืน การใช้เงินตามความอยากก็อย่าให้มีเงิน เอาเงินไปทำบุญทำทานแทน เช่นอยากจะซื้อเสื้อผ้ารองเท้า กระเป๋าชุดใหม่ ทั้งๆที่มีพอใช้อยู่แล้ว ก็เอาเงินที่จะซื้อนี้ไปทำทาน ทำบุญเสีย มันจะได้หายอยาก แล้วต่อไปมันจะไม่อยากจะซื้อของฟุ่มเฟือยของไม่จำเป็นต่างๆ เมื่อไม่ใช้ไม่มีความอยาก ก็ไม่ต้องไปดิ้นรน หาเงินหาทอง อยู่เฉยๆก็ไม่หงุดหงิดไม่รำคาญใจ ที่หงิดหงิดรำคาญใจก็เพราะว่าเกิดความอยากแล้ว ไม่ได้ทำตามความอยาก แต่ถ้าเราฝืนความอยากโดยไม่ใช้เงินทองไปทำตามความอยาก เช่นอยากจะไปเที่ยว เอาเงินไปเที่ยวนี้มาอยู่วัดดีกว่า มาทำบุญจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหารอยู่ที่วัด ความอยากเที่ยวต่อไปมันก็จะหายไป ทุกครั้งอยากจะเที่ยวก็ไปอยู่วัดแทน เอาเงินที่จะไปเที่ยวนี้ไปใช้จ่ายที่วัดเอาไปทำบุญที่วัด แล้วต่อไปความอยากเที่ยวมันก็จะเบาลงไป แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป เพราะการทำบุญมันก็ทำให้เราอิ่มใจ สุขใจพอใจ ทำให้เราไม่ต้องมีความอยากที่จะไปเที่ยว ที่อยากจะไปซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ

เมื่อเราไม่มีความอยากที่จะต้องซื้อของฟุ่มเฟือย เราก็ไม่ต้องหาเงินให้เหน็ดเหนื่อย เราก็ไม่ต้องไปเสี่ยง กับการทำบาปทำกรรม ถ้าเราหาพอมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี้ไม่ต้องหามาก เดือนละไม่กี่สตางค์ก็อยู่ได้ วันละ ๓๐๐ นี้ก็พอแล้ว ค่าแรงขั้นต่ำ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้สบายแล้ว เอาเวลาที่จะไปเที่ยว เอาเวลาที่จะไปหาเงิน หาทองที่จะมาใช้ตามความอยากมาอยู่วัดมาทำใจให้สงบกันดีกว่ามานั่งสมาธิกันมารักษาศีลกัน นี่คือขั้นตอนของการทำใจของเราให้สงบ เราต้องฝืนความอยากกัน เพราะความอยากนี้จะทำให้ใจเราฟุ้ง ทำให้เราใจไม่สบาย ถ้าเราฝืนความอยากได้ ความอยากหายไป ใจจะสบาย ใจจะสงบ เช่นตอนนี้ เราไม่มีความอยากกัน เราเลยนั่งอยู่ตรงนี้ได้ ถ้ามีความอยากเดี๋ยวนั่งไม่ได้ จะต้องลุกไปทำอะไรตามที่อยากจะทำ อันนี้แหละคือการทำใจให้สงบ ในเบื้องต้นหยุดใช้เงินใช้ทองไปทำตามความอยากต่างๆ แล้วก็อย่าทำบาปทำกรรม รักษาศีล ๕ ให้ดี เพราะถ้าไปทำบาปทำกรรมแล้วเดี๋ยวต้องไปรับผลบาปผลกรรม ต้องถูกลงโทษ ถูกจับไปติดคุกติดตะราง อันนี้เป็นการกระทำที่จะช่วยทำให้ใจเราสงบ

พอเราฝืนความอยากที่จะทำบาปได้ ใจเราก็จะเย็นสบาย ถ้าเราฝืนไม่ได้ไปทำบาป ใจเราจะไม่สบาย ไปลักทรัพย์ไปฉ้อโกง ไปประพฤติผิดประเวณี ไปโกหกหลอกลวง ทำไปแล้วจะทำให้ใจเราไม่สบาย เราต้องฝืนมันอย่าไปทำ ไม่ทำแล้วใจเราจะเย็นใจเราจะสบาย จะมีความสุข ทำทานมีความสุข รักษาศีลก็มีความสุข สุขที่ได้จากการทำทานนี้สู้สุขที่ได้จากการรักษาศีลไม่ได้ แล้วก็สุขที่ได้จากการรักษาศีลนี้ สู้สุขที่ได้จากการภาวนาไม่ได้ พอเราได้ความสุขจากการทำทานแล้วเราก็จะขยับขึ้นไปสู่การรักษาศีล ไปหาความสุขที่ดีกว่าได้ พอเรารักษาศีลได้ เราก็จะขยับขึ้นไปหาความสุขระดับของการภาวนาได้

การภาวนาก็คือการนั่งสมาธิทำใจให้สงบ ความสุขที่เราได้จากการทำทานมันก็ดีกว่าความสุขที่เราได้ จากการทำอะไรตามความอยากต่างๆ การใช้เงินซื้อของต่างๆ ตามความอยาก หรือใช้เงินไปทำหรือ ไปเที่ยวตามความอยาก ความสุขแบบนั้นเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว สู้ความสุขที่ได้จากการเอาเงินทอง มาทำบุญทำทานไม่ได้ แล้วจะทำให้ความอยากใช้เงินใช้ทองนี้มันหมดไป เมื่อไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง ก็ไม่ต้องดิ้นรนไปทำงาน แล้วก็ไปเสี่ยงกับการทำบาปกัน.

สนทนาธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต