การเดินจงกรมทำได้ ๒ ลักษณะ

ถาม : จี้กงเป็นการออกกำลัง ที่ให้รู้เนื้อรู้ตัว รู้จิตรู้ลมหายใจ จะถือเป็นการเดินจงกรมได้หรือไม่

พระอาจารย์ : เป็นการเจริญสติ การทำอะไรด้วยสติเป็นการเจริญสติ การเดินจงกรมก็เพื่อเจริญสติ หรือเจริญปัญญา

การเดินจงกรมทำได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. ถ้าเดินเพื่อเจริญสติก็ให้จิตอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่นอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับการเดิน ๒. ถ้าเจริญปัญญาก็พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาร่างกาย เกิดแก่เจ็บตาย ทั้งร่างกายของเราและของคนอื่น พิจารณาว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นดินน้ำลมไฟ ส่วนสถานภาพเช่นเป็นหญิง เป็นชาย เป็นเหมือนแผ่นป้าย ที่ติดเอาไว้ที่ตัวร่างกาย เหมือนเวลาเป็นนักเรียน มีการปักชื่อติดไว้ที่เสื้อ เพื่อจะได้รู้ว่าชื่ออะไร แต่ความจริงร่างกายไม่มีชื่อ สมมุติสร้างชื่อให้กับร่างกาย พ่อแม่ลูกสามีภรรยา เป็นชื่อ แต่ร่างกายทุกคนเหมือนกันหมด มีอาการ ๓๒ เหมือนกันหมด มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก เยื่อในสมองศีรษะ ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร นี่คืออาการ ๓๒ มีอยู่ทุกร่างกายเหมือนกันหมด แต่เรากลับมองไม่เห็นความจริงของร่างกาย กลับไปเห็นชื่อที่ติดกับร่างกาย ว่าร่างกายนี้คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือภรรยา คือลูก คือกษัตริย์ คือประธานาธิบดี คือนายกฯ ที่เป็นเพียงสมมุติ เป็นป้ายที่ติดไว้กับร่างกาย ไม่ใช่ตัวร่างกาย

ตัวร่างกายเป็นเพียงอาการ ๓๒ เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เกิดแก่เจ็บตาย นี่คือการมองร่างกาย จะได้ไม่ตื่นเต้นตกใจ เวลาเป็นอะไรขึ้นมา ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นดินน้ำลมไฟ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นอาการ ๓๒ ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง ผู้ที่มาเชิดร่างกายนี้ต่างหาก ที่เป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้อง ผู้ที่เชิดก็คือใจ ใจเป็นผู้เชิดร่างกาย ร่างกายเป็นเหมือนหุ่น ใจเป็นผู้เชิด ผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ สั่งให้พูด สั่งให้ทำนั่นทำนี่ ตัวร่างกายเอง ถ้าไม่มีผู้เชิดก็จะอยู่เฉยๆ ทำอะไรเองไม่ได้ ร่างกายที่ตายไปแล้วไม่มีผู้เชิดแล้ว ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ต้องให้คนอื่นจับใส่โลง เอาไปเผา ไปทำฌาปนกิจ เพราะไม่มีผู้เชิดแล้ว ต้องอาศัยผู้อื่นมาเชิดแทน ถ้าพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่าเจริญปัญญา จะทำให้ละสักกายทิฐิได้ ปล่อยวางร่างกายได้ ปล่อยวางความแก่ ความเจ็บความตายได้ นี่คือการเดินจงกรม ทำได้ ๒ ลักษณะ ถ้าอยู่ในขั้นปัญญาก็พิจารณาไป ถ้าอยู่ในขั้นสติ ก็ควบคุมจิตให้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ถ้าใช้พุทโธก็บริกรรมพุทโธไป ถ้าใช้กายคตาสติ ใช้ร่างกายเป็นที่ผูกใจ ก็ดูการเดินไป ดูที่เท้าไป ซ้ายขวา ซ้ายขวาไป ข้อสำคัญไม่ให้คิดเรื่องต่างๆนานา ให้อยู่กับร่างกายอย่างเดียว ใจจะว่างเย็นสบาย เวลานั่งสมาธิก็จะสงบอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เวลาแกว่งแขนแกว่งเท้า ก็นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ฯลฯไปเรื่อยๆ ไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นการเจริญสติ

การบริหารร่างกาย การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าอยากจะให้ร่างกายเป็นปกติสุข ถ้าไม่ออกกำลังกาย ก็จะพิกลพิการได้ แต่ควรอยู่ในขอบเขตของเหตุผล จะได้ไม่เป็นตัณหา ถ้าดูแลเกินเหตุเกินผล อยากไม่เจ็บไข้ ได้ป่วยเลย อยากมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา มียาวิเศษขนาดไหนก็หามา มีอะไรดีก็เอามา อย่างนี้เป็นตัณหา ถ้าดูแลไปตามมีตามเกิดเพื่อให้อยู่ไปตามวาระ ไม่ให้เป็นอะไรไปก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่เป็นตัณหา ข้อสำคัญต้องดูแลใจยิ่งกว่าดูแลร่างกาย ดูแลร่างกายเหมือนเป็นเครื่องมือ ถ้าไม่มีร่างกาย จะไม่สามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นได้ ยกเว้นถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว เพราะพระอนาคามี ปล่อยวางร่างกายได้หมดแล้ว ไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ ปัญหาของท่านไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแล้ว แต่อยู่ที่ใจ ท่านสามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ หลังจากที่ร่างกายตายไปแล้ว ถ้าเป็นปุถุชน เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี ก็ยังต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม ยังต้องพิจารณาร่างกาย ต้องพิจารณาอสุภะ เพื่อละกามราคะ ที่ติดอยู่ที่ร่างกาย เห็นผิดเป็นชอบ เห็นร่างกายที่ไม่สวยงามว่าสวยงาม จึงเกิดกามารมณ์ ถ้าเห็นว่าไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป จะเห็นว่าไม่สวยงาม ก็ต้องพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

ต้องมองส่วนที่ไม่สวยงามของร่างกาย มองเข้าไปข้างใน มองใต้ผิวหนัง มองตอนที่ร่างกายตายไปแล้ว เช่นไปล้างป่าช้า ก็จะเห็นร่างกายที่ตายไปแล้วว่าเป็นอย่างไร เอามาเปรียบเทียบกับร่างกายที่สวยงาม ว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า มันก็เป็นอันเดียวกัน แต่เรามองไม่เห็นส่วนที่ไม่สวยงาม ก็เลยเกิดกามารมณ์ พอเห็นส่วนที่ไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป ก็ติดเหมือนคนติดยาเสพติด เวลาเกิดกามารมณ์แล้วไม่ได้เสพ ก็เกิดปฏิฆะความหงุดหงิดใจ แต่พอได้เสพแล้วความหงุดหงิดใจก็หายไป แต่ความอยากเสพกามจะไม่หายไป เวลาเกิดความอยากเสพกาม ถ้าไม่ได้เสพแล้วจะหงุดหงิดใจ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม อยากสูบบุหรี่แล้วไม่ได้สูบก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มสุราแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มกาแฟแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากไปช้อปปิ้งแล้วไม่ได้ไปก็หงุดหงิดใจ ถ้าพิจารณาว่าเป็นอสุภะ ก็จะไม่อยากเสพกาม เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็ไม่ต้องมีร่างกาย ถ้ายังต้องใช้ร่างกายก็ดูแลไป แต่ดูแลแบบธรรมดา รับประทานวันละมื้อ ออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรม เอาเวลามาทุ่มเทกับการสร้างกำลังใจ สร้างศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา

อย่างพระโสดาบันนี้ ท่านได้ศรัทธาเต็มที่แล้ว ไม่สงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว แสดงว่าเห็น พระอริยสัจ ๔ แล้ว ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นอะไร ก็เห็นพระอริยสัจ ๔ ที่อยู่ในใจด้วยการปฏิบัติ ไม่ได้เห็นด้วยความคิดจินตนาการ อย่างที่พวกเราเห็นกันตอนนี้ เห็นอย่างนี้ไม่ใช่เห็นธรรม เห็นธรรมก็ต้องเห็นทุกข์ที่ปวดร้าวอยู่ภายในใจ เห็นเหตุของความทุกข์ว่าเกิดจากความอยาก พอพิจารณาสิ่งที่อยากได้ว่าเป็นไตรลักษณ์ ก็จะหยุดความอยาก ความทุกข์ก็จะหายไป เห็นอย่างนี้จะจำไป จนวันตาย จะไม่มีวันลืม จะรู้ว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้ว่าจิตสงบคือจิตของพระพุทธเจ้า พอเห็นธรรมคือความสงบก็เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะเห็นธรรม เห็นพระพุทธเจ้า ก็คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็คือพระอริยสงฆ์สาวก ก็จะไม่สงสัยว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มีจริงหรือไม่

การปฏิบัติเบื้องต้นก็อยู่ที่การฟังธรรม เพื่อให้เกิดศรัทธา พอเกิดศรัทธาแล้ว ก็จะมีวิริยะความพากเพียร ที่จะเจริญสติ นั่งสมาธิ เจริญปัญญา พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาอสุภะ เป็นขั้นเป็นตอนไป อยู่ที่ตัวเรานะ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้.

กัณฑ์ที่ ๔๕๗ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ (จุลธรรมนำใจ ๓๓)

“เติมกำลังใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต