เมตตาบารมี

การที่เราจะสร้างบารมีต่างๆ ได้ เราต้องเริ่มที่เมตตาบารมี เพราะถ้าเรามีเมตตาบารมีเราก็จะทำทานได้ เราก็จะสร้างทานบารมีได้ เพราะเมตตาคือความปรารถนาดี ความหวังดี ความอยากให้ผู้อื่นมีความสุข อย่างเวลาเราเอาของขวัญไปอำนวยความสุข เวลาคนบางคนเขามีวันเกิดหรือเขาแต่งงาน หรือเวลาเขาเปิดร้านใหม่หรือช่วงปีใหม่ ส่งส.ค.ส.กัน ส่งความสุขกัน คนที่ไม่มีความเมตตามีแต่ความโกรธความเกลียดจะไม่สามารถทำทานได้ เกลียดคนนั้นเกลียดคนนี้ แล้วจะเอาของไปให้เขาได้อย่างไร อย่างนั้นก่อนที่จะสร้างทานบารมีได้ ต้องเจริญเมตตาบารมีก่อน ต้องมีความปรารถนาดีให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงทุกคนทุกสัตว์ทุกบุคคล ทุกเดรัจฉาน ทุกเทพทุกพรหมสัตว์ทั้งหมดที่มีดวงจิตดวงใจนี้เราเรียกว่าสัตว์ เพียงแต่ว่าจะตกอยู่ในภาวะไหน ขึ้นอยู่กับบุญกับบาปที่ทำไว้ ตอนนี้เป็นมนุษย์ต่อไปอาจจะเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอริยเจ้าหรืออาจจะเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรตเป็นอสูรกาย เป็นนรกก็ขึ้นอยู่ที่การสร้างบุญบารมีหรือไม่สร้างบุญบารมีนี่เอง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร สัตว์ทุกตัวมีความปรารถนาเหมือนกันหมด ปรารถนาความสุข ปรารถนาความสิ้นทุกข์กันทั้งนั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะให้ความทุกข์แก่ผู้อื่นควรจะให้แต่ความสุขแก่ผู้อื่นถ้าอยากจะสร้างบารมี ถ้าอยากจะมีเมตตาบารมี เราต้องไม่ยกเว้นว่าจะเป็นคนที่เรารักหรือไม่รักชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเราเจอเขาเราควรที่เเผ่เมตตาให้กับเขา อย่าไปแผ่ตอนที่อยู่คนเดียว สวดอยู่คนเดียว สัพเพสัตตา พอเจอหน้ากันก็แยกเขี้ยวใส่กัน อย่างนี้ไม่เรียกว่าแผ่เมตตา แผ่เมตตาต้องแผ่ตอนที่พบกัน เวลาอยู่คนเดียวก็ให้ซ้อมไว้ก่อนนึกถึงหน้าของคนที่เราไม่ชอบแต่เราต้องเจอ พอเจอเขาแล้วก็ลองยิ้มให้เขาดู “สวัดดีครับเป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีหรือเปล่าครับ” ก็แค่นี้เอง นี่เรียกว่าเมตตา ถ้าเรามีความเมตตาเราก็อยากจะให้ความสุขกับเขา เรามีอะไรที่เราไม่ต้องการจะเก็บเอาไว้ เราก็นึกถึงเขา หรือว่าใครอยู่ใกล้เราสะดวกที่จะให้ใครก็ให้ไปเลย นี่เรียกว่าถ้ามีความเมตตาแล้วก็จะสามารถสร้างทานบารมีได้ คนที่ไม่ทำทานก็เพราะว่าเป็นคนที่เกลียดคนโน้นเกลียดคนนี้ไม่ชอบคนนั้นไม่ชอบคนนี้ ไม่ชอบวัดนั้นไม่ชอบวัดนี้ ไม่ชอบพระรูปนั้นไม่ชอบพระรูปนี้ จึงทำบุญไม่ได้ ทำทานไม่ได้

ดังนั้นต้องมาแก้ปัญหาด้วยการสร้างเมตตาบารมีก่อนให้มีความคิดปรารถนาดีอยากจะให้คนอื่นเขามีความสุข เพราะเขาก็เป็นเหมือนเรา เราก็อยากจะมีความสุข เขาก็อยากจะมีความสุข ไม่มีใครอยากมีความทุกข์กัน เราก็ไม่อยากทุกข์ เขาก็ไม่อยากทุกข์ เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความสุขเขา ด้วยการทำทาน ทานก็มีอยู่ ๔ ชนิดด้วยกัน

คือวัตถุทาน แปลว่าอะไร ให้ข้าวของเงินทองเรียกว่าวัตถุทาน

วิทยาทานให้วิชาความรู้ เราเป็นครูเราสอนวิชากวดวิชาให้กับเด็ก โดยไม่คิดเงินทองนอกเวลาเรียน โรงเรียนเลิกเรียนแล้วก็เปิดห้องเรียนสอนพิเศษต่อให้กับเด็กที่ไม่มีเงินทองที่จะไปเรียนกวดวิชาไม่ต้องเก็บตังค์เขา ถือว่าเป็นการทำวิทยาทาน ไม่ต้องไปไล่หาพระคอยใส่บาตร ถ้าเราไม่มีเงินที่จะไปซื้อกับข้าวกับปลาอาหารมาใส่ แต่เรามีวิชาความรู้เราก็เอาวิชาความรู้นี้ให้แก่ผู้อื่นได้ โดยที่ไม่เก็บสตางค์ไม่เอาสิ่งตอบแทน เรียกว่าวิทยาทาน

ถ้าเรามีธรรมะ ถ้าเรารู้จักธรรม รู้จักอริยสัจ ๔ รู้จักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้จักมรรค ๘ เราก็แบ่งให้แก่ผู้อื่นได้เรียกว่าธรรมทาน เวลาใครเขามาปรึกษากับเรามีความทุกข์ใจ ก็สอนเขาว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าความทุกข์ใจเกิดจากความอยากของเราเอง อยากให้เขาทำอย่างนั้นทำอย่างนี้อยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พอเขาไม่เป็นดังใจอยากก็ทุกข์ใจ ถ้าอยากจะดับความทุกข์ก็ต้องมองว่าเขาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังก็คือเขาไม่แน่นอน เขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ๓ วันดี ๔ วันไข้ อนัตตาเราไปห้ามเขาไม่ได้ เวลาเขาดีเราก็ห้ามเขาไม่ได้ เวลาเขาร้ายเราก็ห้ามเขาไม่ได้ อย่าไปอยากให้เขาดีตอนที่เขาร้าย อย่าไปอยากให้เขาร้ายตอนที่เขาดี เป็นไปไม่ได้ เราต้องทำใจอย่างเดียว ถ้าเราทำใจได้หยุดความอยากได้ เราก็จะหายทุกข์ นี่คือธรรมะที่เราสามารถที่จะเอาไปเผยแผ่ให้แก่ผู้อื่นได้ ถ้าเราให้ธรรมะเขาเรียกว่าให้ธรรมทาน ถ้าเราไม่ธรรมะในตัวเรา เราอ่านหนังสือ เราฟังเทศน์ฟังธรรม แล้วเราจำธรรมะข้อนั้นข้อนี้ได้ เราก็เอาไปเผยแผ่ให้แก่ผู้อื่นก็ได้ เรามีเฟสบุ๊กเราก็เขียนเข้าไปในเฟสบุ๊กให้คนอื่นเขาได้อ่าน คนที่ได้อ่านแล้วเขาก็ได้เกิดปัญญามีความทุกข์ใจพอได้อ่านแล้วทำให้ความทุกข์ใจหายไปได้ นี่เรียกว่า ธรรมะทาน

ทานที่ ๔ ก็คืออภัยทาน ก็คือการให้อภัย ใครที่เขาทำอะไรกับเราทำให้เราไม่ถูกใจไม่ชอบใจไม่พอใจไม่ควรไปโกรธไปเกลียด เพราะว่าจะทำให้เราทุกข์ใจไปเปล่าๆ ใจของเราเราต้องรักษา คนอื่นเรารักษาไม่ได้ ห้ามเขาไม่ได้สั่งเขาไม่ได้ แต่เราสั่งใจเราได้ ห้ามใจเราได้ห้ามใจของเราไม่ให้ทุกข์ได้ด้วยการให้อภัย ใครทำอะไรทำให้เราไม่พอใจไม่ถูกใจทำให้เราเสียใจ ก็ให้อภัยไป ถ้าการกระทำของเขา ทำให้เขามีความสุขก็ยินดี ยินดีให้ความสุขกับเขา ถ้าเราให้อภัยได้เราก็จะไม่ทุกข์กับการกระทำต่างๆ ของผู้อื่นจะทำอะไรก็ไม่เป็นไรๆ เอาเลย อยากจะด่าก็ด่าเลย อยากจะเอาแฟนไปก็เอาไปเลย เรียกว่าให้อภัย ไม่โกรธไม่เกลียดไม่อาฆาตพยาบาท ใครทำอย่างนี้ได้แล้วใจจะมีความสุข จะเป็นพระ จะเป็นโพธิสัตว์ได้ ถ้าโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาท น้อยเนื้อต่ำใจนี้เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้

พระโพธิสัตว์นี้ท่านทำตัวเป็นแจ๋ว ทำตัวเป็นเหมือนปฐพียินดีรับใช้กับผู้อื่นเสมอ ดูพระเวสสันดรเป็นตัวอย่าง นั่นแหละพระโพธิสัตว์ ที่เราควรที่จะยึดมาเป็นแบบเป็นฉบับให้ได้แม้แต่ลูก ให้ได้แม้แต่เมีย มีใครจะให้ได้อย่างพระเวสสันดรได้ นี่แหละบารมีแบบนี้ถึงทำให้พระเวสสันดร ได้กลับมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะได้กลับมาตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งให้แก่สัตว์โลกเป็นบรมศาสดา เป็นสัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เกิดจากการมีเมตตาบารมี ทานบารมี

ทานบารมีก็มีอยู่ ๔ ประการนี้ ขอให้เราใช้ในเวลาที่มันสมควร เวลาเขาเดือดร้อนขาดข้าวของวัตถุก็ให้ข้าวของวัตถุทานไป เขาขาดวิชาความรู้ก็ให้วิทยาทานไป เขาขาดธรรมะก็ให้ธรรมทานไป เขาทำให้เราเสียอกเสียใจ ทำให้เราเดือดร้อนก็ให้อภัยทานไป นี่แหละเป็นทาน ๔ ชนิดด้วยกันสำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะเติมเชื้อเพลิงให้แก่จรวดเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จำเป็นจะต้องทำทำทาน ทั้ง ๔ ชนิดนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เวลาที่เกิดเหตุที่จะต้องทำ ต้องทำให้ได้ ถึงจะเรียกว่าไม่สอบตก สอบผ่าน ถ้าทำไม่ได้ให้อภัยไม่ได้ก็แสดงว่ายังสอบตกอยู่ สอบตกก็คือต้องกลับมาสอบใหม่นั่นเอง ถ้าสอบไม่ผ่านก็ยังต้องสอบไปอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าสอบผ่านไปแล้วก็สบายจะได้เลื่อนชั้นขึ้นไปสู่ชั้นต่อไปได้ บารมีขั้นต่อไปที่ต้องขยับขึ้นไปจากการทำทานบารมี ก็คือศีลบารมี

ศีลบารมีก็คือการไม่ทำบาป ไม่ทำความเดือนร้อนทำความเสียหายให้แก่ผู้อื่นและตนเอง ก็ต้องมีความเมตตาเป็นพื้นฐาน คนถ้าไม่มีเมตตาจะรักษาศีลไม่ได้ คนที่ไม่ทำทาน จะรักษาศีลไม่ได้ เพราะจะคิดแต่เอาประโยชน์ใส่ตนเองเพียงอย่างเดียว อยากจะได้สิ่งต่างๆ เพื่อตนเองไม่เคยคิดถึงจะแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น เมื่อเกิดความอยากก็ไม่สนใจว่าจะเดือดร้อนผู้อื่นหรือเปล่า ทำอะไรได้ก็ทำอยากจะทำอะไรก็ทำให้ได้ ถ้าต้องไปทำให้ผู้อื่นเขาเดือดร้อนก็ไม่สนใจไปแย่งผัวแย่งเมียของคนอื่นอย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าชอบเมียเขาชอบผัวเขา เกิดความอยากขึ้นมา ถ้ามีความเมตตามีทานบารมีจะไม่กล้าทำจะไม่อยากทำ ดังนั้นต้องสร้างศีลบารมีขึ้นมา เพราะศีลบารมีนี้จะเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ตกไปอบาย ถ้ารักษาศีลไปได้ตลอดชีวิต รับรองได้ว่าตายไปจะไม่ไปเกิดในอบาย นี่คือกำแพงเพื่อที่เราจะได้ก้าวขึ้นไปสูงขึ้น จากมนุษย์เราจะไดก้าวขึ้นสู่ชั้นเทพต่อไปได้ ไปได้ด้วยทานบารมี ด้วยศีลบารมีนี่แหละ ชั้นเทพต่างๆ เกิดจากเมตตาบารมี ทานบารมีและศีลบารมี พอเรารักษาศีล ๕ ได้แล้ว ต่อไปเราก็จะขยับขึ้นสู่การรักษาศีล ๘ ก็คือเข้าสู่การเจริญเนกขัมมะบารมี เราจะไม่หาความสุขทางร่างกายเพราะเป็นความสุขที่หยาบกว่า ความสุขที่เราจะได้รับจากการเจริญอุเบกขาบารมี คือการทำใจให้สงบ

ธรรมะในศาลา วันพระที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

“เมตตาบารมี”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต