สาเหตุที่เราทุกข์

ความทุกข์ของพวกเรานั้นเกิดจากตัณหาความอยาก กามตัณหานี้เป็นอย่างหนึ่ง อย่างที่สองคือภวตัณหา ความอยากมี อยากเป็น อย่างที่สามก็คือวิภาวตัณหา ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น ความอยากมีอยากเป็น ก็อยากจะเป็นใหญ่เป็นโต อยากจะมีเกียรติมีหน้ามีตา ความจริงพวกเราทุกคนนี้ เกิดมาก็มีเพียงร่างกายเหมือนกันหมด แต่เรามาเกิดในโลกสมมุติ ที่เขามีการสมมุติให้สูงให้ต่ำ ให้เล็กให้ใหญ่ตามแต่สมมุติที่เขาจะกำหนดไว้ เช่นผู้ที่ได้เกิดมาเป็นบุตรของพระราชามหากษัตริย์ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสูงส่ง ผู้ที่เกิดเป็นลูกของขอทาน ก็ถือว่าเป็นผู้ต่ำต้อย ผู้ที่ต่ำต้อยก็อยากจะมีหน้ามีตา อยากเป็นใหญ่เป็นโต เพราะรู้สึกว่าจะมีความสุขมากกว่า การเป็นผู้ต่ำต้อยก็คืออยากจะหนีจากความทุกข์นั่นเอง ก็เลยเกิดภวตัณหาขึ้นมา

ความอยากมีอยากเป็น อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากร่ำอยากรวย อยากมีเกียรติอยากเป็นผู้ที่คนยกย่อง เชิดหน้าชูตา เคารพนับถือ เมื่อเกิดความอยากก็ต้องดิ้นรน ถ้ามีอยู่แล้ว ก็ต้องดิ้นรนกับการดูแลรักษาสถานภาพไว้ แล้วถ้ายังไม่พอใจ ถ้าอยากจะได้สูงกว่านั้นก็ต้องดิ้นหาวิธีไต่เต้าขึ้นไป การดิ้นการที่จะต้องไต่เต้า เพื่อให้ได้ขึ้นสูงขึ้นไป   ตามลำดับ ก็ทำให้จิตใจนั้นต้องวุ่นวาย ต้องพะวักพระวนต้องตะเกียกตะกายต้องต่อสู้อุปสรรคต่างๆ นานา ที่จะขัดขวางไม่ให้ได้ในสิ่งที่ตนอยากได้ พอได้ก็เกิดความโลภ อยากจะได้มากขึ้นไปสูงขึ้นไปอีก มากขึ้นไปอีก พอไม่ได้ก็เกิดความเสียใจก็เป็นความทุกข์ทั้ง ๒ ส่วน ได้มาแล้วก็สุขเดี๋ยวเดียวดีใจเดี๋ยวเดียว เช่นได้เลื่อนขั้นจากนายร้อยเป็นนายพันก็ดีอกดีใจเลี้ยงฉลองกัน ยังไม่ทันเสร็จก็เกิดความอยากจะเลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นนายพลแล้ว ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป

นี่คือวัฏจักรของความอยากกับความทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้น ที่เกิดจากภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น ส่วนวิภวตัณหาก็คือ เป็นความอยากในทางตรงกันข้าม คืออยากไม่เป็น อยากไม่เป็นอะไร คืออะไรก็อยากไม่เป็นคนต่ำต้อย อยากไม่เป็นคนจน อยากไม่เป็นคนแก่ อยากไม่เป็นคนเจ็บไข้ได้ป่วย อยากไม่เป็นคนตาย ก็ต้องดิ้นรนกันต่อสู้หนีความยากจนกัน ต่อสู้หนีความต่ำต้อยกัน ต่อสู้หนีความแก่ความเจ็บความตายกัน แต่ความเจ็บความตายนี้หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ก็จะต้องทุกข์จะต้องเครียดเวลาที่ต้องเจอความแก่ เวลาที่เจอความเจ็บไข้ได้ป่วย และเวลาที่เจอความตาย พอตายไปก็ไปเกิดใหม่ เพราะยังมีความอยากเสพกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาอีก มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเป็นรอบๆ รอบของการเกิดแก่เจ็บตาย

ส่วนภพชาติที่จะได้ในแต่ละรอบนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญกับบาปที่ได้ทำไว้ รอบไหนบุญมีกำลังมากกว่าก็ได้พาให้ไปเกิดในภพที่ดี รอบไหนที่มีบาปมีกำลังมากกว่าก็ดึงให้ไปเกิดในภพที่ไม่ดี ก็จะเป็นอย่างนี้ไปสลับกันไปสลับกันมาขึ้นๆ ลงๆ จนกว่าจะพบมรรค คือวิธีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ มรรคก็คือวิธีการที่จะดับความทุกข์ภายในใจ มรรคนี้ก็อยู่ภายในใจ กิเลสคือสมุทัยคือความอยากต่างๆ ก็อยู่ภายในใจ เพราะฉะนั้นเราต้องดับความอยากที่มีอยู่ภายในใจ ไม่ได้ไปเอาเครื่องไม้เครื่องมือจากข้างนอกมาดับ เช่นไม่ได้ไปเอามีดไปเอาปืนมาดับความอยากดับไม่ได้ อย่างคนโง่บางคนเวลาเกิดความทุกข์ใจก็เอายาพิษมาดับที่ร่างกาย คิดว่าการฆ่าร่างกายแล้วจะทำให้ความทุกข์หายไป เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกายและความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ความทุกข์มันอยู่ที่ใจ เหตุก็อยู่ที่ใจคือความอยาก เช่นคนอยากฆ่าตัวตายเพราะเคยมีอะไรเคยร่ำเคยรวย เคยมียศฐาบรรดาศักดิ์แต่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป อยากจะได้คืนมาแต่ไม่สามารถเอาคืนมาได้ก็อยู่อย่างทุกข์ทรมานใจ ก็เลยต้องฆ่าความทุกข์ทรมานใจนี้ด้วยการฆ่าตัวตาย แต่เวลาฆ่าตัวตายความทุกข์ที่มีอยู่ในใจมันก็ไม่ได้ตายมันก็พาให้ไปอยู่ในนรกนั่นเอง อยู่ในที่มันร้อน ที่เกิดจากความทุกข์ที่อยากจะฆ่าตัวตาย ที่อยากจะให้สิ่งต่างๆ ที่ตนมีที่ตนรักที่ตนชอบกลับคืนมา

อันนี้วิธีที่จะดับความทุกข์ใจต้องดับความอยาก วิธีที่จะดับความอยากก็ต้องใช้มรรค มรรคก็คือสติปัญญาสมาธิ ที่เป็นเครื่องหลักของการดับความทุกข์ต่างๆ สมาธิก็คือการทำใจให้นิ่งให้สงบ เช่นเวลาเราสูญเสียสิ่งที่เรารักเราชอบไป ถ้าเราทำใจให้สงบทำใจให้เฉยได้เราก็จะไม่ทุกข์ แต่มันก็จะไม่ทุกข์ชั่วขณะที่เราทำใจให้สงบ พอเราไปคิดถึงเรื่องที่เราไปสูญเสียไปเราก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมาใหม่ ถ้าเราอยากจะดับความทุกข์ใจอย่างถาวรเราก็ต้องใช้ปัญญา ปัญญาก็คือเราต้องมองเห็นไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์แปลว่าคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ที่มีอยู่ในสิ่งต่างๆ ที่เรารักไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือข้าวของต่างๆ ล้วนมีคุณสมบัติ ๓ ประการนี้มีไตรลักษณ์ มีอนิจจัง คือความไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลง มีการเจริญ มีการเสื่อม มีการเกิด มีการดับ ๒.เป็นความทุกข์ถ้าไปยึดไปติดกับสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไปอยากไม่ให้เปลี่ยนแปลง เช่นถ้าเราร่ำรวยก็อยากจะให้ร่ำรวยไปตลอด ไม่ให้ยากจน ถ้าเราเป็นใหญ่เป็นโต ก็อยากจะให้เป็นใหญ่เป็นโตไปตลอด ไม่ให้ตกต่ำ แต่มันมีเหตุการณ์มีอะไรต่างๆ ที่สามารถที่จะทำให้การที่เป็นคนร่ำรวยนี้กลายเป็นคนจนได้ การที่ทำให้คนใหญ่คนโตกลายเป็นคนเล็กลงได้ ซึ่งเราก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาอยู่เรื่อยๆ ๓. เป็นอนิจจัง ถ้าไปยึดไปติดไปอยากให้เขาไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะเกิดความทุกข์ใจ ที่ไปยึดไปติดก็เพราะไม่เห็นอนัตตา ไม่เห็นว่าของต่างๆ มันไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง เราไม่สามารถครอบครองไว้ได้ตลอดเวลา ต้องมีเวลาที่เขาจะต้องจากเราไป

นี่คือคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเราหลงยึดหลงติดหลงรักหลงชอบกันก็คือลาภ ยศ สรรเสริฐ และรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

“ดับไฟด้วยมรรค”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต