การทำใจให้เป็นอุเบกขา

ความคิดที่ดีอีกอย่างหนึ่งนี้ก็คืออุเบกขา คือท่านสอนให้เราทำใจให้เป็นกลาง ทำใจให้ปล่อยวาง คือไม่ยินดียินร้ายกับเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตามจะดีหรือร้ายเราก็เพียงแต่รับรู้ไว้ อย่าเอามาแบกใส่ใจของเรา เช่นเวลาเราเห็นใครทำไม่ดีเราก็อย่าไปรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย เราต้องยอมรับว่า เราอยู่ในโลกที่มีทั้งดีและไม่ดีปนเปไปมีของที่สะอาดและของที่สกปรก เช่นมีกองขยะ ของสะอาดก็คือของที่เขาขายอยู่ตามร้านค้าต่างๆ แต่ของเหล่านี้เมื่อเราใช้ไปแล้วมันก็กลายเป็นขยะไป ในโลกนี้ก็มีทั้งดีทั้งชั่วปนกันไปและเราก็ต้องสัมผัสสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ เราจึงต้องฝึกทำใจให้เป็นกลางให้วางเฉย อย่าไปดีอกดีใจกับสิ่งที่เราชอบ เพราะถ้าเราดีใจแล้วเวลาสิ่งที่เราชอบจากเราไปเราก็จะเสียใจ

แต่ถ้าเราทำใจเฉยๆกับสิ่งที่เราชอบ เพียงแต่รับรู้ไว้ว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับกับการจากไปของสิ่งที่เราชอบ เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่จีรังถาวรที่จะอยู่ที่จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดเวลา สิ่งที่เราชอบเวลาเราได้มาใหม่ๆมันก็สวยงามดีน่ารักดี แต่ถ้าอยู่กับเราไปนานๆเข้า มันก็จะเปลี่ยนไปจากของใหม่ก็จะกลายเป็นของเก่าไป แล้วก็จะกลายเป็นของชำรุดของเสียไปได้ในที่สุด ดังนั้นถ้าเราทำใจของเราให้เป็นกลางคือไม่มีอารมณ์ดีอกดีใจ หรือรังเกียจเสียอกเสียใจกับสิ่งที่เราไม่ชอบ ใจของเราก็จะอยู่เป็นปกติอยู่สงบเย็นสบาย

ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมาก็ตาม ไม่ว่าจะได้ยินเสียงที่ไพเราะหูหรือได้ยินเสียงที่ไม่ไพเราะหู ใจของเราก็จะเฉยๆ ไม่รู้สึกดีอกดีใจหรือเสียอกเสียใจ เพราะเรารู้ว่าเสียงต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่เราไปบังคับไม่ได้ เช่นเสียงสรรเสริญ หรือเสียงตำหนินินทาเป็นเสียงของคนอื่นเขา คนอื่นเขาเป็นคนพูดออกมา เขาจะสรรเสริญหรือเขาจะนินทา เราก็ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิที่จะไปห้ามเขาได

แต่สิ่งที่เราห้ามได้ก็คือใจของเรา เราห้ามใจของเราอย่าไปหลงกับเสียง เสียงมันก็เป็นเสียงอย่างเดียวเท่านั้น มันไม่มีความวิเศษอะไรในเสียงแต่เราไปหลงยึดติดว่ามันวิเศษ เวลาเขาชมเราๆก็ดีอกดีใจเวลาเขาตำหนิติเตียน นินทาเราว่ากล่าวตักเตือนเราๆก็ไม่พออกพอใจ นี่เป็นการกระทำที่ไม่ถูก วิธีที่ถูกก็ต้องทำใจให้รู้ไว้แต่อย่าเอามาแบก อย่าเอามาใส่บ่าแบกหาม

มีสุภาษิตที่ว่าไว้ว่า “ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ” คือใจของเราต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ใจไปสัมผัสด้วย ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีมีทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ ถ้าเราอยากจะรักษาความสงบความสบายใจเอาไว้ เราต้องทำใจเฉยๆไว้ อย่าไปดีอกดีใจ อย่าไปเสียอกเสียใจด้วยการทำความเข้าใจว่า เราบังคับสิ่งต่างๆไม่ได้ สิ่งต่างๆเขาเป็นของเขาอยู่อย่างนั้น เขาเป็นมาก่อนตั้งแต่ก่อนที่เราเกิดแล้วและจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหลังจากที่เราตายไปแล้ว

เช่น ก่อนที่เราเกิดก็มีคนเกิดขึ้นอยู่เยอะแยะ มีคนตายอยู่เยอะแยะ ขณะที่เราอยู่ในขณะนี้ก็มีคนเกิดมาเยอะแยะ มีคนตายไปเยอะแยะและ หลังจากที่เราตายไปแล้วก็จะมีคนเกิดและคนตายอยู่เช่นเดิม เพราะนี่เป็นเรื่องของโลกนี้มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไปดีใจกับการเกิดเราก็จะเสียใจกับการตาย ถ้าเราไม่ดีใจกับการเกิดเราก็จะไม่เสียใจกับการตาย

เช่นคนที่เราไม่รู้จักเวลาเขาเกิดมาเราก็ไม่ได้ดีใจว่าเขาเกิดมา เวลาเขาตายไปเราก็ไม่เสียอกเสียใจแต่คนที่เรารู้จัก เช่นลูกของเราหรือญาติพี่น้องของเราเวลาเขาเกิดมาเราก็ดีอกดีใจ พอเขาตายไป เราก็เสียอกเสียใจก็เป็นเพราะเราหลงไปดีใจกับเขาเวลาที่เขาเกิดขึ้นมา เมื่อเราหลงแล้วดีใจแล้วเราก็เกิดความยึดติด เกิดความผูกพัน พอเวลาที่เขาจากเราไปเราก็เสียอกเสียใจร้องห่มร้องไห้

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราพิจารณาอยู่เสมอว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้ล้วนมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเป็นวัตถุ หรือเป็นบุคคลก็เป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน จึงสอนไม่ให้หลงยึดติดกับสิ่งต่างๆ ที่มาปรากฏเพราะว่ามันไม่อยู่กับเราไปตลอด ทั้งดีและชั่วก็เช่นเดียวกัน เช่นเสียงที่เขาชมเราพอเขาพูดเสร็จแล้วมันก็หายไปแล้ว หรือเสียงที่เขาตำหนิว่ากล่าวนินทาเรา พอเขาพูดเสร็จแล้วมันก็หายไปแล้ว เราอย่าเอามาอัดไว้ในใจ อย่าเอามาจดจำเอาไว้ มันมาแล้วมันก็ผ่านไปก็ขอให้มันผ่านไป ใครจะชมก็ให้เขาชมไปเราฟังแล้วเราก็ปล่อยวางแล้วก็ให้มันผ่านไป ใครตำหนิว่ากล่าวตักเตือนเรา เราก็ฟังไว้แล้วเราก็ปล่อยวางให้มันผ่านไป หรือเราจะเอามาคิดก็ได้ ถ้าเราเอามาคิดก็ให้คิดด้วยเหตุด้วยผล เวลาที่เขาชมเราสิ่งที่เขาชมเรานั้นเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าเป็นความจริงก็แสดงว่าเขาเป็นคนตาดี แต่ถ้าสิ่งที่เขาชมเรานั้นไม่เป็นความจริงก็แสดงว่าตาเขาไม่ดี

เช่นเดียวกับการนินทา ถ้าเขานินทาว่ากล่าวตักเตือนเรา แล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง มันก็จะเป็นประโยชน์กับเรา เพราะเราจะได้นำเอามาแก้ไขต่อไปแสดงว่าเขาเป็นคนตาดี แล้วเราก็ได้รับประโยชน์จากการว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าเขาว่าเราแล้วเราไม่ได้เป็นตามที่เขาว่า ก็แสดงว่าตาเขาไม่ดีและเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำอะไร เราก็เพียงแต่รับรู้ไว้แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป
เท่านั้น

นี่คือการทำใจให้เป็นอุเบกขาท่ามกลางสิ่งต่างๆในโลกนี้ที่มีทั้งดีและไม่ดีปนกันไป.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๐

“ภพชาติของมนุษย์”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต