ภพชาติของมนุษย์

ท่านได้มาวัดเพื่อปฏิบัติภารกิจปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เรานี้เป็นภพชาติเดียว ในบรรดาภพชาติทั้งหมดที่สามารถจะสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อนำมาปลดเปลื้องการถูกจองจำอยู่ในคุก แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ ไม่มีภพอื่นชาติอื่นที่จะสามารถปลดเปลื้องตนเองให้หลุดพ้น จากการถูกจองจำอยู่ในวัฏฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ มีภพของมนุษย์เท่านั้น และเป้าหมายของพวกเราทุกคน เราจะรู้หรือไม่ก็ตามก็คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายนั่นเอง เพราะไม่มีใครปรารถนาความทุกข์กัน ทุกคนปรารถนาความสุข และไม่มีที่ไหนภพไหนจะเหมาะอย่างยิ่ง ต่อการบำเพ็ญเพื่อให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้นอกจากภพของมนุษย์นี้เท่านั้น เพราะภพของมนุษย์นี้เป็นเหมือนกับที่เติมเสบียง ที่เติมอาหาร ที่เติมน้ำมันเติมน้ำในขณะที่เราเดินทางไกล เช่นเราขับรถ รถก็ต้องแวะจอดตามสถานีบริการต่างๆ เพื่อเติมน้ำมัน เติมน้ำ เติมลม คนขับก็ต้องเติมอาหาร เข้าห้องน้ำห้องท่า ฉันใดภพของมนุษย์นี้ก็เป็นอย่างนั้นสำหรับจิตใจ จิตใจของพวกเรานี้เป็นจิตใจ ที่เดินทางอยู่ตลอดเวลาหาจุดหมายปลายทางไม่เจอ เพราะเราไม่รู้ว่า ทางที่จะพาให้เราไปสู่การสิ้นสุด แห่งการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นสุดแห่งความทุกข์ทั้งหลายนั้นไปทางไหน

ถ้าเราได้มาเกิดมาเป็นมนุษย์และได้มาเจอพระพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นบุญเป็นวาสนาของพวกเรา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเหมือนกับแผนที่บอกทางที่จะพาให้เราไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ เมื่อเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้มาพบพระพุทธศาสนาจึงเป็นโอกาสที่ดีเลิศที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้

เพราะถ้าไม่ได้เป็นมนุษย์ เช่นมาเกิดในโลกนี้แล้วเป็นเดรัจฉาน เป็นสุนัข เป็นแมว ถึงแม้จะมาอยู่ในวัด ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเพราะไม่สามารถศึกษาและปฏิบัติพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้นที่จะมีสติปัญญาความรู้ความสามารถ พอที่จะศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าได้

ดังนั้นเมื่อเราได้มาพบพระพุทธศาสนาได้เป็นมนุษย์จึงถือว่าเราได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการปลดเปลื้องให้ เราหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ อยู่ที่เราว่าเราจะมีศรัทธาเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราจะน้อมเอามาปฏิบัติหรือไม่ ถ้าเรามีความเชื่อและน้อมเอามาปฏิบัติ ก็เท่ากับการได้เติมเสบียงเติมน้ำ มันเติมน้ำให้กับรถของเราและเปิดแผนที่ดูว่าทิศทางที่เราจะต้องไปนั้นอยู่ในทิศทางใด

และเมื่อเราขับรถหรือเดินทางไปตามแผนที่ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่พระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ทั้งหลายได้ไปถึง พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายก็ไม่ได้เป็นผู้วิเศษมาจากที่ไหน ก่อนที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรานี่แหละ แต่อาศัยว่าท่านมีศรัทธาความเชื่อในบุญในกุศล ในการปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้จิตใจของท่าน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ท่านจึงทุ่มเทเวลาชีวิตจิตใจกับการสร้างบุญสร้างกุศล กับการศึกษาหาทางที่จะทำให้ตนหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิดไปได้ บุคคลที่ต้องใช้ความพยายามมากที่สุดก็คือพระพุทธเจ้าหรือที่เราเรียกว่า ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเราเรียกท่านว่าพระโพธิสัตว์ เพราะพระโพธิสัตว์นี้ไม่มีผู้ใดชี้ทางไม่มีแผนที่ ท่านต้องศึกษาทดลองเอาเองว่าไปทางไหนถึงจะพาให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้

ท่านจึงต้องเสียเวลามากต่อการทดลอง แต่สำหรับพวกเราหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้วท่านก็นำเอาทางที่ท่านรู้นี้มาสั่งสอนพวกเรา พวกเราจึงไม่ต้องเสียเวลาไปทดลอง เพียงแต่เราปฏิบัติตามเราก็จะสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุถึงไปได้ง่ายดายกว่าพระพุทธเจ้าเป็นหลายร้อยเท่าหลายพันเท่าด้วยกัน

ดังนั้นเราจึงต้องอย่าไปคิดว่าเราไม่มีบุญไม่มีวาสนา เพราะถ้าเราไม่มีบุญไม่มีวาสนาเราจะไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เราจะไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนาและจะไม่มีจิตใจใฝ่บุญใฝ่กุศลมาวัดมาทำบุญมารักษาศีลมาฟังเทศน์ฟังธรรมมาปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากบุญวาสนาบารมีที่เราได้บำเพ็ญกันมาในภพชาติต่างๆในอดีต จนส่งผลให้เราได้เข้ามาสู่พระพุทธศาสนา.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๐

“ภพชาติของมนุษย์”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต