ที่พึ่งของใจ

มีสติคอยเฝ้าดูอารมณ์ของเราอยู่เสมอ พยายามรักษาอารมณ์ของเราให้สงบให้เย็นให้สบาย ด้วยการฝึกบำเพ็ญจิตตภาวนากล่อมจิตใจด้วยธรรมะ ด้วยการพิจารณาคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือด้วยการควบคุมจิตใจให้ รำลึกถึงคำว่า พุทโธ พุทโธไปภายในใจก็ได้

ถ้าเรามีพุทโธอยู่ภายในใจไปเรื่อยๆแล้ว เวลาที่เราเกิดความโกรธเราก็จะมีน้ำดับไฟ เวลาเราเกิดความโกรธเราก็บริกรรมพุทโธ พุทโธ ภายในใจอย่าไปคิดถึงเรื่องที่เราโกรธ พอเราบริกรรมพุทโธ พุทโธไปเรื่อยๆสักระยะหนึ่งแล้วก็จะลืมเรื่องที่ทำให้เราโกรธ ลืมคนที่ทำให้เราโกรธ ใจของเราก็จะกลับเย็นสบาย มีความสุขไม่เคียดแค้น ไม่พยาบาท เหตุการณ์ที่เขาทำไปมันก็ผ่านไปแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ไปห้ามไม่ให้เขาทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราแก้ได้ทำได้ก็คือใจของเรา เราเพียงแต่ยับยั้งใจของเราให้อยู่นิ่งเป็นปกติ เท่านี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะไม่เสียหาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังดีอยู่ เราก็ยังเป็นคนดีอยู่ แต่ถ้าเราหักห้ามจิตใจของเราไม่ได้ เวลาที่เราเกิดความโกรธขึ้นมา เราก็จะต้องไปพูดในสิ่งที่ไม่ดี ไปทำในสิ่งที่ไม่ดี แล้วเราก็มาเสียใจภายหลัง แล้วคนอื่นเขาก็เห็นว่าเราเป็นคนไม่ดี ถึงแม้ว่าเราเคยทำความดีมามากน้อยเพียงไรก็ตาม พอเราทำความไม่ดีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเอง เราก็กลายเป็นคนไม่ดีไปได้

ดังนั้นนอกจากการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น นอกจากการไม่เกียจคร้านแล้ว เราก็ยังต้องคอยควบคุมอารมณ์ของเรา การจะควบคุมอารมณ์ได้เราจะต้องฝึกเจริญสติอยู่เสมอ ให้ดูที่ใจเราเป็นหลักอย่าไปดูสิ่งภายนอกมากจนเกินไป เวลาเราดูอะไร เห็นอะไร ได้ยินอะไร ใจของเราจะต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นมาทันที เราต้องรู้ว่าใจของเรากำลังเอียงไปในทางไหน ไปทางโลภ หรือไปทางโกรธ หรือไปทางหลง หรือใจของเรายังเป็นปกติอยู

ถ้าเรามีปัญญา เรารู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่น่ายินดีน่ายินร้าย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีคุณค่าอะไร แต่ความหลงของเราทำให้เราไปให้คุณค่ากับมันเอง ที่ไม่มีคุณค่าก็เพราะว่ามันไม่เป็นที่พึ่งของใจนั่นเอง มันไม่สามารถดับความทุกข์ของใจได้ เวลาที่มีความทุกข์ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดับความทุกข์ของใจได้ นอกจากปัญญาเท่านั้นคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๐

“พัฒนาจิตใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต