พรหมวิหาร ๔

พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตไปได้ด้วยความราบรื่น ด้วยความสุข จะไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องราวกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่กันในสังคม

เมตตา คือ ความมีไมตรีจิต มองทุกคนเป็นมิตรกัน เป็นเพื่อนกัน เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกัน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน เราอยู่ด้วยกัน ถ้าเรามีเมตตาต่อกัน เราจะมีแต่ความสุข เพราะความเมตตาไม่ให้ความเดือดร้อนกับใคร คุณลักษณะของความเมตตามีอยู่ ๓ ประการ คือ ๑. ไม่มีเวรกับใคร อเวรา โหนตุ ๒. ไม่เบียดเบียนใคร อัพยา ปัชฌา โหนตุ ๓. ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

๑. เมตตา คือการไม่มีเวรมีกรรมกัน ถึงแม้ใครจะสร้างความเดือดร้อนให้กับเรา สร้างความทุกข์ให้กับเรามากมายขนาดไหนก็ตาม เราต้องรู้จักการให้อภัย การให้อภัยจะเป็นการระงับการมีเวรกัน เวลาใครทำอะไรแล้วเราไม่พอใจ เราอย่าไปโกรธ อย่าไปอาฆาต อย่าไปพยาบาท เราต้องให้อภัย เพราะการให้อภัยจะทำให้ใจเราสงบ ทำให้ใจเราเย็น เพราะการให้อภัยจะไประงับความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท ที่เปรียบเหมือนกับไฟที่เผาใจเรา ถ้าไม่มีการให้อภัยแล้ว ใจจะมีแต่ความรุ่มร้อน เวลาโกรธแล้วจะต้องเอาคืนให้ได้ ต้องไปทุบไปตี ด่าว่าเขา นี่เป็นความหลงผิด เป็นการสร้างเวรสร้างกรรม เพราะเมื่อเราไปด่าว่าเขา ไปทำร้ายเขาแล้ว เขาก็จะต้องเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา เขาก็จะต้องเกิดความโกรธ ความแค้นขึ้น เขาก็จะกลับมาทำร้ายเรา จะต้องมีการต่อสู้กันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งล้มเจ็บตายกันไปในที่สุด นี่ไม่ใช่วิถีทางที่จะดำเนินชีวิตไปด้วยความสงบสุข

วิถีทางที่ถูกคือการให้อภัย เช่นเวลาเขาว่าอะไรเรา เขาทำอะไรเรา แต่เราทำใจของเราให้นิ่งเสีย ให้อภัยกับเขา คิดเสียว่าเป็นการใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน เราอาจจะเคยไปทำอะไรกับเขามาก่อน ทำให้เขาไม่พอใจเราโดยที่เราอาจจะรู้ก็ได้ หรือไม่รู้ก็ได้ เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้จริงๆ เราอาจจะไปขัดผลประโยชน์เขาก็ได้ เขาอาจจะต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ แล้วเราไปได้สิ่งนั้นมา เขาก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในโลกนี้มันเป็นปกติ ที่คนเราในบางครั้งบางคราวอาจจะต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง มีการผิดใจกันบ้าง เมื่อเกิดการผิดใจกันแล้ว สร้างความทุกข์ให้กันแล้ว ถ้ามีสติก็ให้อภัยเขาเสียจะดีกว่า เราก็อยู่นิ่งเสียไม่ตอบโต้ เป็นการไม่สร้างเวรสร้างกรรม เมื่อเราไม่ไปตอบโต้เขา เมื่อเขาได้ระบายความรู้สึกที่ไม่ดีของเขาแล้ว เขาก็จะหยุด เมื่อหยุดแล้วเรื่องมันก็จะจบ

นี่แหละคือทางที่ถูก เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรามีความสุข ท่านถึงสอนให้เราชนะตนอย่าไปชนะผู้อื่น ชนะตนคนเดียวเท่านั้นทุกอย่างก็จะสงบลง ชนะผู้อื่นก็จะสร้างความอาฆาตพยาบาทให้กับเขา ถ้าเขาชนะเรา ก็จะสร้างความอาฆาตพยาบาทให้กับเรา แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างชนะตนเองแล้วทุกอย่างก็จะสงบ เมื่ออารมณ์ของเราสงบแล้ว เรื่องราวต่างๆ มันก็จะหายไป ลืมไป เวลาเจอหน้ากันในวันข้างหน้า อาจจะรักกัน ชอบกันก็ได้ เพราะเรื่องของอารมณ์เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าไม่ไปหลงตามอารมณ์ เวลาโกรธแล้วไม่โกรธตาม เวลาอารมณ์ดีกลับมาแทนที่เราก็จะรู้สึกดีขึ้นมาทันที จึงต้องเข้าใจถึงหลักของความเมตตาว่าต้องให้อภัย คือต้องไม่จองเวรกัน

๒. เมตตา คือ การไม่เบียดเบียนกัน เรามีความจำเป็นที่ต้องทำมาหากินกัน แต่เราจะทำด้วยความสุจริต คือจะไม่ทำด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักทรัพย์ ประพฤติผิดประเวณี โกหกหลอกลวง เป็นทางที่จะนำความสุขมาให้กับเรา ความทุกข์ต่างๆที่เกิดจากการเบียดเบียนผู้อื่น จะไม่มีตามมา แต่ถ้าเราไปเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว เราจะต้องถูกผู้อื่นเบียดเบียนอย่างแน่นอน เพราะเมื่อไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเขา เขาก็จะต้องมาสร้างความเดือดร้อนให้กับเรา ให้ทุกข์กับท่าน ทุกข์นั้นถึงตน เราจึงต้องหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนกัน

๓. เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข จงเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นความสุขของผู้อื่น เขาทำแล้วมีความสุขก็ปล่อยให้เขาทำไป ถึงแม้จะสร้างความเดือดร้อนให้กับเราบ้าง บางครั้งบางคราว เช่นข้างบ้านบางครั้งอาจจะจัดงานกัน มีงานเลี้ยงกัน ก็อาจจะมีเสียงดังบ้าง เราอยู่ข้างบ้านเราอาจจะหนวกหู แต่ถ้าเรามีความปรารถนาดี อยากจะให้เขามีความสุข ความวุ่นวายใจที่เกิดจากการหนวกหู ก็จะเบาบางลงไปหรือไม่มีเลยก็เป็นได้ แต่ถ้าไม่มีความปรารถนาที่จะอยากให้เขามีความสุขแล้ว เวลามีอะไรมาสร้างความวุ่นวายให้กับเรา เช่นข้างบ้านส่งเสียงดังกัน ก็จะเกิดความโกรธขึ้นมา เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา แต่ถ้าคิดเสียว่าเขากำลังมีความสุขกัน เราอยากจะให้เขามีความสุขไม่ใช่หรือ เราสุขไปกับเขาด้วย เราก็จะไม่มีความทุกข์ เราก็จะทนกับเสียงเหล่านั้นได้ นี่คือเรื่องของความเมตตา ขอให้เจริญกันอยู่เรื่อยๆ แล้วความเมตตาจะทำให้เรามีความสุข อานิสงส์ของความเมตตามีอยู่ ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับก็เป็นสุข ๒. ตื่นก็เป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมรักษา ๗. ไม่ต้องภัยจากไฟ ยาพิษ ศัสตราวุธ ๘. จิตเป็นสมาธิง่าย ๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. เมื่อจะตาย ใจก็สงบ ไม่หลงใหลไร้สติ ๑๑. ถ้ายังไม่บรรลุคุณวิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงพรหมโลก

กรุณา คือ ความอยากช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ เวลาเห็นใครตกที่นั่งลำบาก เดือดร้อน แล้วขอความช่วยเหลือ ถ้าเขาช่วยเหลือตัวเขาเองไม่ได้ ก็ควรจะช่วยเขา ช่วยให้เขาสามารถช่วยตัวเองได้ อย่าไปช่วยเหลือแบบให้เขาเป็นคนเกียจคร้าน หวังแต่จะพึ่งผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือที่แท้จริง การช่วยเหลือที่แท้จริง คือการช่วยให้เขาช่วยตัวของเขาเองได้ อย่างพระพุทธเจ้าทรงช่วยพวกเราด้วยการสั่งสอนธรรมะ สอนให้เรารู้จักเรื่องของทุกข์ของสุข ของดีและของชั่วต่างๆ และสอนให้เราดำเนินชีวิตของเราไปในทิศทางที่ดี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเกาะพระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เราขอสิ่งต่างๆจากพระพุทธเจ้า ให้พระพุทธเจ้ามาทำสิ่งต่างๆให้กับเรา พระพุทธเจ้าสอนให้เราช่วยตัวเราเอง เช่นกันเวลาเราช่วยเหลือผู้อื่น ขอให้คำนึงถึงหลัก อัตตาหิ อัตโน นาโถ ช่วยเขาถ้าเขาช่วยตัวเขาเองไม่ได้ เช่นถ้าเขาเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีเงินรักษา เราก็ต้องช่วยให้เขาได้รับการรักษาพยาบาล เมื่อเขาหายแล้ว มีกำลังวังชาดีแล้ว เขาจะได้ไปทำงานต่อไป เวลาได้ช่วยเหลือผู้อื่นเราก็จะมีความสุขใจ เพราะได้ช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับเขา

มุทิตาหมายถึงความยินดีในความสุข ในความดีของผู้อื่น เวลาเห็นคนอื่นได้ดิบได้ดี มีความเจริญรุ่งเรือง เช่นได้เงินเดือนขึ้น ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น มีความสุข ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ อย่างนี้เป็นต้น ให้แสดงความยินดีกับเขา ไม่ควรอิจฉาริษยาเขา ขอให้ถือว่า เป็นบุญของเขา เขาได้ทำความดีไว้ เมื่อถึงเวลา ความดีก็ส่งผลขึ้นมา ถ้าไม่มีมุทิตาจิตแล้ว จิตใจจะมีแต่ความรุ่มร้อน มีความอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นได้ดิบได้ดี เรากลับเป็นทุกข์เป็นร้อนไป เพราะขาดมุทิตาจิตนั้นเอง

อุเบกขาคือการปล่อยวาง วางเฉย ในกรณีที่ไม่สามารถใช้เมตตา กรุณา และมุทิตาได้ ก็ต้องใช้อุเบกขา เช่นมีคนที่เรารักเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วไม่มีทางที่จะรักษาได้ อย่างนี้เราต้องทำใจให้เป็นอุเบกขา คืออย่าไปโศกเศร้าเสียใจกับความทุกข์ของเขา ถ้าช่วยเหลือได้ ก็ช่วยเหลือกันไป แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ก็ต้องทำใจให้เป็นอุเบกขา ขอให้ถือว่าเป็นวิบากกรรมของเขา พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราระลึกอยู่เสมอว่า สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของของตน เป็นผู้ที่รับผลของกรรม จะทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น คนเราในอดีตชาติ หรือในอดีตที่ผ่านมานั้น อาจจะไปกระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามไว้ และเมื่อถึงเวลาที่ผลของกรรมนี้ปรากฏผลขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครช่วยเหลือได้ ใครทำกรรมอะไรไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมนั้นไป ถ้าไม่ปรารถนา ที่จะประสบกับเคราะห์กรรม ก็ขอให้ละเว้นจากการกระทำความชั่วทั้งหลายเสีย ให้ทำแต่บุญ ทำแต่กุศล ทำแต่สิ่งที่ดี ที่งาม เมื่อทำแต่สิ่งที่ดี ที่งามแล้ว เคราะห์กรรมต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเรา หรือกับบุคคลหนึ่ง บุคคลใดก็ตาม เราก็ต้องเจริญอุเบกขา อย่าไปโศกเศร้าเสียใจกับเขา อย่าไปทุกข์กับเขา เพราะความโศกเศร้าเสียใจของเรา จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับนั้น มันไม่สามารถจะแก้ปัญหาของเขาได้ มีแต่ จะทำให้เราทุกข์ไปเปล่าๆเท่านั้นเอง.

กัณฑ์ที่ ๑๐๓ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๖)

“เปลี่ยนกระแส”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต