อุเบกขาบารมี

ถ้าเรามีความมั่นคงต่อการรักษาศีลแล้ว ขั้นต่อไปก็คือเราต้องบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาภาวนา ด้วยการเจริญเนกขัมมะบารมีแทนที่จะถือศีล ๕ เราก็เพิ่มเป็นศีล ๘ ศีลข้อที่ ๓ คือกาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี เราก็เปลี่ยนเป็นอะพรัหมะจะริยา เวระมะณี คือแทนที่จะไม่ประพฤติผิดประเวณีก็จะถือศีลพรหมจรรย์ ก็คือจะไม่ร่วมหลับนอนกับคู่ของเรา จะละเว้นจะไม่หาความสุขจากการหลับนอนกับสามีกับภรรยา แต่จะหาความสุขจากการเจริญสมถะภาวนา คือทำจิตใจให้สงบด้วยการบริกรรมพุทโธๆไปภายในใจ หรือจะสวดมนต์ไปก่อนก็ได้ สวดมนต์ไปภายในใจไม่ต้องออกเสียง โดยให้มีสติรู้อยู่กับการสวด หรือบริกรรมก็ให้มีสติรู้อยู่กับการบริกรรม อย่าให้ใจไปคิดถึงเรื่องอื่น พุทโธไปถ้าคิดถีงเรื่องอื่นก็ดึงกลับมา

ในเบื้องต้นใจจะไม่ยอมอยู่กับพุทโธหรืออยู่กับบทสวดมนต์ จะพุทโธได้สองคำแล้วก็ไปแล้ว คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว คนนั้นคนนี้แล้ว อย่างนี้เราก็ต้องหยุดแล้วก็ดึงกลับมาใหม่แล้วก็เริ่มใหม่ พุทโธใหม่ สวดมนต์ไปใหม่ ทำอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวต่อไปเราก็จะชนะเอง ต่อไปมันก็ยอมแพ้เราเอง เพราะว่ามันไปทีไรเราก็ดึงมันกลับมาทุกที ต่อไปมันเบื่อมันก็ไม่ไป มันจะอยู่กับพุทโธๆ หรืออยู่กับบทสวดมนต์ ถ้าอยู่ไปได้อย่างต่อเนื่องไม่นานจิตก็จะรวมลงเข้าสู่ความสงบ ขณะที่จิตรวมลงนี้ความรู้สึกทางร่างกายก็หายไป เหลือแต่จิตอยู่ตามลำพังของตน มีความสุข มีความอิ่มมีความพอเป็นอุเบกขา นี่คือการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี ด้วยการเจริญสมถะภาวนา เพราะอุเบกขาคือที่อยู่ของจิตนั่นเอง

ถ้าจิตตั้งอยู่ในอุเบกขาแล้วจิตจะเป็นจิตที่ตั้งมั่น จะมีความแข็งแกร่งเหมือนกับก้อนหิน มีความหนักแน่นเหมือนกับก้อนหิน เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบกับจิตจะไม่ลอยตามอารมณ์นั้นๆไป เช่นเวลามีความโกรธมากระทบก็จะไม่โกรธตาม เวลามีความโลภมากระทบก็จะไม่โลภตาม ต่างกับจิตที่ไม่มีอุเบกขาบารมี ไม่มีสมาธิจะเป็นเหมือนกับขนนกปุยนุ่น เวลาลมพัดมาเบาๆก็จะ ปลิวตามลมไป คนที่ไม่มีอุเบกขาบารมี ไม่ได้เจริญสมถะภาวนาจะเป็นคนมีจิตใจที่รุ่มร้อนง่าย มีอะไรมากระทบนิดหน่อยก็ไปแล้ว มีอะไรมาทำให้เสียใจก็ร้องห่มร้องไห้ มีอะไรมาทำให้โกรธก็กลายเป็นยักษ์เป็นมารไปทันที เวลามีอะไรไปทำให้เกิดความโลภ ก็ต้องดิ้นหามาให้ได้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ นี่คือลักษณะของคนที่จิตใจไม่หนักแน่น เวลาถูกอารมณ์ครอบงำแล้ว จะต้องเป็นไปตามอารมณ์นั้น

ดังนั้นในเบื้องต้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราทำจิตให้เป็นอุเบกขาให้ได้ก่อน ให้มีความหนักแน่น ให้ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ จะมีอารมณ์อะไรมาหลอกมาล่อมากระทบก็จะไม่ถูกฉุดลากไปได้ง่ายๆ มีความโลภมาก็ไม่ไปง่ายๆ มีความโกรธมาก็ไม่ไปง่ายๆ แต่ยังไม่สามารถที่จะดับความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ด้วยอุเบกขาบารมี สิ่งที่จะตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ต้องเป็นปัญญาบารมี ปัญญาบารมีก็คือการเห็นความจริงของสภาวะธรรมทั้งหลายที่จิตไปหลงชอบ ไปหลงโลภ ไปโกรธนั้นว่ามันไม่มีสาระแก่นสารอะไร มันไม่มีตัวตน มันไม่เป็นสิ่งที่เราต้องไปยินดี มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ทุกครั้งที่เราโลภเราก็คิดว่าเราจะได้ความสุขจากสิ่งที่เราโลภ เช่นเราอยากจะไปเที่ยวเราก็คิดว่าเราจะมีความสุข แต่พอเราไปเที่ยวกลับมาแล้วความสุขที่ได้มาก็จางหายไป เหลือแต่ความหิว ความอยากที่จะออกไปเที่ยวอีกซึ่งกลายเป็นความทุกข์ เพราะถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวก็หดหู่ใจ เศร้าสร้อยหงอยเหงา นี่คือความทุกข์ที่จะตามมา แต่คนที่ฉลาดนี้จะใช้ปัญญาพิจารณาแล้วจะเห็นว่า เวลาใจมีความอยากจะออกไปเที่ยวก็จะเบรคตนเองไว้ บอกว่าอย่าไปมันไม่ใช่เป็นความสุขมันเป็นความทุกข์ ไปแล้วมันต้องไปอยู่เรื่อยๆเหมือนกับคนติดยาเสพติด หรือติดสุรายาเมาลองกินเข้าไปแล้วทีนี้มันหยุดไม่ได้ มันมีความสุขก็จริงแต่มันเป็นความสุขชั่วขณะที่เสพ แต่พอไม่ได้เสพแล้วก็จะเป็นจะตายให้ได้ นี่แหละคือความหลงมันหลอกให้เราเห็นความสุขเพียงนิดเดียว เหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด ปลาที่มีความหลงหรือปลาที่ตาบอดนี้จะไม่เห็นเบ็ดที่ติดซ่อนอยู่ภายใต้เหยื่อๆที่ติดอยู่ที่ปลายเบ็ด พอฮุบเหยื่อเข้าไปแล้วก็ถูกเบ็ดเกี่ยวคอเอา

ฉันใดความทุกข์ในสิ่งต่างๆนั้นก็เป็นอย่างนั้น มันซ่อนมันเป็นเหมือนปลายเบ็ดมัน มีความสุขเพียงนิดเดียวเท่านั้นเองเวลาที่เราได้เสพได้สัมผัส เวลาเราอยากได้อะไรมาพอได้มาใหม่ๆก็ดีอกดีใจ พออีกวันสองวันก็เบื่อแล้วอยากจะโยนทิ้งไปแล้ว อยากจะหาใหม่อีกแล้ว นี่คือธรรมชาติของสิ่งต่างๆในโลกนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเจริญปัญญาให้พิจารณาให้เห็นอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะให้ความสุขกับเรา อย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้นจะทุกข์ช้าหรือจะทุกข์เร็ว จะทุกข์มากหรือจะทุกข์น้อยเท่านั้น แต่มีแน่ๆ อยู่คนเดียวนี้จะไม่มีทุกข์อะไรกับใคร พออยู่สองคนก็จะต้องทุกข์กับอีกคนหนึ่ง ถ้ามีสามีก็ต้องทุกข์กับสามี มีภรรยาก็ต้องทุกข์กับภรรยา เวลาภรรยาตีจากไปก็ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเวลาสามีทิ้งเราหรือทุบตีเราๆก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา หรือถ้าเขาดีกับเราๆก็ต้องเป็นห่วง ถ้าเกิดวันไหนเขากลับบ้านมาช้าหน่อยเราก็ทุกข์ใจแล้ว กังวลแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า เหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งนั้นมีอะไรก็ต้องทุกข์กับอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พวกเราละให้หมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ อย่าไปมีมันมีเท่าที่จำเป็นเท่านั้นคือปัจจัย ๔ พอมีที่อยู่หลบแดดหลบฝนได้ก็พอ มีเสื้อผ้าใส่สักสองสามชุดก็พอ มีอาหารกินไปวันละมื้อสองมื้อก็พอ มียารักษาโรคไปตามอัตภาพก็พอ มีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

อย่าไปหลงกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ เพราะมันไม่ให้ความสุขกับเรา นี่คือปัญญา ทรงสอนให้พิจารณาให้เห็นว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังก็คือมันเปลี่ยนแปลงมันไม่ถาวรมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปมาแล้วเดี๋ยวก็ไป ไม่ได้อยู่ร่วมกันไปตลอด สามีภรรยาทุกคู่ในโลกนี้ไม่ได้อยู่กันไปตลอดสักวันหนึ่งก็ต้องจากกัน ใครจะจากใครไปก่อนหรือจะจากไปพร้อมๆกันเท่านั้นเองแต่ต้องไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะอยู่ในโลกนี้ไปตลอด เมื่อถึงเวลาจากกันก็เป็นเวลาของความทุกข์ของความเศร้าโศกเสียใจ และทรงสอนให้เราอย่าไปยึดว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นของเรา ทรงสอนว่าเป็นอนัตตาไม่มีตัวตน ร่างกายก็ไม่ใช่ของเราเป็นเพียงดิน น้ำ ลม ไฟ มาผสมกันแล้วไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะแยกทางกัน ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่คือสภาวะธรรมนี่คือธรรมชาติของสภาวะธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นวัตถุข้าวของต่างๆก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรอยู่เหมือนเดิม ศาลาหลังนี้ถ้าอีกร้อยปีกลับมาดูก็คงไม่มีแล้วก็ได้อาจจะเหลือแต่เสาไม่กี่ต้นที่ยังโผล่อยู่ เหมือนกับโบสถ์ต่างๆในจังหวัดสุโขทัยในสมัยสุโขทัย เคยไปดูหรือเปล่าที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่สุโขทัย โบสถ์สมัยสุโขทัยนี้ก็เหลือแต่เสาเท่านั้นเหลือกำแพงอยู่นิดหน่อย ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้ก็สวยงามวิจิตรพิสดาร แต่วันเวลาผ่านไปสิ่งต่างๆ มันก็หมดไปกับกาลกับเวลา

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราพิจารณาไว้อยู่เนืองๆ เพื่อเราจะได้ปล่อยวาง เราจะไม่ได้หลงยึดติด ถ้าเราปล่อยวางแล้วเราจะไม่เสียใจเราจะไม่ทุกข์กับอะไร นี่คือปัญญาที่เราต้องเจริญอยู่มากๆ เพราะเมื่อเราเจริญแล้วต่อไปเราก็จะไม่โลภกับอะไร เมื่อเราไม่โลภเราก็จะไม่โกรธ เพราะความโกรธมันเกิดจากความโลภ เวลาโลภอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ก็เกิดความโกรธขึ้นมา เช่นอยากจะขอแม่ไปเที่ยวแล้วแม่ไม่ให้ไปเที่ยวก็เกิดความโกรธขึ้นมา ถ้าไม่อยากออกไปเที่ยวก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แม่จะให้ไปเที่ยวหรือไม่ให้ไปเที่ยวก็ไม่เกิดความโกรธขึ้นมา ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราเจริญวิปัสสนา หรือปัญญาให้พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายว่า ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่มีตัวไม่มีตน นี่คือวิธีแก้ความหลง ถ้าไม่หลงแล้วก็จะไม่โลภ เมื่อไม่โลภก็จะไม่โกรธ เมื่อไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงก็ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ก็จะอยู่ในพระนิพพานไปตลอดนี่คือที่อยู่ที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้ดำเนินไปถึงและอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ เพียงแต่เราไม่มีตาที่จะเห็นเท่านั้นว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเราเจริญปัญญาบารมีแล้วและเจริญบารมีต่างๆ ควบคู่ไปด้วยเราจะเห็น เราจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายท่านอยู่ที่ไหน

ท่านไม่ได้สูญหายไปไหน นิพพานก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ใจของเราก็ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่คนที่ไม่รู้คนหูหนวกตาบอดก็คิดไปตามภาษาของเขา เขาก็คิดว่าตายไปแล้วทุกอย่างก็สูญหายไปหมด จึงทำให้เขากล้าทำบาปทำกรรม แต่พอเขาไปโผล่ในนรก เขาก็ไม่รู้ว่าเขาโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร พอเขาไปเกิดเป็นเดรัจฉานเขาก็ไม่รู้ว่าเขาเกิดเป็นเดรัจฉานได้อย่างไรหรือมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างพวกเราก็ไม่รู้ว่ามาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพราะเราไม่มีปัญญา เราไม่ศึกษา เราไม่ปฏิบัติธรรมนั่นเอง แต่ถ้าเราปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้บำเพ็ญบุญบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว รับรองได้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะไม่เป็นสิ่งที่ปิดบังหรือลี้ลับอีกต่อไป เพราะเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เหมือนกับคนตาบอดที่รักษาตาของตนให้หายได้จนสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้เหมือนกับคนตาดี

ฉันใดพวกเราก็เป็นเหมือนพวกคนตาบอด ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนคนตาดี พระพุทธเจ้าเห็นการเวียนว่ายตายเกิด เห็นนรกเห็นสวรรค์แต่พวกเราไม่เห็น แต่ถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วสักวันหนึ่งเราก็จะลืมตาขึ้นมาได้ เราจะมีดวงตาเห็นธรรม เราก็จะเห็นอย่างเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น แล้วเราจะไม่สงสัยอีกต่อไปในเรื่องนรกเรื่องสวรรค์.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐

“บ้านของเราคือพระนิพพาน”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต