คนเราต่างกันเพราะบุญบารมีที่ทำมาในอดีต

บุญบารมีนี่แหละที่ทำให้พวกเรา ที่เกิดมานี้มีความแตกต่างกัน มีความสวยความงามแตกต่างกัน มีความฉลาดความโง่แตกต่างกัน มีฐานะการเงินการทองที่แตกต่างกัน

สิ่งเหล่านี้เกิดจากบุญบารมีที่เราได้เคยสะสมไว้ในอดีต ถ้าไม่มีบุญบารมีแล้วพวกเราทุกคนเกิดมา ก็ควรจะมีความเท่าเทียมกันไม่มีความแตกต่างกัน แต่เนื่องจากว่าบุญบารมีนี้เป็นเหตุจึงทำให้เรา มีความแตกต่างกัน ถ้าสะสมบุญบารมีมามากก็จะมีสิ่งที่ดีมากกว่าผู้อื่น เช่นถ้าได้สะสมทานบารมีมา ก็จะทำให้มีฐานะดีในทางการเงินการทอง เช่นได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี ได้เกิดเป็นลูกของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดมาก็รวยไม่ต้องไปดิ้นรนไปทำมาหากินให้เหนื่อยยาก เพราะทานบารมีที่ได้ทำไว้ในอดีตนั่นเอง เช่นพระพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้ายได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างเต็มที่เป็นพระเวสสันดร มีอะไรก็ยินดีที่จะสละ ที่จะแจกจะจ่ายให้กับผู้อื่นไม่มีความหวงแหนไว้เลย เพราะพระองค์ทรงมีความสุขเวลาที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และเมื่อหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตแล้วก็ได้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ เมื่อหมดบุญจากสวรรค์ ก็ได้กลับมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ต้องไปลำบากลำบนเกี่ยวกับเรื่องเงินทองต่างๆ มีปราสาทสามฤดูให้อยู่อย่างมีความสุข นี่คืออานิสงส์ของทานบารมี

ถ้าศีลบารมีก็จะทำให้ได้ไปเกิดในสุคติ คือภพของมนุษย์ของเทพของพรหมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ถ้าเราอยากจะไปเกิดในสุคติ เราก็ต้องสะสมศีลบารมี คือต้องรักษาศีล ๕ ให้ได้มากถ้ารักษาได้อย่างเต็มที่ตลอดเวลา เราก็จะได้ไปเกิดทันที เวลาเราตายไป เราไม่ต้องไปเกิดในอบายอีกต่อไป เช่นพระโสดาบันท่านเป็นผู้ที่มีศีล ๕ อยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดเวลา ท่านจะไม่ละเมิดศีล ๕ โดยเด็ดขาดถึงแม้จะต้องเสียชีวิต ท่านก็ยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อรักษาศีล ๕
ถ้าเราสามารถรักษาศีล ๕ แบบนี้ได้แล้วก็ถือว่าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว พระโสดาบันนี้เห็นแลวว่าการละเมิดศีล การทำผิดศีลเป็นเหตุที่ทำให้ต้องไปเกิดในอบาย เช่นไปเกิดเป็นเดรัจฉานหรือไปตกนรกเป็นต้น เกิดจากการกระทำ เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็ไม่กล้าทำเพราะไม่อยากจะไปตกนรก ไม่อยากจะไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ยอมตายดีกว่า ตายแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ดีกว่าทำผิดศีลแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เมื่อตายไปแล้วจะต้องไปเกิดในอบายไม่คุ้มค่ากัน

นี่คือสิ่งที่พระโสดาบันท่านมีดวงตาเห็นธรรม สามารถมองเห็นดวงวิญญาณ สามารถมองเห็นดวงจิตดวงใจของท่านได้ ท่านรู้ว่าร่างกายของท่านนี้เป็นเพียงภาชนะ ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่แท้จริงก็คือใจของท่านที่จะต้องไปเกิดใหม่ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วก็จะไม่กล้าทำบาปจะรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต
ถ้าใครสามารถมองเห็นจิตใจของตนเองได้แล้วก็จะไม่สงสัยในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จะไม่สงสัยในเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ เพราะรู้ว่าใจนี่แหละคือผู้ที่จะไปเกิด เพราะใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่ตาย ร่างกายตายไปใจก็ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ใจก็ออกจากร่างไปปล่อยให้ร่างกายนี้กลายเป็นซากศพ ส่วนใจก็ไปรับผลบุญผลกรรมที่ได้ทำต่อไป

ดังนั้นถ้าเรายังไม่เห็นก็ขอให้เราเชื่อในเรื่องการรักษาศีล พยายามบำเพ็ญศีลบารมีให้มาก อย่าไปเสียดายกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ หรืออย่าไปอยากได้สิ่งต่างๆในโลกนี้มากจนถึงกับต้องทำให้ผิดศีลผิดธรรม ถ้าอยากจะได้อะไรมาก็ขอให้หามาด้วยความสุจริต อยากจะได้สามีอยากจะได้ภรรยา ก็ไปสู่ขอตามธรรมเนียมประเพณีอย่าไปประพฤติผิดประเพณี เช่นไปแอบเป็นชู้สาว แอบไปยุ่งเกี่ยวกับสามีภรรยาของผู้อื่นอย่างนี้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา ตายไปก็ต้องไปเป็นเดรัจฉานเป็นต้น นี่คือเรื่องของศีลขอให้เราเชื่อถ้าเรายังไม่เห็นผล ที่จะตามมาก็ขอให้เราเชื่อไว้ก่อน เพราะพระพุทธเจ้านั้นเห็นแล้วๆ ก็ทรงนำมาสั่งสอนพวกเรา เพราะทรงรู้ว่าถ้าไม่สอนพวกเราก็จะไม่มีทางรู้

พวกเรานี้มีความหลงซึ่งเป็นความมืดบอดปกปิดความจริงเอาไว้ ทำให้เราเห็นว่าร่างกายของเรานี้ คือตัวตนของเรา ชีวิตของเราอยู่ที่ร่างกายนี้เมื่อร่างกายนี้ตายไป ก็ถือว่าทุกอย่างนี้จบไป เมื่อเผาแล้วกลายเป็นขี้เถ้าขี้ถ่านไปก็ไม่มีผลอะไรตามมาอีกต่อไป ทำบุญก็ไม่มีผล ทำบาปก็ไม่มีผล แล้วเรื่องอะไรจะไปทำบุญให้เหนื่อยยากสู้ทำบาปไม่ดีกว่าหรือเพราะทำบาปนั้นมันสนุกกว่ามันได้ทำอะไร ได้ตามใจชอบ อยากจะได้ใครก็ไปอยู่กับเขาไปแย่งเขา มาอยู่เป็นภรรยาเป็นสามีกัน นี่เป็นเพราะว่า ความมืดบอดความหลงมันครอบงำจิตใจทำให้ไม่เห็นใจของตนเอง ว่าจะต้องไปรับใช้กรรมต่อไป ในภายภาคหน้า แต่เราโชคดีที่เกิดมาแล้วเราได้มาเจอพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้จริงเห็นจริง

ทรงตรัสรู้ คำว่าตรัสรู้ก็คือรู้ใจของเรานี่เอง คนที่ยังไม่ตรัสรู้นี้จะไม่รู้จะไม่เห็นใจของตน จะไม่รู้ว่ามีใจจะคิดว่าใจกับร่างกายนี้เป็นส่วนเดียวกันแต่ความจริงแล้วเป็นสองส่วน เหมือนน้ำกับขวดน้ำ น้ำที่อยู่ในขวดน้ำนี้เวลาใส่เข้าไปเต็มๆมันก็ดูเหมือนกับว่ามันไม่มีน้ำอยู่ในนั้น มันใสสะอาด ก็คิดว่ามีแต่ขวดน้ำอยู่เปล่าๆ แต่พอเราเปิดออกมาแล้วเทน้ำออกมา เราจึงจะรู้ว่าในขวดนี้ก็มีน้ำอยู่ด้วย

นี่แหละคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น คือเราไม่เห็นใจของเรา เราเห็นแต่กายของเราจึงกล้าทำบาปทำกรรมกัน เพราะว่าความอยากมันคอยกระตุ้นคอยผลักดัน คอยหลอกให้เราหาสิ่งต่างๆ มาบำรุงบำเรอ โดยไม่คิดถึงผลเสียหายที่จะตามมาต่อไป คนเราที่เกิดมามีความแตกต่างกันก็เป็นเพราะศีลนี่แหละ ถ้ารักษาศีลได้ก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ได้รักษาศีลก็ต้องมาเป็นสุนัขที่อยู่ในวัดนี้แหละ เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้รักษาศีล จึงขอให้เราเชื่อไว้แล้วก็พยายามที่จะรักษาศีลไปเรื่อยๆ ถ้าเรารักษาศีล เรากล้าที่จะสละชีวิตเพื่อรักษาศีลได้ รับรองได้ว่าตายไปนี้ไม่ไปเกิดในอบายอย่างแน่นอน ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ก่อน แล้วเมื่อหมดบุญเทวดาแล้ว ก็มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะได้มาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต่อไปจนได้บรรลุถึงพระนิพพานในอันดับต่อไป

คือถ้าจะบรรลุเป็นพระนิพพาน เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมาบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี นี่คือบารมีอีกขั้นหนึ่ง คือต้องมาปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ คำว่าเนกขัมมะบารมีแปลว่าออกจากกามสุข ละเว้นจากการหาความสุขทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เช่นไม่หาความสุขจากการกินการดื่มการดูการฟัง เป็นต้น.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐

“บ้านของเราคือพระนิพพาน”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต