พุทธมามกะ

พุทธมามกะ แปลว่าผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน ประกาศตนว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ประกอบด้วย ๑.อุบาสก ๒.อุบาสิกา ๓.ภิกษุ ๔.ภิกษุณี ๕.สามเณร ๖.แม่ชี การถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง หมายถึงการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และทรงประพฤติปฏิบัติมา หลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา สอนให้เชื่อหลักกรรม คือให้เชื่อในการกระทำ ทางกาย วาจา ใจ ว่าเป็นเหตุ ที่จะนำผลที่เราปรารถนาหรือไม่ปรารถนา คือ ๑.สุข ๒.ทุกข์ ให้เกิดขึ้นตามมา ถ้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือคิดดี พูดดี ทำดี ผลคือความสุขความเจริญก็จะตามมา ถ้าทำความชั่ว ทำบาป ทำกรรม ผลคือความทุกข์ความหายนะก็จะตามมา ดังในภาษิตที่ได้ยินกันเสมอว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นี่คือหลักของพระพุทธศาสนาที่สอนให้พุทธมามกะทุกคน เชื่อและปฏิบัติตาม เรื่องอื่นจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ ไม่สำคัญเท่ากับหลักกรรมนี้ เรื่องอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องลบหลู่ แต่ความเชื่อนั้นต้องไม่ขัดกับหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ถ้าเชื่อในฤกษ์ยาม แล้วก็ไปดูหมอ ให้ดูฤกษ์ดูยามให้ ว่าจะไปขโมยข้าวของ เวลาไหนถึงจะดี ถึงแม้ฤกษ์ยามดี แต่การกระทำไม่ดี ถ้าทำไปผลก็ไม่ดี ถึงแม้จะขโมยข้าวของมาได้ แต่ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นผลเสีย จะนำมาซึ่งความทุกข์และความหายนะ ไม่ใช่จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ต้องถือการกระทำเป็นหลัก ถ้าฤกษ์ยามดี แต่การกระทำไม่ดี ก็ต้องไม่ทำ ถ้าการกระทำดีแต่ฤกษ์ยามไม่ดี ทำไปแล้วผลก็ยังดีอยู่ เพราะผลขึ้นอยู่ที่การกระทำ การกระทำความดีจึงไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา ทำเวลาไหนก็ดีเสมอ เพียงแต่ว่าในบางกรณี เวลาจะทำอะไร ก็ต้องคำนึงถึงยามถึงเวลาเหมือนกัน เพื่อจะได้สำเร็จหรือบรรลุผลที่ดีเลิศ เช่นเวลาจะมาทำบุญถวายอาหารให้กับพระวัดนี้ ก็ต้องรู้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะ เวลาไหนเป็นเวลาที่ไม่เหมาะ เพราะว่าพระวัดนี้ท่านฉันเช้า ท่านถือธุดงควัตร คือฉันมื้อเดียว ถ้ามาหลังจากตอนนี้ไปแล้ว หลังจากที่พระท่านฉันไปแล้ว จะนำอาหารคาวหวานมาถวายพระ ท่านก็จะรับประเคนฉันให้ไม่ได้ นอกจากว่าถ้าเป็นของไม่เสีย ของที่เก็บไว้ในวันรุ่งขึ้นก็สามารถฝากไว้กับลูกศิษย์ เพื่อลูกศิษย์จะได้จัดนำมาถวายในวันรุ่งขึ้นต่อไป นี่ก็คือการดูฤกษ์ดูยาม ก็มีความจำเป็นเหมือนกัน

แต่ฤกษ์ยามไม่ใช่เป็นตัวชี้ขาด ตัวที่ชี้ขาดถึงผลอันดีเลิศ หรือผลที่เลวที่ไม่น่าปรารถนานั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นหลักสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนเชื่อในหลักกรรมเป็นสำคัญ เวลาจะทำอะไร จึงต้องคำนึงเสมอว่า สิ่งที่จะทำนั้น ทำไปแล้วเกิดผลดีหรือไม่ หรือเป็นผลร้ายตามมา การทำดีคือการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เมื่อทำไปแล้ว เกิดคุณเกิดประโยชน์ ไม่เกิดโทษ กับตนก็ดี กับผู้อื่นก็ดี หรือทั้งกับตนและกับผู้อื่นก็ดี ถือว่าเป็นการกระทำความดี ทำไปแล้วจะมีผลดีตามมา ส่วนการทำความชั่วหมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เมื่อทำไปแล้ว ไม่เกิดคุณ ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่โทษ กับตัวเราก็ดี กับผู้อื่นก็ดี หรือทั้งกับตนและกับผู้อื่นก็ดี เช่นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักทรัพย์ การประพฤติผิดประเวณี การพูดปดมดเท็จ การเสพสุรายาเมา การเล่นการพนัน การเที่ยวยามค่ำคืน การคบคนชั่วเป็นมิตร ความเกียจคร้าน เมื่อกระทำไปแล้วจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียให้กับผู้ที่กระทำ และกระทบไปถึงผู้อื่นด้วย เป็นการทำความชั่ว ทำบาป ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้ทำ ถึงแม้ว่าฤกษ์ยามจะดีขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่พึงกระทำ.

กัณฑ์ที่ ๑๑๐ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๗)

“พุทธมามกะ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต