เวลาที่พระอริยะตายจะเห็นกระบวนของอริยสัจ๔

ถาม : ถ้าเราเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวเราเป็นก้อนธาตุหรืออะไรสักอย่าง มันก็ไม่กลัวอะไร เพราะมันไม่มีอะไรให้ตาย คือมันไม่ใช่เราตายเห็นอย่างนี้ได้ไหมคะ

พระอาจารย์ : ก็ต้องไปพิสูจน์ดูซิ ทีนี้จะพิสูจน์อย่างไรจะรอให้มันหาเรา หรือเราไปหามัน จะรอให้ความตายมาหาเราก็ต้องรอให้เป็นมะเร็งเป็นอะไรซะก่อน แล้วตอนนั้นก็จะดูว่าใจเฉยหรือไม่เฉย ถ้าใจเฉยก็แสดงว่าเห็นว่ามันเป็นก้อนธาตุ ถ้าไม่เฉยว่าเป็นตัวเรามันจะตายมันก็จะวุ่นขึ้นมาทันที อันนั้นจะต้องพิสูจน์ที่ใจว่าใจสงบหรือไม่สงบ ใจเฉยหรือไม่เฉย ใจเป็นอุเบกขาหรือไม่อุเบกขา เดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน ทีนี้เราต้องมีเหตุการณ์ความจริงปรากฏ ตอนนี้ยังไม่มีความจริง ตอนนี้ร่างกายยังอยู่ในที่ปลอดภัย ยังคุยกันได้ คุยยังไงก็คุยกันได้แต่ใครลองโยนงูเข้ามาในนี้สักตัวหนึ่งดูก็ได้ อย่าว่าแต่งูเลยตุ๊กแกหล่นก็ตกใจแล้ว นั่นแหละคือการพิสูจน์ ต้องมีเหตุการณ์ที่ท้าเป็นท้าตาย เราถึงจะรู้ว่าเรามีปัญญาทันหรือเปล่า ทันที่จะหยุดใจเราไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้หรือเปล่า ถ้ามีปัญญามันก็จะเฉยๆ เอ้า! มันก้อนธาตุมันไม่ใช่ตัวเรา อะไรจะเกิดก็เกิดไปอยู่ก็อยู่ไป มันจะตายก็ตายไป ไม่อยากจะทุกข์จะไม่ทุกข์กับมันโดยเด็ดขาด

ถาม : อย่างที่หลวงปู่มั่นท่านเจอเหตุการณ์ที่ถ้ำสาริกาใช่ไหมเจ้าคะ แล้วก็ที่หลวงตาเจอตอนที่เจอโรคระบาด

พระอาจารย์ : อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง ท่านเจอทั้งทุกขเวทนาและท่านเจอความตายด้วย ทุกขเวทนาก็คือความเจ็บที่เกิดขึ้นในท้อง หลวงปู่มั่นท่านปวดท้องมาก แต่ตอนนั้นท่านก็ยังไม่รู้ว่า ท่านจะตายหรือไม่ตาย แต่ท่านรู้ว่าท่านเจ็บท้องและท่านก็พยายามหายารับประทาน รับประทานอย่างไรมันก็ไม่หาย ในที่สุดท่านก็เลยปลงว่ามันหายก็อยู่กับมันไป ใช้ภาวนารักษามันไป รักษาใจให้สงบ พอท่านพิจารณาแยกเวทนาออกจากใจได้ ว่าเป็นขันธ์ไม่ได้เป็นใจ ต่างฝ่ายต่างอยู่กันได้ ใจท่านก็สงบ พอใจสงบถอนออกมาเวทนานั้นก็หายไป อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นก็หายไป อันนั้นอาจจะเป็นอานิสงส์ผลพลอยได้จากใจสงบก็ได้ ที่ใจสงบใจปล่อยวางที่ปวดท้องขึ้นมานี้ ก็อาจจะไม่ส่วนที่ใจเครียดก็ได้ ใจเครียดแล้วก็ไปทำให้ร่างกายหลั่งสารอะไรต่างๆ ออกมาทำให้ไปกัดกระเพาะ พอใจสงบใจหายเครียดมันก็หยุดหลั่ง มันก็หายเจ็บท้องไป ส่วนหลวงตาก็เหมือนกัน ท่านก็เจอไข้ แล้วก็เจอความตาย เพราะว่าท่านเห็นว่าคนตายเพราะไข้นี้ ท่านก็อาจจะพิจารณาทั้งเวทนาทั้งความตายไปพร้อมๆกัน ถ้าเราไปพิจารณาความตายอย่างเดียว บางทีเราไม่ได้เจอทุกขเวทนาก็ได้ เช่นเรากลัวเสือเราก็ไปหาเสืออย่างนี้ เราไม่เจ็บเพียงแต่เราได้ยินเสียงเสือนี้เราก็ทุกข์ขึ้นมาแล้ว เราก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่าร่างกายต้องตายถ้าเสือมันจะมากัดตายก็ให้มันกัดไป ใจเราก็จะปล่อยร่างกายได้ ใจเราก็จะสงบ แต่นี่เราไม่ได้แก้เรื่องทุกขเวทนา แก้แต่ความกลัวตาย

ถ้าจะต้องแก้ทุกขเวทนาเราก็ต้องนั่งหรือให้เกิดอาการเจ็บขึ้นมาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แล้วเราทำใจให้เฉยให้ได้ ไม่ทุกข์กับมัน

ถาม : มันไม่ได้ผ่าน ๒ อย่างไปพร้อมกัน

พระอาจารย์ : แล้วแต่เหตุการณ์ ถ้ามีทุกขเวทนาด้วยมีความตายด้วยมันก็ผ่านไปทั้ง ๒ ตัว ถ้ามีทุกขเวทนามันก็ผ่านแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว ถ้ามีความกลัวตายอย่างเดียว มันก็ผ่านแต่ความกลัวตายเพียงอย่างเดียว มันคนละกระทงกัน คนละเรื่องกัน แต่ต้องแก่ทั้ง ๒ เรื่อง อาจจะแก้ในวาระเดียวกัน อาจจะแก้ต่างวาระกัน เช่นคนเป็นโรคมะเร็งนี้ขั้นสุดท้ายนี้มันเจอทุกขเวทนาด้วย แล้วรู้ด้วยว่าจะต้องตายหนีไม่พ้นแน่ๆ อันนี้มันก็จะเจอทั้ง ๒ เรื่องพร้อมๆ กัน

ถาม : การยอมตายมีอยู่ ๒ แบบคือยอมตายเพราะว่ารู้ว่ายังไงมันก็ต้องตาย กับยอมตายแบบพระอริยะ

พระอาจารย์ : ถ้าตายแบบพระอริยะนี้ต้องเห็นว่าความยอมตายนี้เป็นมรรคดับความทุกข์ใจ ที่ไม่อยากตายคือสมุทัยได้ ต่างกัน ต้องเห็นความสัมพันธ์ของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถึงจะตายแบบพระอริยะได้ ถ้าตายเพราะจนมุมจนตรอกไม่มีทางออก อันนี้ก็ยังจะกลัวตายในภพหน้าชาติหน้าใหม่ เวลามีร่างกายอันใหม่ มันก็ยังจะกลัวตายอยู่ แต่จะปลงเพราะมันไม่มีทางออกทางเลือก ถ้าไม่มีทางเลือกเท่านั้นเอง ถ้ามีทางเลือกมันก็จะไม่ยอมตายอยู่ดี

ถาม : พอถึงเวลานั้นยอมตายแล้ว แสดงว่าจิตมันต้องรวมลงถึงอัปปนาเลยใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ : น่าจะรวมลงถ้ามันปล่อย เพียงแต่จะรวมเป็นลักษณ์ของสมาธิไม่ใช่ลักษณะของปัญญา ไม่ได้เป็นการบรรลุธรรม เพราะไม่ได้เห็นอริยสัจ ๔ ต้องเห็นอริยสัจ ๔

ถาม : เวลาเห็นอริยสัจ๔ จิตมันก็รวมลงเหมือนกัน

พระอาจารย์ : รวมแบบที่ว่ามันรวมด้วยปัญญา มันไม่ได้รวมเพราะว่ามันจนตรอก มันรวมเพราะว่ามันไม่ต้องการที่จะทุกข์กับร่างกายนี้อีกต่อไป มันจะไม่มีความอยากให้ร่างกายนี้ไม่ตายอีกต่อไป

ถาม : แสดงว่าผู้ปฏิบัติต้องรู้ด้วยตัวเองใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ :อ้าวก็สันทิฏฐิโกไง

ถาม : จะแน่ใจด้วยตัวเองว่ายังไงไม่กลัวตายอีกแล้ว

พระอาจารย์ : ใช่ แต่ไปคุยกับผู้ที่ผ่านมาแล้วเพื่อเป็นการเช็คข้อมูลก็ได้ เช่นไปคุยกับครูบาอาจารย์ว่า “ผมทำอย่างนี้ถูกหรือเปล่า” ครูบาอาจารย์ท่านจะบอกว่าใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเรามั่นใจไม่คุยก็ได้เพราะถ้าเราไม่ทุกข์กับมัน ถ้าเราเข้าใจหลักอริยสัจ ๔ เพราะเราจะต้องใช้อริยสัจ ๔ ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ เรื่องยังต้องทำต่อไป เรื่องกามราคะ มันก็เป็นตัวที่สร้างความทุกข์ใจขึ้นมาอีกแบบ ก็ต้องใช้อสุภะมาดับเพราะอสุภะก็เป็นปัญญา พอเห็นอสุภะมันก็ดับกามราคะได้ ก็ดับความทุกข์ใจได้ เช่นเดียวกับพระอรหันต์ก็เหมือนกัน รูปราคะ อรูปราคะ มันก็เหมือนกันก็ต้องใช้ปัญญาเข้าไปแก้มัน ต้องใช้ไตรลักษณ์ว่า สิ่งที่เราไปติดอยู่นั้นมันไม่เที่ยง มีเจริญมีเสื่อมเราห้ามมันไม่ได้ เช่นฌาณนี้มีเจริญมีเสื่อม รูปฌาณก็เจริญมีเสื่อม อรูปฌาณก็มีเจริญมีเสื่อม เวลาเราไปติดรูปฌาณเวลามันเสื่อมเราก็จะทุกข์ขึ้นมา เราอยากจะให้มันไม่เสื่อม เราก็ต้องกลับไปทำรูปฌาณใหม่ เจริญรูปฌาณใหม่ มันก็จะขึ้นๆ ลงๆ ทุกข์กับสุขกับมันไป ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมันไม่หาความสุขจากรูปฌาณก็ได้ มันก็จะไม่มีความทุกข์กับมันก็จะได้ความสุขอีกรูปแบบได้อุเบกขา.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

“ฉันทะ วิริยะ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต