ตายแบบพระอริยะกับปุถุชน

ถาม : อย่างการปลงก่อนตายของปุถุชนต่างกับการละสักกายทิฏฐิของพระโสดาบันตรงไหนคะ

พระอาจารย์ : ไม่รู้เหมือนกัน ก็ทุกคนก็ต้องเป็นปุถุชนก่อนถึงจะปลง พอปลงได้ก็เป็นโสดาบันขึ้นมา ทีนี้จะปลงขาดหรือไม่ขาด จะขาดก็ต้องเห็นทุกข์ที่เกิดจากความอยากไม่ตาย แล้วเห็นทุกข์ดับไป เพราะการยอมตาย เพราะเห็นว่าฝืนความตายไม่ได้เพราะเห็นความจริงเห็นอนิจจัง อนัตตา ต้องเห็นอริยสัจ ๔ ครบทุกกระบวนการเห็นทั้งทุกข์ที่เกิดจากความอยากไม่ตาย เห็นทั้งการดับทุกข์ที่เห็นว่าร่างกายต้องตาย ไม่มีทางอื่นก็เลยยอมตายยอมปล่อย พอปล่อยปั๊บใจก็จะหายทุกข์เพราะจะหยุดความอยากไม่ตายได้ ก็ต้องเห็นอย่างนี้ถึงจะเป็นโสดาบันได้ เห็นแล้วมันจะไม่ลืมมันจะจำได้จนวันตาย เห็นด้วยอริยสัจ ๔ แต่ถ้าปลงด้วยวิธีจำยอมเช่น เครื่องบินจะตกเอาวะยอมตายอย่างนี้ ถ้าเกิดเครื่องมันดีขึ้นมา ก็โอ๊ยอยากจะอยู่ต่อขึ้นมา อันนี้ยังไม่เห็นกระบวนการของอริยสัจ ๔ ยังไม่เห็นโทษของความอยากไม่ตาย ต้องเห็นโทษของความอยากไม่ตายว่ามันขัดกับหลักความจริง คือสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา ต้องเห็นอย่างนี้แล้วมันก็จะไม่ฝืนกระบวนการของความเป็นจริง

พอจะเข้าใจไหม เวลาเราเกิดความกลัวขึ้นมามันก็เป็นทุกข์แล้วความทุกข์ใจ ถ้าเราพิจารณาว่าเราทุกข์ใจ เพราะอะไร อ๋อ เพราะเรากลัวตาย เราไม่อยากตาย ทีนี้เราก็พิจารณาความจริงว่าแล้วร่างกายนี้ เราห้ามไม่ให้มันตายได้หรือไม่ ถ้าเวลานี้มันจะตายขึ้นมานี้เราหยุดมันได้หรือเปล่า เราก็หยุดมันไม่ได้ห้ามมันไม่ได้ ถ้าเราไปกลัวเราก็ทุกข์ไปเปล่าๆ แต่ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาว่าเราทุกข์ไปทำไม ในเมื่อมันจะต้องตาย ถ้าเรายอมตายเราก็จะไม่ทุกข์ เพราะเราจะไม่อยากไม่ตาย เรายอมตายก็แสดงว่าเราหยุดความอยากไม่ตายได้ ด้วยการเห็นความจริงว่าต้องตาย ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วต่อไปมันก็จะไม่กลัวความตายไปตลอด เพราะมันไม่อยากจะทุกข์ความตายไม่เป็นตัวปัญหา ปัญหาคือความทุกข์ใจ แล้วตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจคือความกลัวตาย ความไม่อยากตายนี่เอง

ดังนั้นต่อไปก็จะไม่กลัวตาย ต่อไปก็จะไม่มีความอยากไม่ตาย เมื่อถึงเวลาก็พร้อมที่จะให้มันตายไป ใจก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจไม่ได้ตายไปกับร่างกายผู้ที่ตายก็ไม่เดือดร้อนคือร่างกาย ร่างกายเขาก็ไม่รู้ว่าเขาตาย เหมือนของที่เราทุบทิ้งอย่างนี้ เหมือนไมโครโฟนตัวนี้เราเอาฆ้อนมาทุบทิ้งมันก็ไม่รู้ว่ามันถูกฆ้อนทุบ แต่เจ้าของไมโครโฟนซิปวดร้าวที่หัวใจ เพราะไปยึดไปติดกับไมโครโฟนว่าเป็นของเรา ถ้าเป็นของคนอื่นเราก็ไม่เดือดร้อนใช่ไหม อย่างรถยนต์อย่างนี้ รถของเรานี้ใครไปแตกหน่อยเป็นอย่างไร ใจเสียวขึ้นมาแวปเลย ใครเอาฆ้อนไปทุบกระจกนี้จะทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเป็นรถของคนอื่นนี้ ใครจะเอาไปทำอะไร เราไม่เดือดร้อน เพราะเราไม่ได้ไปยึดไปติดว่าเป็นของเรา ฉันใดเราก็ต้องไม่ยึดไม่ติดว่าร่างกายอันนี้เป็นของเรา เป็นของพ่อของแม่ฝากเอามาให้เราใช้ชั่วคราว แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องพังไปกับรถยนต์ ไม่มีใครห้ามมันได้ มันจะพังก็ปล่อยมันพังไป เราก็จะไม่ทุกข์กับมัน ต้องเห็นอย่างนี้ต้องเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเราของเรา ต้องเห็นว่ามันต้องตายแน่ๆ มันเป็นอนิจจัง สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา หรืออย่างหลวงตาบอก ต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ย่อม ต้อง ถ้าพิจารณาความจริงจนเห็นชัดว่าทุกอย่างที่เกิดมันต้องดับทั้งนั้น มันไม่มีอะไรจะไม่ดับเพียงแต่ว่ามันจะช้าหรือจะเร็วทั้งนั้นเอง อย่างโลกนี้มันก็ต้องดับเหมือนกัน ไม่อยู่ไปอย่างนี้ไปตลอด สักวันโลกนี้มันก็จะหายไป มันจะต้องแตกแยกออกไป เพราะพลังที่ดึงดูดมันไว้ให้อยู่นี้มันจะหมดกำลังไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปมันก็จะระเบิดของมันไปเอง กระจายเป็นอะไรไป แล้วมันก็ไปเปลี่ยนรวมตัวเป็นโลกใหม่ขึ้นมาอีก มันมีเกิดมีดับอย่างนี้สลับกันไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างนี

ดังนั้นเรามาครอบครองอะไรก็คอยสอนใจว่าของทุกอย่างที่เรามาครอบครองเอาไว้นี้ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องจากเราไป หรือไม่เช่นนั้นเราก็ต้องจากเขาไป ถ้าเรารู้ล่วงหน้าแล้วเราไม่ฝืนความจริง เราก็จะไม่เกิดความอยากที่จะไม่จากกัน แล้วมันก็จะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเรา เราก็จะจากกันอย่างสงบ จากกันอย่างสบาย.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

“ฉันทะ วิริยะ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต