มรดกอันเลิศจากพ่อแม่

ที่ท่านทั้งหลายได้ตั้งใจมาวัดเพื่อมาสร้างบุญสร้างกุศลเพราะบุญและกุศลเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญ ต่อการอยู่อย่างร่มเย็น เป็นสุขต่อความเจริญก้าวหน้า ต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ความวุ่นวายใจทั้งหลาย พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนหมั่นสร้างบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ “บุญและกุศลนี้เป็นคำพูดที่ใช้คู่กัน แต่มีความหมายที่ต่างกัน บุญนี้แปลว่าความสุขใจ กุศลนี้แปลว่าความฉลาดแปลว่าปัญญา” ดังนั้นเวลาเราทำอะไรเราต้องเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ทำบุญหรือสร้างกุศล ถ้าบุญนี้ก็หมายถึงการสร้างความสุขให้กับใจของเรา การที่ใจของเราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อ เราได้ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น สงเคราะห์ผู้อื่นถึงจะทำให้ใจของเรามีความสุข เช่นการดูแลบิดามารดา ผู้มีพระคุณ เลี้ยงดูลูกหลาน ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโงงงอกาส ผู้ที่มีวัยสูงอายุที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ การช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นโดยที่เราไม่ได้เรียกร้องสิ่งตอบแทนเลย ถึงจะเรียกว่าเป็นบุญ เป็นความสุขใจ แต่ถ้าเราทำแล้วเราหวังผลตอบแทน เช่นเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะอยากจะได้มรดกอย่างนี้ถ้าเกิดพ่อแม่ไม่ให้มรดกก็จะเสียใจ หรือพ่อแม่จะเอาเงินไปทำบุญก็ไม่อนุโมทนา ดีอกดีใจมีความสุขใจไปด้วยเพราะเสียดายเงิน เพราะคิดว่าเงินของพ่อแม่นั้นเป็นของตนเอง อยากจะให้พ่อแม่เก็บเอาไว้ พอพ่อแม่ตายไปจะได้เป็นของตนถ้าดูแลพ่อแม่ในลักษณะนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทำบุญ ยังไม่ถือว่าเป็นความกตัญญูกตเวที

ถ้าจะให้เป็นบุญเป็นความกตัญญูกตเวที ต้องทำโดยไม่หวังผลตอบแทนจากพ่อจากแม่เลย เพราะคิดว่าพ่อแม่ก็ให้มามากแล้วให้ชีวิตเรามานี้ ก็เหลือเฟือแล้ว เลี้ยงดูเรามาจนเจริญเติบโตเป็นรูปเป็นร่างเป็นคน มีความสุขอยู่อย่างปัจจุบันนี้ ก็ถือว่าให้มามากเกินความปรารถนาแล้ว

ดังนั้นไม่ควรที่จะคิดไปถึงเรื่องมรดกที่พ่อแม่มีอยู่ ถ้าพ่อแม่มีความยินดีที่จะยกมรดกให้กับการทำบุญ ก็ควรจะอนุโมทนาด้วย เพราะเราจะได้บุญไปกับท่านด้วย แต่ถ้าเราไม่ยินดีเรามีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ เสียอกเสียใจที่อุตส่าห์เลี้ยงดูพ่อแม่อย่างดี แต่พ่อแม่กลับไม่ให้เงินให้ทองกับตนเลย อย่างนี้ก็ไม่เป็นบุญเป็นความทุกข์ขึ้นมา

ดังนั้นเวลาเราทำบุญขอให้เราทำด้วยการเสียสละจริงๆ ทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่หวังผลตอบแทนจากผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใดก็ตาม แม้กระทั่งคำว่าขอบคุณก็ไม่ปรารถนา แต่ก็ไม่ปฏิเสธถ้าผู้อื่นเขามีจิตเมตตากรุณา เขาอยากจะให้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน เราก็รับไว้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ถ้าเราไม่ต้องการจริงๆ เราก็เอาไปทำบุญทำทานต่อก็ได้ แต่ไม่ควรปฏิเสธความปรารถนาดี ความเมตตากรุณาของผู้อื่น เพราะจะทำให้เขาไม่ได้บุญและทำให้เขาเสียใจ และจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ดังนั้นถึงแม้เราจะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราไม่ต้องการผลตอบแทน แต่เมื่อได้รับ เมื่อมีผู้ให้ก็ขอรับไว้เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของผู้ให้ เช่นพระภิกษุที่ญาติโยมนำข้าวของกับข้าวกับปลาต่างๆ มาถวายพระ ความจริงรับไว้แล้วก็ฉันเองใช้เองไม่ได้หมด แต่ก็ต้องรับไว้เพื่อเป็นการอนุโมทนาบุญ ของศรัทธาญาติโยม เป็นการฉลองศรัทธาเพื่อให้ญาติโยมได้มีบุญได้มีความสุขส่วนสิ่งที่ได้รับมานั้น ก็เอาไปทำประโยชน์ต่อได้ เอาไปทำบุญอีกต่อหนึ่งก็ได้มีคนอื่นเดือดร้อนก็สงเคราะห์กันไปช่วยเหลือกันไป นี่คือลักษณะของการทำบุญทำเพื่อความสุขใจไม่ได้ทำเพื่อผลตอบแทนจากผู้อื่น ถ้าเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการหวังสิ่งตอบแทนเลย เช่นเราเลี้ยงดูพ่อแม่เราอย่างเต็มที่โดยไม่หวังรับมรดกเลย ถ้าพ่อแม่อยากจะให้มรดกกับพี่กับน้องคนอื่น ก็จะไม่เสียใจเลย จะอนุโมทนายินดีด้วยจะมีความสุขใจด้วย

เพราะทำเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านให้ชีวิตเรามา ไม่มีอะไรจะมีคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ถ้าไม่มีชีวิตแล้ว ต่อให้มีสมบัติกองเท่าภูเขาก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นขอให้เราคิดว่าเราได้รับมรดกอันเลิศแล้ว จากพ่อจากแม่มาก็คือการมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ดังนั้นเราไม่ควรที่จะหวังอะไรจากพ่อจากแม่อีก ในการที่เราจะตอบแทนบุญคุณของท่าน ขอให้เราถือว่าการตอบแทนบุญคุณของท่านนั้น เป็นการสร้างบุญสร้างกุศล ให้กับเรา เป็นการพัฒนาตัวเราให้สูงขึ้นให้ดีขึ้น

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

“สร้างบุญ สร้างกุศล”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต