ที่หลบภัยของใจ

ที่อยู่อาศัยของใจนั้นคืออะไร ที่อยู่อาศัยของใจก็คือความสงบที่เกิดจากการนั่งสมาธิ ที่เกิดจากการไหว้พระสวดมนต์ เพราะเมื่อเราทำจิตใจให้สงบแล้วใจของเราก็จะไม่มีอะไรมารบกวน ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรต่างๆมาสร้างความทุกข์สร้างความเดือดร้อนได้ เหมือนกับร่างกายที่มีบ้านอาศัยอยู่ ฝนฟ้าแดดลมก็จะไม่สามารถมาสร้างความทุกข์สร้างความวุ่นวาย สร้างความลำบากให้กับร่างกายได้ ฉันใดความสงบของใจที่เกิดจากการนั่งสมาธิที่เกิดจากการไหว้พระสวดมนต์ก็เป็นเหมือนกับบ้านของใจ เราต้องพยายามสร้างบ้านของใจให้เกิดขึ้นให้ได้ เผื่อเวลามีพายุอะไรมารุมเร้าจิตใจเราจะได้มีที่หลบภัยได้ เช่นเวลามีความวุ่นวายใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ถ้าเรามีบ้านของใจเราก็เข้าไปหลบอยู่ในบ้านของใจความทุกข์ความวุ่นวายใจต่างๆก็จะหายไป

ดังนั้นเราจึงควรจะหัดฝึกทำจิตใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ก็ดี ด้วยการนั่งสมาธิบริกรรมพุทโธๆก็ดี หรือด้วยการกำหนดดูลมหายใจเข้าออกด้วยสติก็ดี ข้อสำคัญขอให้เราทำด้วยสติคือให้เราระลึกรู้อยู่ทุกขณะว่า เรากำลังสวดมนต์อยู่ หรือเรากำลังบริกรรมพุทโธๆอยู่ หรือเรากำลังดูลมหายใจเข้าออกอยู่ อย่าให้ใจหลบไปคิดเรื่องต่างๆ ต้องบังคับให้ใจอยู่กับบทสวดมนต์ ถ้าสวดอะระหังสัมมาก็ให้มีแค่อะระหังสัมมาไปเรื่อยๆ อย่าสวดไปแล้วก็ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้ ที่นั่นที่นี่อย่าไปคิดถ้าคิดแล้วใจจะไม่สงบเหมือนกับสร้างบ้านพอปักเสาไว้ต้นหนึ่งแล้วก็ไปเที่ยว ไปกิน ไปเล่นอย่างนี้เมื่อไหร่บ้านมันจะเสร็จ ถ้าจะสร้างบ้านก็ต้องอยู่ที่บ้านสร้างมันเอาเสาปักเสาลงแล้ว ก็ขึ้นคานขึ้นหลังคาขึ้นฝาขึ้นฝ้าขึ้นหน้าต่างขึ้นพื้นอะไรต่างๆต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทำเอาเสาต้นหนึ่งฝังไว้ในหลุมแล้วก็ไปเที่ยวไปทำอะไรอย่างอื่น ถ้าอย่างนี้สร้างไปจนวันตายก็จะไม่ได้บ้านอยู่ ฉันใดการสร้างเรือนใจก็เป็นเช่นนั้น เวลาเราสวดมนต์ก็ให้อยู่กับบทสวดมนต์อย่างเดียวอย่าไปคิดถึงเรื่องอื่น สวดไปเรื่อยๆครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งก็ได้สวดไป สวดได้นานเท่าไหร่ใจจะยิ่งมีความสงบมากขึ้นเท่านั้น หรือถ้าเราไม่ชอบสวดมนต์ เราจะบริกรรมพุทโธๆ ไปก็ได้ ก็เหมือนกันให้อยู่กับพุทโธคำเดียวอย่าไปคิดเรื่องอื่น

หรือถ้าเราไม่อยากจะบริกรรมเราอยากจะดูลมหายใจเข้าออกก็ได้เหมือนกันก็ให้ดูลมเข้าลมออกที่แถวปลายจมูกก็ได้ เช่นลมสัมผัสตรงปลายจมูกเวลาลมเข้าไปก็รู้อยู่ตรงนั้น เวลาลมหายใจออกมาสัมผัสอยู่ตรงปลายจมูก ก็ให้รู้อยู่ตรงนั้น ให้รู้อยู่จุดเดียวเฝ้าอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆอย่าไปคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น ถ้ามันจะคิดก็ให้มันคิดคำว่าพุทโธๆไปแทนก็ได้ แต่ไม่ควร ควรจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าจะดูลมก็ดูไปอย่างเดียวจะดีกว่าจิตจะได้สงบจะนิ่งได้ง่ายกว่า

นี่คือการทำจิตใจให้สงบเป็นการสร้างบ้านให้กับใจ เพราะถ้าเราสามารถทำใจของเราให้สงบได้แล้ว เวลามีเรื่องอะไรเข้ามามันจะไม่สามารถเข้ามาได้ เข้ามาไม่ถึงใจเพราะว่าใจสงบใจไม่คิดถึงเรื่องต่างๆนั่นเอง ดังนั้นขอให้เราฝึกทำใจไว้ ฝึกสร้างเรือนใจไว้ให้ได้พอเรามีปัญหาเราจะได้มีที่หลบ พอเรื่องนั้นสร้างความวุ่นวายใจให้กับเราก็หยุดคิดมัน พุทโธๆไปคำเดียวเดี๋ยวความวุ่นวายก็หายไป ส่วนเรื่องจะหายไม่หายนั้นไม่เป็นไรขอให้ใจเราสงบก่อน ขอให้ใจเราสบายก่อน

เพราะเมื่อใจเราสบายแล้วเดี๋ยวเราไปแก้ปัญหาได้ ปัญหานี้แก้ไม่ยากเพียงแต่ปล่อยมันเท่านั้นก็จบแล้ว อะไรจะเกิดมันก็เกิด ไม่ต้องไปหวงไม่ต้องไปเสียดาย ที่เราแก้ปัญหาไม่ได้กันเพราะเราเสียดาย เราหวงเราอยากจะให้เขาอยู่กับเราอย่างนี้เป็นต้น แต่เขาไม่ยอมอยู่กับเราๆก็วุ่นวายใจทุกข์ใจ พอเราทำใจให้เราสงบแล้วเราก็รู้ว่าเราไม่มีเขาเราก็อยู่ได้ เรามีความสุขมากกว่าเสียอีก พอเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็บอกว่าไปเลยๆ ไปได้เลยไม่เป็นไรฉันอยู่ของฉันได้ นี่คือการสร้างเรือนใจเพื่อเป็นที่หลบภัยต่างๆ.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

“บ้านของใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต