สามีภรรยา

คนเราจะสูงหรือจะต่ำนั้นอยู่ที่จิตใจ จิตใจที่มีความเสียสละ จิตใจที่มีความเมตตากรุณา ย่อมเป็นจิตใจที่มีความสูงกว่าจิตใจที่ไม่มีการเสียสละ ไม่มีความเมตตากรุณา นี่คือความหมายของการทำบุญคือให้เล็งประโยชน์ของผู้รับให้เขาได้รับความสุข ควรจะทำด้วยความพิถีพิถันด้วยความตั้งอกตั้งใจและทำให้ดีที่สุด อย่าทำแบบสักแต่ว่าทำ ทำเพราะเขาสอนมาให้ทำก็ทำไปแต่ทำด้วยความฝืนใจ ของที่จะให้แทนที่จะให้ของดีๆก็ให้ของที่ไม่ดี ของที่ตนเองไม่ใช้แล้วอย่างนี้เป็นต้น

แทนที่จะซื้อของดีๆให้กับเขา มอบของดีๆของที่เรารักให้กับเขา เรากลับให้ของที่เราไม่ต้องการแล้ว เป็นเหมือนกับทิ้งของไป ถ้าอย่างนี้ใจจะไม่มีความสุขเท่ากับการให้สิ่งที่เรารัก สิ่งไหนที่เรารักมากเท่าไหร่แล้ว เราสามารถให้กับผู้อื่นได้เราจะยิ่งมีความสุขใหญ่ เช่นเรารักสามีหรือเรารักภรรยา ถ้าเกิดสามีหรือภรรยาอยากจะไปมีคู่ใหม่ เราก็ให้เขาไป เราให้ด้วยความรักจริงๆเพราะเรารักเขา เมื่อเขามีความสุขเขาอยากจะมีความสุข แล้วไปมีคนอื่นแล้วทำให้เขามีความสุขเราก็ให้เขาไป

ถ้าเราให้เขาได้แล้วเราจะมีความสุขใจไม่เสียใจ แทนที่จะมาร้องห่มร้องไห้โกรธเกลียดกันอาฆาตพยาบาทกัน กลับมีความสุขใจที่เห็นคนที่เรารักนั้นมีความสุข แต่ถ้าเขาจากเราไปแล้วเราเกิดความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาทแสดงว่าเราไม่ได้รักเขาจริง เราเพียงต้องการเขาเพื่อที่จะมารับใช้เราเท่านั้นเอง พอเราสูญเสียเขาไปเราก็เกิดความเสียอกเสียใจเสียดายเหมือนกับเราเสียสมบัติไปชิ้นหนึ่ง

แต่ถ้าเรารักเขาจริง เราอยากจะให้เขามีความสุขถ้าเขาทำอะไรแล้วเขามีความสุข แล้วก็ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นก็ควรจะอนุโมทนายินดีด้วย แล้วเราจะมีความสุขตามแล้วเราจะเป็นคนที่สูง เป็นคนที่น่าเคารพนับถือเป็นคนที่เสียสละ แต่ถ้าเราไม่ยินดีเราเกิดความโกรธ บางทีเราอาจจะต้องไปทำบาปทำกรรมถึงกับฆ่าคนที่เรารักไปก็ได้ทั้งๆที่เรารักเขา แต่เป็นเพราะว่าเรารักเขาไม่จริง หรือรักไม่เป็น รักด้วยความหลง คืออยากจะให้เขาอยู่กับเรา ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็จะไม่ถือว่าเป็นบุญถ้าอยากจะให้เป็นบุญก็ต้องยินดี ถ้าอยากจะไปเมื่อไหร่ไปได้เลย เปิดประตูบ้านบอกไปได้เลยจะทำอะไรก็ได้ ถ้าอย่างนี้แล้วเขามักจะไม่ไปกัน ส่วนใหญ่ที่เขาอยากจะไปกัน เพราะเขาเบื่อเรา เพราะเราคอยไปจ้ำจี้จ้ำไช ไปบีบบังคับชีวิตของเขามากจนเกินไปจนเขาไม่มีความสุข เขาจะทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็สงสัยเขาจะไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดี แล้วก็ต่อว่าต่อขานเจอหน้ากันทีไรแทนที่จะให้ความสุขต่อกันกลับให้ความทุกข์ต่อกัน ถ้าอย่างนั้นแล้วใครอยากจะอยู่กับเรา แต่ถ้าเราเป็นคนใจกว้าง ไม่คิดไปในทางอกุศล เราเคารพกันให้เกียรติต่อกัน ไม่สงสัยว่าเขาจะไปทำในสิ่งที่มิดีมิร้าย ถ้าเราไม่เห็นกับตาเราก็อย่าไปคิดให้เสียเวลา

ปล่อยให้เขามีความเป็นอิสระในการดำรงชีวิตของเขา เขาต้องไปทำงานทำการเขาต้องไปสมาคม กับเพื่อนฝูงของเขา เราก็ควรจะปล่อยให้เขาไป ไม่ใช่บีบบังคับเขาเป็นเหมือนกับนักโทษ ที่เราเป็นเหมือนผู้คุม หรือเป็นยามคอยเฝ้าเขาอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเขาก็จะเบื่อกับการที่จะต้องอยู่กับเรา แทนที่อยากจะกลับบ้านเขาก็ไม่อยากจะกลับบ้าน เพราะเขากลับบ้านแล้วไม่มีความสุขมีแต่ความทุกข์ แต่ถ้าเราเป็นคนใจกว้างแล้ว ปล่อยให้เขาทำอะไรได้ตามอิสระเสรีภาพเหมือนกับตอนที่เราไม่ได้อยู่ร่วมกัน เขาจะไปเที่ยวไหนกับเพื่อนฝูง เขาจะกลับบ้านดึกบ้างไม่กลับบ้านบ้างก็ปล่อยให้เขาไปตามเรื่องของเขา เพราะเรามีสัญญาทางด้านจิตใจกันอยู่แล้วว่าเราเป็นสามีภรรยากัน เรารู้หน้าที่ของกันและกัน ว่าควรจะต้องทำอย่างไร ถ้าเขาไปทำละเมิดหรือทำผิดหน้าที่ของเขา ความเสียหายมันก็อยู่ที่ตัวเขา ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แล้วถ้าเรารู้เราก็จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคู่ของเรา เขาไม่ได้เป็นคนของเรา

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้เขาไปเลยสู้อยู่คนเดียวดีกว่า อยู่กับคนที่ไม่ดีแล้วมีแต่ความทุกข์อยู่ไปทำไม หัดอยู่คนเดียวดีกว่า เพราะคนอยู่คนเดียวได้นี้มีความสุขยิ่งกว่าอยู่กันสองคนหรือสามคน เพราะอยู่กันสองคนก็ต้องแบ่งใจให้กันแทนที่เราจะทำอะไรตามใจเราตลอดเวลาเราก็ทำไม่ได้ต้องขออนุญาตจากเขา เวลาเขาจะทำอะไรเขาก็ต้องขออนุญาตจากเรา เวลาเราอยากจะทำสิ่งนี้ แต่ถ้าเขาอยากจะทำอีกอย่างหนึ่ง เราก็ต้องเสียสละ อย่างนี้สู้อยู่คนเดียวดีกว่า อยากจะกิน อยากจะนอน อยากจะทำอะไรเมื่อไหร่เวลาใดๆ ไม่ต้องไปขออนุญาตใครทำได้ทันทีทำได้อย่างสบายอกสบายใจ แต่เราต้องรู้จักวิธีอยู่คนเดียวให้ได้ เราต้องมีกุศลคือต้องมีความรู้ในการอยู่คนเดียว เพราะว่าการอยู่คนเดียวนี้ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และมีความสุขมากกว่าอยู่สองคนสามคนเสียด้วยซ้ำไป.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

“สร้างบุญ สร้างกุศล”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต