ไตรลักษณ์

สภาวธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุข้าวของต่างๆ ก็ดีหรือบุคคลต่างๆก็ดี ล้วนเป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจัง ก็คือไม่เที่ยงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามีการเกิดมีการดับ

ทุกข์ ก็คือเป็นสิ่งที่ไม่ให้ความสุข แต่ถ้าไปยุ่งไปเกี่ยวข้องแล้วจะให้ความทุกข์กับใจดวงนั้นทันที เช่นเราทุกข์กับลูก ทุกข์กับสามี ทุกข์กับภรรยา ทุกข์กับสิ่งนั้นทุกข์กับสิ่งนี้เพราะเราไปเกี่ยวข้องกับเขา เราไปหลงยึดติดกับเขา ถ้าเราไม่ไปยึดไปติดไปเกี่ยวข้องกับเขาแล้วเขาก็จะไม่ให้ความทุกข์กับเรา แต่เราไม่เห็นกันเราไม่รู้กัน เราก็เลยหลงเพราะคิดว่ามีแล้วจะมีความสุขนั่นเอง มีแฟนแล้วจะมีความสุข พอมีแล้วถึงจะรู้ว่ากลายเป็นกระสอบทรายไปโดยไม่ได้สมัครใจ นี่มันเป็นไปโดยที่ไม่คิดเพราะความหลงพาไป ไม่มีใครเห็นนอกจากพระพุทธเจ้า

และข้อสุดท้ายก็คือ อนัตตา การไม่มีตัวตนนี่คือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ใครเห็นได้เลย นอกจากพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว พวกฤาษีชีไพรหรืออย่างพวกเรานี้ยังพอเห็นได้ความไม่เที่ยง เราเห็นว่าเกิดแล้วมีแก่ มีเจ็บ มีตาย ความทุกข์เราก็พอเห็นบ้างบางครั้งบางคราว แต่เรื่องตัวตนนี้ไม่มีทางที่จะเห็นได้เลยว่าไม่มีตัวตน เราจะเห็นว่าตัวเราของเราอยู่ตลอดเวลา ร่างกายนี้ตัวเราของเรา สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆเป็นของเราหมด แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเลย สมบัติต่างๆที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ มันมีอยู่ในโลกนี้มาก่อนเราเกิดแล้ว เราตายไปเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้ แม้แต่ชิ้นเดียวแล้วมันจะเป็นสมบัติของเราได้อย่างไร มันเป็นสมบัติคู่กับโลกนี้อยู่กับโลกนี้มาเพียงแต่เรามาอาศัยโลกนี้อยู่ แล้วก็หลงไปยึดไปติดว่าเป็นเราเป็นของเราเท่านั้น พอเวลาที่จะต้องจากมันไปหรือสูญเสียมันไป ก็ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจทุกข์อย่างสาหัสเพราะความหลง นี่คือสิ่งที่สัตว์โลกทั้งหลายไม่สามารถมองเห็น คืออนัตตา ไม่มีตัวตน และอนิจจัง ทุกขังถึงแม้จะเห็นก็เห็นเป็นครั้งเป็นคราวไม่พอที่จะไปสกัดกั้นความหลงได้ พออยากจะได้อะไรก็ไม่เห็นแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อยากจะได้ก็ต้องหามาให้ได้

พอได้มาแล้วถึงจะรู้ภายหลังว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์แต่ตอนนั้นก็สายไปเสียแล้วมันทุกข์แล้ว แต่พระพุทธเจ้าจะทรงรู้ทรงเห็นตลอดเวลาว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

“บัว ๔ เหล่า”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต