บัว ๔ เหล่า

เมื่อมีพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องมีพระธรรมคำสอน ตรัสรู้แล้วก็ต้องประกาศสอน ถ้าตรัสรู้แล้วไม่สอนใคร ปิดปากเงียบก็จะเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแต่ไม่สอนผู้อื่น ที่ไม่สอนก็เพราะเห็นว่าคนไม่อยากจะฟัง คนไม่สนใจ สอนไปก็เหมือนกับเทน้ำใส่หลังสุนัข เคยเห็นเวลาที่เราเทน้ำใส่หลังสุนัขไหม ว่าเป็นอย่างไร เทไปเท่าไหร่มันก็สะบัดทิ้งหมด ฉันใดสั่งสอนธรรมะให้กับคนที่เขาไม่ยินดีไม่ศรัทธา ไม่เชื่อแล้ว สอนไปก็ไร้ประโยชน์

พระพุทธเจ้าบางองค์จึงกลายเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าไปคือไม่ทรงประกาศพระศาสนาไม่มีพระธรรมคำสอน เพราะอยู่ในยุคของสัตว์โลกที่มีหัวใจมืดบอดสัตว์โลกมีแต่กิเลสครอบงำจิตใจอยู่ตลอดเวลา เห็นแต่ลาภยศสรรเสริญสุข เห็นแต่สมบัติข้าวของเงินทองว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศโลก ถ้ามาสอนให้ทำบุญให้เสียสละให้รักษาศีลแล้วกลับหัวเราะเยาะหาว่าเป็นคนเชย เป็นคนล้าสมัย เป็นคนงมงาย เป็นคนเชื่อสิ่งที่ไม่มี เช่นนรกสวรรค์ มรรคผลนิพพาน เวียนว่ายตายเกิด เหล่านี้พวกที่มีความมืดบอดครอบงำจิตใจ เขาจะไม่เชื่อ เขาเชื่อว่าเขาเกิดมาแล้วมีครั้งเดียวเท่านั้น ชีวิตนี้ชีวิตเดียวตายไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จบ เพราะฉะนั้นขณะที่มีชีวิตอยู่ต้องรีบตักตวงเอาความสุข ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความสุขที่เขาเห็นก็มีความสุขที่ได้จากลาภ ยศ สรรเสริญจากการได้เสพรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะต่างๆเท่านั้น เขาเห็นเพียงเท่านี้

เขาจึงไม่สนใจเรื่องการรักษาศีลเรื่องการทำบุญให้ทานทำไปทำไมทำไปมีแต่ขาดทุนมีแต่หมดเนื้อหมดตัว รักษาศีลก็สู้คนอื่นเขาไม่ได้ คนอื่นเขาทำมาหากินเขาจะยิงนกตกปลา เขาจะไปโกหกหลอกลวงใครเขาก็ทำได้ ถ้าเรามารักษาศีลแล้วเมื่อไหร่เราจะรวยกับเขาสักที นี่เป็นความคิดของใจที่มีความมืดบอด มีโมหะ มีความหลงครอบงำจิตใจ จนไม่สามารถที่จะมีแสงสว่างแห่งธรรมเล็ดลอดเข้าไปได้เล

พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วถ้าเจอคนแบบนี้ ถ้าเจอยุคสมัยแบบนี้ก็ไม่สอนดีกว่า สอนไปก็จะถูกเขาขับไล่ไสส่ง ถูกเขาหาว่าเป็นคนบ้า ก็จึงเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าไป พระพุทธเจ้าของเราองค์นี้ก็คล้ายๆ กัน ตอนต้นตอนที่ได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ก็มีความรู้สึกว่าท้อแท้ เห็นคนที่เขามีแต่ความสนใจแต่เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แล้วสอนไปเขาจะฟังหรือ เขาจะเชื่อหรือ เขาอยากจะปฏิบัติตามหรือถึงทำให้ไม่อยากจะสั่งสอน แต่ยังไม่ได้ปลงพระทัยทันทีในตอนนั้น พอดีโชคดีของสัตว์โลกอย่างพวกเรา ที่มีท้าวมหาพรหม ได้มาอาราธนาขอความเมตตากรุณาจากพระพุทธเจ้า ให้ได้โปรดสงเคราะห์สัตว์โลก เพราะสัตว์โลกนั้นมีไม่เหมือนกัน คนดีก็มีคนเลวก็มี คนกลางๆก็มี คนที่ยินดีจะรับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มี คนที่ไม่ยินดีก็มี ขอให้ได้โปรดแยกแยะแล้ว โปรดเฉพาะพวกที่เขายินดีก็แล้วกัน

หลังจากที่ได้ทรงพิจารณาวิเคราะห์อยู่ก็ทรงจำแนกสัตว์โลกไว้เป็น ๔ พวกด้วยกัน เปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า บัว ๔ เหล่านี้ก็มีการเจริญมีการพัฒนาที่ต่างกัน บัวเหล่าที่ ๑ นี้เป็นพวกที่อยู่เหนือน้ำแล้วโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ รอให้ได้แสงพระอาทิตย์ก็จะบานออกมา นี่ก็เปรียบเหมือนกับพวกคนดีคนฉลาดคนที่เชื่อบุญเชื่อกรรม เชื่อนรกเชื่อสวรรค์ คนพวกนี้ถ้าได้สั่งสอนเขาแล้วเขาก็จะสามารถรับไปปฏิบัติได้ทันที สามารถบรรลุผลได้ทันทีอย่างรวดเร็ว เพราะพวกนี้ได้สะสมบุญบารมีมามาก เพียงแต่ขาดคนที่จะชี้แนะทางให้เท่านั้นเอง นี่เป็นพวกบัวเหล่าที่ ๑ พวกที่พ้นน้ำแล้ว พอได้รับแสงสว่างของพระอาทิตย์ก็จะบานขึ้นมา ใจของคนพวกนี้พอได้แสงสว่างแห่งธรรม คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะบรรลุธรรมขึ้นมา เช่นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นการประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก ให้กับพระปัญจวัคคีย์ พอแสดงจบเท่านั้นก็มีหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ก็ปรากฏมีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา บรรลุเป็นพระโสดาบันพระอริยะขั้นแรกขั้นที่หนึ่ง

พระอริยะมีทั้งหมด ๔ ขั้นด้วยกัน ขั้นที่ ๑ นี้ก็เป็นขั้นที่เรียกว่าพระโสดาบันเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกิดมากไปกว่า ๗ ชาติและไม่ต้องไปเกิดในอบายอีกต่อไป จะเกิดเป็นมนุษย์เป็นเทพและจะปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ภายใน ๗ ชาติอย่างช้า นี่ก็คือผลที่ปรากฏขึ้นทันทีทันใด ไม่จำเป็นจะต้องรอภพหน้าชาติหน้า ขอให้มีบุญบารมีสะสมไว้เพียงพอ ขอให้เป็นเหมือนกับบัวที่อยู่เหนือน้ำแล้วเท่านั้น พอได้รับแสงสว่างแห่งธรรมก็จะเข้าใจทันทีจะสามารถปฏิบัติตามได้ทันที และจะสามารถบรรลุธรรมได้ทันที นี่คือพวกบัวเหล่าที่ ๑

พวกที่ ๒ นี่ก็เป็นพวกที่ยังอยู่ใต้น้ำอยู่ เกือบจะโผล่แล้วแต่ยังไม่โผล่ต้องรออีกวันสองวันถึงจะโผล่ขึ้นมา พวกนี้ก็เป็นพวกที่ได้สะสมบุญบารมีมาพอสมควร แต่ไม่มากเท่ากับพวกที่ ๑ ต้องสะสมบุญบารมีต่อไปอีก ถ้าได้แสงสว่างแห่งธรรมก็ต้องรอก็ต้องฟังบ่อยๆ ต้องศึกษาบ่อยๆและต้องปฏิบัติให้มากแต่ก็ไม่นาน คงไม่เกิน ๗ ปีถ้าตั้งใจปฏิบัติจริงๆก็จะสามารถบรรลุธรรมได้ นี่เป็นพวกที่ ๒

ส่วนพวกที่ ๓ นี้เป็นพวกที่อยู่กึ่งกลางน้ำ ไม่ได้อยู่ติดดินแต่ก็ไม่ได้อยู่ถึงผิวน้ำอยู่ตรงกลาง พวกนี้ก็ต้องใช้เวลามากกว่าอีก ๒ พวก ก็เหมือนกับคนที่ได้บำเพ็ญบุญบารมีมา แต่ทำแบบขาดๆเกินๆ ทำตามอารมณ์วันไหนอยากจะทำก็ทำ เช่นวันเกิดก็ทำสักที ปีใหม่ก็ทำสักครั้ง วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษาก็ทำสักครั้งอย่างพวกนี้ก็ช้าหน่อยก็ต้องใช้เวลาหน่อย แต่ก็ไม่สุดวิสัยแต่คงจะไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ อย่างน้อยก็ได้มีอุปนิสัยติดตัวไป ที่จะมีความเชื่อมั่นต่อการทำบุญให้ทาน ต่อการรักษาศีล และต่อการปฏิบัติธรรม และไม่นานเกินไป เมื่อไปเกิดในภพหน้าชาติหน้า ถ้าได้ไปเจอพระธรรมคำสอนก็จะสามารถที่จะรับไปปฏิบัติต่อได้ทันที และก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด นี่คือ ๓ พวกที่มีบุญวาสนามีบารมีพอที่จะรับประโยชน์ จากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

ส่วนพวกสุดท้ายนี้เป็นเหมือนกับบัวที่ยังอยู่ติดกับก้นบ่ออยู่ พวกนี้ท่านบอกว่าไม่มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตได้ เพราะจะกลายเป็นอาหารของปูของปลาไปเสียก่อน พวกนี้ก็เป็นเหมือนกับพวกที่ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว ไม่เชื่อคิดว่าเป็นของโกหกหลอกลวง ไม่เชื่อเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อว่าการปฏิบัติตามพระศาสนาตามพระธรรมคำสอน จะทำให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ พวกนี้จะสลัดทิ้งทันทีเหมือนกับสุนัขเวลาที่เราเทน้ำใส่หลังสุนัข มันจะสะบัดทิ้งไปหมดเลย ฉันใดก็ฉันนั้นพวกนี้พระพุทธเจ้าก็จะไม่ทรงสั่งสอน เพราะสั่งสอนไปก็เสียเวลาไปเปล่าๆ ปล่อยให้เขาอยู่ไปตามยถากรรมของเขา ให้เขาอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ของเขา เขาอยากจะเป็นนายก อยากจะเป็น ส.ส. อยากจะเป็นรัฐมนตรี อยากจะเป็นอะไรก็ปล่อยเขาไป ไม่ไปเทศน์ในสภา ไม่ไปเทศน์ในสำนักนายกรัฐมนตรีเสียเวลาเปล่าๆ

นี่คือการแยกแยะของพระพุทธเจ้าว่าสัตว์โลกนั้นมีอยู่ ๔ ชนิดด้วยกันเปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

“บัว ๔ เหล่า”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต