ปล่อยวาง

พระพุทธเจ้าทรงรู้ ทรงเห็น เรื่องของความทุกข์ในจิตใจของพวกเรา จึงสั่งสอนพวกเรา ไม่ให้ยึดติดกับอะไร เพราะว่าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้นั้น แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เป็นของของเรา มันเป็นของที่มีอยู่กับโลกนี้มาแต่ดั้งเดิม เราเพียงแต่มาอาศัยโลกนี้อยู่ พึ่งพาอาศัยสิ่งเหล่านี้ไปวันหนึ่งๆเท่านั้นเอง ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งของเหล่านี้และบุคคลต่างๆทั้งหมด จะต้องแยกกันไปในวันหนึ่งเมื่อถึงเวลา ไม่ว่าจะเป็นสามีของเราก็ดี ภรรยาของเราก็ดี บิดามารดาของเราก็ดี ลูกหลานของเราก็ดี เพื่อนสนิทมิตรสหายของเราก็ดี ต้องมีอันพลัดพรากจากกันไป เป็นธรรมดา เพราะมันเป็นธรรมชาติของโลกนี้ ที่จะต้องเป็นอย่างนี้

หลังจากที่พวกเรา ได้ตายไปในภพก่อน ชาติก่อนแล้ว ดวงวิญญาณของพวกเรา ก็มาเกิดในชาตินี้ มายึดครองร่างกายอันนี้ แล้วก็อาศัยร่างกายอันนี้ ไปยึด ไปครองสิ่งต่างๆในโลกนี้ แล้วก็ทุกข์ไปกับสิ่งเหล่านี้ เพราะอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามความอยากของเรา แต่ก็ไม่เป็นไปตามอย่างที่เราปรารถนากัน เพราะว่าโลกนี้เป็นโลกของอนิจจัง อนิจจัง คือความไม่จีรัง ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืนนั้นเอง อยู่กับเรา ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว สักระยะหนึ่ง แล้วก็จากไป เช่น วันนี้ญาติโยมได้มาทำบุญที่วัดนี้ มาพบพระภิกษุ สามเณร ที่จำพรรษาอยู่ในวัดนี้ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่ง ท่านทั้งหลายก็ต้องแยกย้ายกันไป นี่คือลักษณะของโลกนี้

พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอน ไม่ให้พวกเราไปยึดติดกับอะไร เพราะถ้าไปยึดติดปั๊บ พอไม่เป็นไปตามที่ปรารถนาตามที่ต้องการ ก็จะมีแต่ความทุกข์ใจ ท่านจึงทรงสอนให้ปล่อยวาง ทำอะไรก็ให้ปล่อยวาง เวลามีทรัพย์สมบัติ ข้าวของ เงินทอง มากน้อยแค่ไหนก็ตาม จะรักษาเก็บไว้อย่างไรก็ได้ แต่ใจต้องพร้อมที่จะจากกันไป เพราะไม่รู้ว่าจะตายจากกันเมื่อไรนั่นเอง วิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบว่า ใจเรายังมีความยึดมั่น ถือมั่น กับข้าวของ เงินทองหรือเปล่า ก็คือการทำบุญให้ทานนั้นเอง ถ้าไม่ยึดไม่ติด ก็จะทำบุญ ทำทานได้อย่างสบายใจ แล้วก็มีความสุขใจ แต่ถ้ายังยึดติดอยู่กับเงินทอง ข้าวของแล้วละก้อ เวลาจะทำบุญ ให้ทานผู้อื่น จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากลำบาก ถ้าเป็นเช่นนี้ ต้องพยายามเอาชนะใจให้ได้ ต้องพยายามฝืนใจ พยายามต่อสู้กับความตระหนี่ ความยึดมั่น ถือมั่น ความหวงแหนทั้งหลาย ต้องบอกตัวเราว่าอย่าไปยึด อย่าไปติด เกิดมีการพลัดพรากจากกัน ก่อนที่เราจะทำใจได้ ก็จะเกิดความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นี่คือเรื่องของการดูแลจิตใจของเราไม่ให้ทุกข์ ด้วยการปล่อยวางความยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งต่างๆในโลกนี้ พยายามสอนใจว่าเราเกิดมาในโลกนี้ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องหมดไปเราก็ต้องจากไป

จะไปดี หรือไปไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของเรา ถ้าจิตใจมีแต่การปล่อยวาง จิตใจก็จะไปดี จะไปด้วยความสุข แต่ถ้าจิตใจ มีแต่ความยึดมั่น ถือมั่น เวลาจากโลกนี้ไป จะมีแต่ความทรมานใจอย่างยิ่ง มีแต่ความหวาดกลัว เกิดความทุกข์ เกิดความไม่อยากจะไปนั้นเอง ถ้าเราไม่ยึดไม่ติดแล้ว เมื่อถึงเวลาก็พร้อมที่จะไป ก็ไปได้อย่างสบายใจ ไปอย่างไม่ทุกข์ใจ จิตที่ไปด้วยความสบายใจ ก็จะไปสู่สุคติ จิตที่ไปด้วยความทุกข์ทรมานใจ ก็จะไปสู่ทุคติ ไปสู่อบาย เพราะความยึดมั่น ถือมั่น เป็นเหตุนั้นเอง

ดังนั้นถ้าอยากจะอยู่ในโลกนี้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข และตายจากโลกนี้ไปด้วยความสงบสุขละก้อ จงพยายามฝึกหัดการปล่อยวาง อย่าไปยึด อย่าไปติด กับสิ่งต่างๆในโลกนี้ พยายามทำความเข้าใจว่า สิ่งต่างๆที่รวมกันอยู่ เป็นตัวเรานั้น เป็นของที่เขาให้ยืมเอามาใช้ ไปวันหนึ่งๆเท่านั้น สักวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เจ้าของจะมาเอาคืนไป เจ้าของนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือธรรมชาตินี้เอง คือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั่นเอง ท่านจึงทรงแสดงไว้ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง สัพเพ ธัมมา อนัตตา หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ แม้กระทั่งร่างกายของเรา ก็ไม่ได้เป็นของเรา อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ของของเรา เป็นของโลกนี้ ทุกๆอย่างเป็นของยืมมาใช้ เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องปล่อยคืนสิ่งเหล่านั้นไป.

กัณฑ์ที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๓ (กำลังใจ ๒)

“ปล่อยวาง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต