ความจริงของชีวิต

ความจริงของชีวิต มีแค่กายกับใจ ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีการเจริญเติบโต แล้วก็เสื่อมหมดไป เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆเจริญเติบโต จนเป็นต้นไม้ใหญ่ แล้วก็ต้องล้มลงมาสักวันหนึ่ง ช้าหรือเร็ว แล้วแต่พันธุ์ของไม้ บางชนิดก็มีอายุยืนยาวนาน บางชนิดก็สั้น เช่นข้าว ๓ เดือนก็หมดอายุแล้ว ร่างกายของคนก็แบบเดียวกัน ไม่ต่างกัน มาจากธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ร่างของคนมีใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ร่างกายเป็นเหมือนหุ่นกระบอก มีใจเป็นผู้เชิด พาร่างกายมาที่นี่ ไปที่นั่น พูดอะไรทำอะไร ความจริงร่างกายอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ขอให้มีปัจจัย ๔ หล่อเลี้ยง ก็อยู่ได้แล้ว จะให้อยู่ที่ไหนไปตลอดก็อยู่ได้ เหมือนกับต้นไม้ ถ้ามีแดดมีอากาศมีน้ำมีดินหล่อเลี้ยง ก็อยู่ได้ ไม่ต้องไปไหนก็ได้ แต่ใจอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องแสวงหาอะไรต่างๆอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ความหลงทำให้ใจต้องไปทำนั่นทำนี่ หาสิ่งนั้นสิ่งนี้ หลงหาความสุขผิดที่ ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ แต่ไปหลงว่าอยู่ที่สิ่งต่างๆภายนอกใจ ก็เลยไปแสวงหากัน อาศัยเอาร่างกายเป็นเครื่องมือ หาความสุขจากการได้เห็นได้ยินได้ฟัง ได้ลิ้มรสได้ดมกลิ่น ได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นแล้วว่าไม่ได้ให้ความสุขที่อิ่มที่พอ มีแต่จะกระตุ้นความหิวความอยากให้มีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใจจึงอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องไปโน่นมานี่ หาสิ่งนั้นหาสิ่งนี้มาดูมาฟัง หามาได้มากน้อยเพียงไรก็ไม่อิ่มไม่พอ เพราะไม่ใช่อาหารของใจ ใจไม่รู้ว่าอะไรเป็นอาหารของใจ นอกจากพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เท่านั้นที่รู้ รู้จริงๆ ไม่ได้รู้จากทางทฤษฎี อย่างพวกเราได้ยินได้รู้ว่าความสงบคืออาหารคือความสุขของใจ แต่ยังไม่เคยได้สัมผัส จึงไปหาความสุขจากสิ่งอื่นๆกัน เป็นเหตุทำให้อยู่เฉยๆกันไม่ได้ เมื่อต้องไปไหนมาไหน ก็มีภาระต่างๆเพิ่มขึ้นมา ต้องมีรถยนต์มีถนน มีอุปกรณ์ต่างๆสนับสนุน พอไปถึงแล้วก็อยากกลับ พอกลับมาแล้วก็อยากจะไปใหม่ กลิ้งไปกลิ้งมา เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปแกว่งมา แกว่งไปทางซ้ายแล้วก็แกว่งมาทางขวา แกว่งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะสามารถควบคุมไม่ให้แกว่งได้

เราจึงต้องจัดการกับใจ ทำใจให้นิ่งให้ได้ การบวชก็เป็นการทำใจของเราให้นิ่ง ไม่ให้อยากสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ให้ไม่อยากสิ่งนั้นสิ่งนี้ สิ่งที่ไม่อยากกันก็คือไม่อยากยากจน ไม่อยากลำบากลำบน สิ่งที่อยากก็คืออยากจะสุขอยากจะสบาย แต่ไปเห็นความสุขความสบายอยู่กับของภายนอก ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ได้ให้ความสุขความสบายกับเรา ให้แต่ความทุกข์ แต่เรามองไม่เห็นกัน ก็เลยไปหาความสุขความสบายจากสิ่งภายนอกกัน ที่เราต้องทำงานหาเงินหาทองกัน เพราะคิดว่ามีเงินทองแล้วจะมีความสุข หายศหาตำแหน่งกัน เพราะคิดว่ามีตำแหน่งสูงๆแล้วจะมีความสุข หาบริษัทบริวารหามาสรรเสริญยกย่องเยินยอ เพราะใจติดกับการสรรเสริญ ถึงแม้สิ่งที่พูดจะไม่จริงก็ไม่สำคัญ ถ้าพูดแล้วถูกใจเป็นใช้ได้ แล้วก็หลงกับการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ ชอบดูรูปแปลกๆใหม่ๆ ชอบได้ยินเสียงแปลกๆใหม่ๆ ถ้าเป็นของจำเจแล้วจะเบื่อ แม้จะเป็นของโปรดอย่างไรก็เบื่อ ถ้าได้ดูหรือฟังอะไรที่ชอบมากๆทุกวัน เดี๋ยวก็เบื่อ ให้รับประทานอาหารจานโปรดวันละ ๓ เวลาตลอดทั้งเดือนเลย เดี๋ยวก็เบื่อ แสดงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงกับเรา

มีพระพุทธเจ้ากับพวกนักบวชเท่านั้น ที่เห็นความสุขอีกด้านหนึ่ง คือความสุขจากการทำจิตใจให้สงบ จะทำจิตใจให้สงบได้ ก็ต้องอยู่คนละฟากกับทางโลก ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะถ้าได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ กับเงินทองกับตำแหน่งแล้ว จะมีความผูกพัน ทำให้จิตอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องคอยหามาเพิ่มให้มีมากขึ้น ต้องคอยรักษา มีตำแหน่งก็ต้องคอยรักษาไว้ หรือหาที่สูงขึ้นไป ก็เลยอยู่นิ่งๆไม่ได้ อยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องออกจากบ้านกันทุกวัน ตื่นแต่เช้าก็ต้องออกไปแล้ว เพื่อหาสิ่งเหล่านี้ เย็นก็กลับมา แล้วก็วุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ เพราะมีการโยกย้ายกัน มีการสูญเสีย วุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่พวกที่มีปัญญาจะเห็นว่านี่ไม่ใช่ทางสู่ความสุข อย่างพวกนักบวชในสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ ก็สามารถหาความสุขจากความสงบของใจได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการบำเพ็ญ รักษาศีล นั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบ มีความสุขเป็นพักๆไป เวลาจิตสงบก็มีความสุข แต่พอออกจากความสงบ ก็อยากได้นั่นอยากได้นี่ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้อยู่ใกล้กับสิ่งต่างๆเหมือนกับฆราวาส แต่ก็ยังอดคิดถึงความสุขแบบนั้นไม่ได้ ถ้าไม่กลับมานั่งสมาธิทำจิตให้สงบต่อ ก็จะบวชอยู่ต่อไปไม่ได้ ที่สึกกันไปก็เพราะจิตไม่สงบ อยู่ไม่ได้ จิตยังอยากไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ อยากไปหาเงินหายศหาสรรเสริญ พอไปเกี่ยวข้องด้วยก็มีแต่ความทุกข์ต่อเนื่องกันไป พอมีครอบครัวมีภรรยามีลูก ก็ต้องดูแล ต้องห่วง ต้องกังวล ต้องเลี้ยงภรรยากับลูก และญาติพี่น้อง ที่ไม่ช้าก็เร็วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ต้องไปเยี่ยมกันเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ไปงานศพกัน มีเรื่องให้ทำอยู่ตลอดเวลาจนวันตาย

ไม่เคยเจอความสุข ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกได้เจอกัน เพราะต้องตัดทุกอย่าง ตัดลาภยศสรรเสริญ ตัดรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แล้วก็ต้องควบคุมจิตด้วยสติ ไม่ให้ไปคิดเรื่องต่างๆ ทำจิตให้ว่างด้วยอุบายแห่งสมาธิ บริกรรมพุทโธๆๆไป สวดมนต์ไป หรือดูลมหายใจเข้าออกไป ถ้าเป็นอุบายแห่งวิปัสสนา ก็พิจารณาดูร่างกาย ดูอาการ ๓๒ แล้วจิตจะสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่กำหนัดยินดี แต่จะเบื่อหน่ายกับสิ่งต่างๆ เพราะพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงทั้งนั้น เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่อยู่ในอำนาจจะเหนี่ยวรั้งให้อยู่กับเราไปได้ตลอด ให้เป็นของเราไปได้ตลอด เช่นร่างกายของเรานี้ พิจารณาไป ก็มีแต่จะแก่ มีแต่จะเจ็บ มีแต่จะตาย บังคับไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้ สิ่งต่างๆที่หามาได้ก็จะต้องหมดไป พอตายไป สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆก็เป็นของคนอื่นไป ใครมีบุญมีวาสนาเขาก็ได้ครอบครองไป ตำแหน่งก็เป็นของคนอื่นไป แต่ปัญหาไม่ได้หมดไปกับการตาย เพราะใจผู้ที่ก่อปัญหาไม่ได้ตายไปด้วย ถ้าใจตายไปด้วยปัญหาก็จะจบด้วย แต่ใจไม่ตาย ไปเกิดใหม่ ไปเริ่มต้นสร้างปัญหาใหม่ รอบนี้ไม่ใช่รอบที่ ๑๐ รอบที่ ๑๐๐ นะ ท่านว่าเป็นล้านๆรอบแล้ว ความทุกข์ที่เราได้สัมผัสผ่านมาอย่างแสนสาหัส แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าไม่หยุดใจปราบใจ ด้วยการปฏิบัติ บำเพ็ญตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ถ้าหยุดใจได้เมื่อไหร่แล้ว จะเจอสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ไม่มีสุขอันใดในโลกนี้ที่จะเสมอหรือเหนือกว่า ความสุขที่ได้จากความสงบระงับของจิตใจ ระงับจากความโลภความโกรธความหลง ระงับจากความอยากในกาม อยากมีอยากเป็น อยากไม่มีอยากไม่เป็น เวลาอยากได้อะไรก็ต้องใช้ปัญญาระงับ ต้องเห็นว่าสิ่งต่างๆที่อยากได้ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีสาระแก่นสาร ไม่มีคุณค่าอะไร มีแต่โทษมีแต่พิษมีแต่ภัย เป็นเหมือนระเบิดเวลา ถ้าเป็นเด็กก็จะไม่รู้ว่าลูกระเบิดมีพิษภัยอย่างไร พอเล่นกับลูกระเบิดเกิดระเบิดขึ้นมา ก็ต้องเจ็บตัวถึงแก่ความตายไป จิตของปุถุชนก็เหมือนกับเด็ก มองไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาในสิ่งต่างๆ ที่อยากได้อยากสัมผัส พอไปเล่นกับมันก็เหมือนกับเด็กที่ไปเล่นกับลูกระเบิด แล้วผลเป็นอย่างไร มีใครบ้างที่บอกว่าไม่มีความทุกข์ มีไหมในโลกนี้ ไม่มีความกังวล ไม่มีความห่วงใย ไม่มีความเสียอกเสียใจอาลัยอาวรณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดจากความไม่รู้ทั้งสิ้น คือความหลง ศาสนาพุทธจึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ความหลงนี่เอง คำว่าพุทธะคือผู้รู้ รู้ความจริงของความสุขและความทุกข์ของใจ

พระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก ก่อนหน้านั้นนักบวชทั้งหลายก็ไม่รู้กัน รู้แต่วิธีระงับให้จิตสงบได้เป็นพักๆเท่านั้นเอง กำหนดพุทโธๆๆหรือกำหนดดูลมหายใจเข้าออก พอจิตสงบตอนนั้นก็สบาย ลืมเรื่องราวต่างๆไป ไม่คิดถึงเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ไม่วุ่นวายใจ แต่พอถอนออกมาก็เริ่มคิด เริ่มอยากจะรู้อยากจะเห็นอยากจะฟัง อยากจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอไปได้ยินเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้า ถ้าถูกอกถูกใจก็ดีใจ ถ้าไม่ถูกอกถูกใจก็วุ่นวายใจ แล้วก็พยายามไปแก้ในสิ่งที่แก้ไม่ได้ แต่ไม่รู้ เช่นคนจะเจ็บคนจะตายจะไปแก้ได้อย่างไร ทำให้หายวันนี้ แล้วอยู่ต่อไปสัก ๕ ปี ๑๐ ปีได้ แล้วก็กลับมาที่จุดนี้อีก ต้องกลับมาเจ็บมาตายจนได้ เพียงแต่ผัดเวลาไปเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องทำ ทำได้ก็ทำไป แต่ควรทำด้วยปัญญา คือรู้ว่าเป็นการผ่อนเวลาไปเท่านั้นเอง ผัดเวลาไป สำหรับคนที่ได้รับการรักษาหายจนแล้ว ถ้าฉลาดก็จะได้รับประโยชน์ จะรู้ว่าชีวิตใกล้จะหมดแล้ว เกือบจะหมดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ได้โอกาสใหม่ จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ หรือตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ก็จะได้ประโยชน์ตรงนั้น ถ้าได้สติแล้วรีบปฏิบัติ ก็อาจจะเสร็จกิจภายในไม่กี่วัน

พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระราชบิดาให้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ๗ วันก่อนที่จะเสด็จสวรรคต ตอนนั้นทรงประชวร พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเอาหมอไป เอารถพยาบาลไป แต่เอาธรรมโอสถไป เอาความจริงไป สอนจิตให้ปล่อยวาง สังขารร่างกายเป็นของไม่เที่ยง อนิจจา วต สังขารา มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา ปล่อยวางได้จะทำให้หลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งหลาย ที่เกิดจากการแตกดับของสังขารร่างกาย ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้วปล่อยวางได้ ร่างกายจะอยู่จะตายก็เป็นเหมือนแก้วน้ำ ใครจะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเรา แต่ถ้าหวงว่าเป็นแก้วราคาแพง ที่เราโปรดมาก ถ้าใครมาแตะมาทำแตกเข้า ก็วุ่นวายใจ ร่างกายกับแก้วน้ำก็เหมือนกัน เป็นธาตุเหมือนกัน เป็นอนิจจังเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วสักวันหนึ่งก็ต้องบุบสลายไป ให้ความทุกข์ถ้าไปหลงยึดติด ไปรักไปชอบไปอยากให้อยู่ไปนานๆ ถ้าไม่เป็นตามความอยากก็เสียใจ แต่ถ้าสอนใจอยู่เรื่อยๆว่ามันต้องไป มันจะไปก็ให้มันไป ไม่ต้องเสียดาย พอมันไปก็จะไม่วุ่นวาย จะปล่อยมันไป ถ้าพิจารณาจนเห็นชัดแล้วก็จะปล่อย จะโล่งใจ เบาใจ สบายใจ โรคจะหายไม่หายก็ไม่สนใจ ใจของพวกเราตอนนี้เหมือนกับกาวตราช้าง พอได้อะไรมาแล้วจะติดจนแยกออกจากกันได้ยาก เหมือนกาวตราช้างที่ติดกับอะไรแล้ว จะเอาออกยาก ต้องง้างจนหักออกจากกัน นี่คือผลที่เกิดจากความหลง ไม่เห็นความสุขภายนอกใจ ก็เลยไปหาความสุขภายนอกกัน ที่ความทุกข์แถมมาด้วย เหมือนไปเติมน้ำมันแล้วได้แก้วได้ผ้าแถมมาด้วย ได้อะไรมาก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้น ยิ่งรักมากยิ่งทุกข์มาก ถ้าไม่รักเลยก็ไม่ทุกข์เลย จะเอาอย่างไรดี จะเอาทุกข์หรือไม่เอาทุกข์ ถ้าไม่เอาทุกข์ก็ต้องทำใจให้เป็นกลาง อยู่เฉยๆไป ไม่รักไม่ชัง แต่มีความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ถ้าอยู่แบบนี้ได้ ก็จะอยู่แบบไม่ทุกข์

ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องทำอะไรกัน ก็ปล่อยให้เป็นไปตามอัธยาศัย ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป อยากจะเอาเท้าเดินก็ได้ เอามือเดินก็ได้ คลานไปก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ ชีวิตของเขา ถ้าเขาไม่เดือดร้อนเสียอย่าง เราจะไปเดือดร้อนแทนเขาทำไม เพราะเราไปหลงรักเขา ไปยึดไปติด เห็นว่ากำลังจะไปสู่ความเสื่อมเสีย สู่ความทุกข์ ก็เดือดร้อนแทน พูดอย่างไรก็ไม่ฟัง ก็ยิ่งเดือดร้อนใหญ่ อย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง บอกได้สอนได้ แต่อย่าไปทุกข์ด้วย เหมือนพระพุทธเจ้า เหมือนครูบาอาจารย์ ท่านไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนกับพวกเรา สอนแล้วก็แล้วกันไป คนฟังจะเอาไปปฏิบัติหรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวเขา คนสอนจึงไม่ควรไปเดือดร้อน ทำหน้าที่ไป สั่งสอนไป จะปฏิบัติได้ไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่เข้าใจก็ได้ ไม่ยอมรับสิ่งที่เราสอนก็ได้ ถ้าไม่รับก็เหมือนเทน้ำใส่แก้วที่คว่ำอยู่ เทลงไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรับน้ำได้ คำสอนที่ดีที่งามถ้าสอนให้คนที่ไม่ยอมรับ ก็เปล่าประโยชน์ ปัญหาของพวกเราก็คือความหลง ขาดปัญญา เมื่อมีความหลงก็เกิดความยึดติด ความอยากต่างๆ ถ้ามีปัญญาก็จะมีความพอดี ทำทุกอย่างในกรอบของเหตุผล เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดูที่ใจของตนด้วย ว่าทุกข์วุ่นวายหรือเปล่า ถ้ามีปัญญาจะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวาย ถ้าทุกข์วุ่นวายก็จะหยุดทันที ถ้าไม่มีปัญญาจะวุ่นวายจะทุกข์กว่าคนที่ได้รับการช่วยเหลือเสียอีก ที่กลับเห็นว่าเรานี่วุ่นวายเหลือเกิน

จึงควรเข้าใจว่า สิ่งที่เราควรแสวงหาไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ภายใน คือความสงบของจิตใจ จึงต้องมีทานศีลภาวนา ทำความดีต่างๆ มีความกตัญญูกตเวที สัมมาคารวะ ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ เสียสละรับใช้ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ไม่อิจฉาริษยา ผู้อื่นได้ดีก็ถือว่าเป็นบุญของเขา ใครทุกข์ยากใครลำบากก็ให้ความเมตตากรุณา ช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันไป อย่ามองว่าเป็นคู่ต่อสู้กันให้มองว่าเป็นมิตรเป็นเพื่อนกัน จะทำให้จิตสงบไม่วุ่นวาย เวลาปฏิบัติธรรมก็จะสงบง่าย เมื่อจิตออกจากความสงบแล้วก็เจริญปัญญา ให้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไร มีแต่ความทุกข์ ความสุขอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ จิตก็จะปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้ จะไม่เดือดร้อนไม่ทุกข์กับอะไรต่อไป คำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ ถ้ายังอยู่ในโลกนี้ก็ยังต้องทำมาหากิน เพื่อมาทำความดี ทำเพื่อสมบัติที่อยู่ในใจ อย่าทำเพื่อเงินทอง เพื่อตำแหน่ง แต่ทำเพื่อความสุขใจ.

กัณฑ์ที่ ๒๙๗ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ (จุลธรรมนำใจ ๘ )

“อยู่เฉยๆไม่ได้”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต