โสดาบัน

โยม : สมัยพุทธกาลนี้ อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือนางวิสาขา ทำไมเขาบรรลุได้แค่โสดา ทั้งๆที่มีพระพุทธเจ้าอยู่

พระอาจารย์ : เขายังติดบ่วงกามอยู่ไง ยังติดกามสุขอยู่ เป็นเศรษฐีมีเงินเยอะ ยังติดความเป็นอยู่แบบหรูๆหราๆ แต่ใจบุญใจไม่ชอบทำบาป แต่เขายังติดยังมีภรรยามีสามีมีอะไร มีสมบัติ เพราะยังไม่สามารถถือศีล ๘ ได้ ยังตัดกามอารมณ์ไม่ได้ พระโสดาบันนี้ยังครองเรือนอยู่ ยังติดกามอารมณ์อยู่ ยังมีสามีมีครอบครัวมีอะไร

โยม : แล้วถ้าเกิดว่าในยุคนี้คนที่เขาบรรลุโสดาแล้ว แล้วเขาต้องการฮึดขึ้นมาปฏิบัติใหม่ เขาต้องทำอย่างไรคะ

พระอาจารย์ : ก็ง่ายนิดเดียวขอให้มีอะไรมากระตุ้นให้เขาเกิดความทุกข์ขึ้นมาเท่านั้นเอง เช่นสามีเขาตายภรรยาเขาตายนี้ หรือมีชู้หรือมีอะไรอย่างนี้เขาจะเห็นทุกข์จากการครองเรือนแล้ว ทีนี้เขาก็จะไม่เอาแล้ว

โยม : แล้วถ้าเกิดว่าเขาไม่มีอะไรมากระตุ้น

พระอาจารย์ : มันต้องมีซิ

โยม : เพราะเขาไม่มีลูกมีไม่ผัว

พระอาจารย์ : ไม่มีลูกไม่มีผัวเขาก็ไปแล้วแหละ เขาก็เป็นไปสกิทาคามี อนาคามีแล้ว

โยม : แต่เขานิ่ง เขาบอกว่าได้โสดาแล้วนิ่งไปไงคะ

พระอาจารย์ : เขาไม่นิ่งหรอก เขานิ่งเดี๋วเดียวสักพักเดี๋ยว เพราะโสดาก็ยังมีกามอามรมณ์ไง พอเกิดกามอารมณ์เขาก็ต้องหาวิธีแก้แล้ว ถ้าเขาอยู่คนเดียวเป็นโสดอย่างนี้ เดี๋ยวอยู่ดีกามอารมณ์มันก็เกิดขึ้นมา ถ้าเขาอยากจะดับกามอารมณ์เขาก็ต้องหาธรรมะมาดับมัน ถ้าธรรมะมาดับไม่ได้ก็ต้องไปหาแฟน ถ้าเขาไม่อยากไปหาแฟน เขาก็ต้องรู้ว่าเขาต้องกามอารมณ์ไม่ได้แล้วเขาก็จะหาวิธี เขาจะพิจารณาดูว่ากามอารมณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร อ่อ…เกิดขึ้นเพราะเวลานึกถึงภาพสวยๆงามๆ นึกถึงคนหน้าตาดีอย่างนี้มันก็เกิดกามอารมณ์ได้ ถ้าไม่อยากเกิดกามอารมณ์ก็ต้องนึกถึงหน้าตาที่ไม่ดี มันก็จะรู้เข้าใจทางแก้เอง พระโสดาบันนี้ไม่ต้องมีอาจารย์สอนหรอก เขาจะรู้เองเวลาที่เขาจะแก้ปัญหาของเขา จะช้าหรือเร็ว จะขี้เกียจหรือขยัน ถ้าเขาไม่รีบร้อนเขาก็รอให้มีปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ถ้าคนที่รีบร้อนอยากไปเร็วๆ เขาก็ศึกษาหาวิธีแก้ไปเรื่อยๆ ถ้าเขาศึกษาธรรมะมาก่อน อ๋อ รู้ว่าขั้นต่อไปจะต้องทำอะไร พอเป็นโสดาบันแล้วละสักกายทิฏฐิ ได้แล้ว ขั้นต่อไปต้องละกามอารมณ์ การจะละกามอารมณ์ก็ต้องพิจารณาอสุภะพิจารณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย พอพิจารณาไปสักพัก เดี๋ยวมันก็ดับกามอารมณ์ได้หมด มันก็เป็นพระอนาคามีขึ้นมา

โยม : ต้องบวช ไปอยู่กับบครูบาอาจารย์

พระอาจารย์ : ก็แล้วแต่ว่าเป็นพระอยู่กับใคร ถ้าอาจารย์เป็นพระอรหันต์เดี๋ยวก็โดนอาจารย์คอยเขี่ยไล่อยู่เรื่อยๆ อย่างพระโปฐิละ เคยได้ยินชื่อไหม โปฐิละ ใบลานเปล่า คนนี้รู้พระไตรปิฎกรู้หมดเลยแต่ไม่ปฏิบัติ เวลาพระพุทธเจ้าเจอหน้าทีไรก็บอกว่าใบลานเปล่า มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ดับความทุกข์ใจไม่ได้ ตัวเองก็คิดว่าตัวเองเก่งไง ท่องพระไตรปิฎกคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หมดเลย ทุกคำสอนที่แสดงไว้ ต้องไปเป็นศิษย์สามเณร เพราะพระอรหันต์องค์อื่นท่านไม่สอนไง พรรษาท่านมาก ทีนี้ท่านก็ต้องตัดทิฐิ ที่คิดว่าตัวเองมีพรรษาสูงมีความรู้สูง ไปหาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ท่านก็ไม่เอา ไปหาองค์รองลงมาก็ไม่เอา เลยต้องไปหาสามเณร สามเณรตอนต้นก็ไม่เอาเหมือนกัน ทีนี้พระอาจารย์ก็สั่งว่าไม่สงเคราะห์ท่านหน่อยหรือ สามเณรก็เลยต้องจำใจรับพระเถระที่บวชมา ๓๐ -๔๐ พรรษา ไปเป็นลูกศิษย์ ก่อนจะสอนก็เอามาทำงานก่อน มาล้างกระโถนมาล้างบาตร ลูกศิษย์ก็ต้องรับใช้ครูบาอาจารย์ใช่ไหม จะทดสอบดูว่ามีทิฐิหรือเปล่า ถือตัวหรือเปล่า ดื้อหรือเปล่า สามเณรต้องการทดสอบตัวนี้ดู จนสามเณรมั่นใจว่าทำทุกอย่างสั่งให้ทำอะไรก็ทำ สั่งให้ลุยลงไปในน้ำให้ไปหยิบของ พอไปกลางน้ำก็เปลี่ยนใจไม่เอาแล้วกลับมา ก็ไม่โมโหไม่โกรธ ยินดีรับใช้ทุกอย่าง สามเณรก็เลยสอน พอสอนปั๊บเดี๋ยวเดียวก็บรรลุแล้ว

มันต้องมีครูบาอาจารย์ ถึงจะไปเร็ว ถ้าอยู่คนเดียวพอมันได้ขั้นไหนมันจะติดอยู่ขั้นนั้น เหมือนกับได้ของใหม่ๆ มันก็ดีใจไง มันก็ชื่นชมอยู่ แต่พออยู่ไปสักพักมันจะจำเจมันก็จะเบื่อ พอกิเลสตัวอื่นมันก็จะออกมา แสดงออกมาแผลงฤทธิ์แล้ว ทีนี้ถ้าออกมาแผลงฤทธิ์นี้ พระโสดาบันท่านรู้แล้วว่าปัญหามันอยู่ที่ใจของท่าน อยู่ที่สังโยชน์อยู่ที่ความอยากของเขา เขาก็จะแก้ เขาก็จะหาวิธีแก้ของเขาไปได้ เพียงแต่ถ้าอยู่คนเดียว ไม่มีครูบาอาจารย์อย่างนี้มันจะช้า บางที ๗ ชาติ ถึงจะจบ ถึงจะบรรลุขึ้นสู่ขั้นสูงต่อไปได้ แต่ไม่หลงทางแล้ว ไม่ต้องมีอาจารย์ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปท่านเห็นพระอริยสัจแล้ว ท่านรู้แล้วว่าปัญหาทั้งหมด ความทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดจากความอยากของท่าน ความอยากก็เกิดจากความหลง ที่เราไม่เห็นส่วนที่มันไม่เที่ยง ส่วนที่มันเป็นทุกข์ ความอยากของเรามันทำให้เห็นว่ามันเที่ยงมันเป็นสุข มันเป็นของเรา เข้าใจไหม ตอบคำถามได้แล้วใช่ไหม

ถ้ามีครูบาอาจารย์รีบไปอยู่กับครูบาอาจารย์ดีกว่า ท่านจะได้ช่วยคุ้ยเขี่ยช่วยกระตุ้น อย่างหลวงตานี้ ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น พอท่านติดตรงไหน หลวงปู่มั่นก็ชี้ทางให้ ตอนแรกไปหาท่าน ท่านก็บอกเลยว่าต้องทำใจให้สงบก่อน เรียนมา ๖ปีนี้ ความรู้ไม่มีประโยชน์เลย ฆ่ากิเลสไม่ได้ เรียนเป็นมหาเปรียญ ๓ บวชมา ๖ ปีแต่เรียนมา ๓ ปีเรียนได้มหา ๓ ประโยค เพราะความรู้นี้ยังไม่เป็นประโยชน์ ฆ่ากิเลสไม่ได้ ต้องทำใจให้สงบท่านสอนเลย พอใจสงบก็ไปติดสมาธิ ท่านก็บอกว่าสมาธินี้เหมือนเศษเนื้อติดฟัน มันไม่มีคุณค่าเท่ากับปัญญาพูดง่ายๆ ก็เลยสอนให้ออกไปทางปัญญา ทีนี้ก็พอจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาปัญญา จนไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ได้เข้าสมาธิมันก็ฟุ้งซ่านขึ้นมา ท่านก็บอกว่าติดสังขารแล้ว ไม่ใช่ปัญญาแล้ว ติดความคิดปรุงแต่งแล้ว มันไม่ใช่ปัญญาแล้ว หลวงปู่ท่านคอยบอกทางไว้ทุกระยะเลย เพราะการปฏิบัตินี้ไปแล้วมันจะติด พอถึงสมาธิก็จะติดสมาธิ พอถึงปัญญา มันก็จะพิจารณาจนไม่หยุดไม่หย่อนมันก็เลยเถิดแล้วก็ฟุ้งซ่านขึ้นมา แล้วพออยู่ขั้นไหนมันก็จะติดขั้นนั้นไปก่อน พอเป็นโสดานี้มันก็จะติดมันสบาย มันไม่อยากจะทำอะไร ก็ต้องสอนว่าออกอสุภะซิ มันต้องคอยสอน จนกระทั่งติดขั้นสุดท้ายนี้พอดีหลวงปู่มั่นท่านตายไปก่อน ท่านเจอปัญหา ท่านเจอตัวอวิชชาท่านไม่รู้ว่าเป็นอวิชชา ท่านบอกท่านต้องใช้เวลากว่า ๓ เดือนมั้ง กว่าจะมารู้ว่าตัวนี้แหละคืออวิชชา หลงไปรักษาไปแบกมันไว้ตั้งนาน เพราะอวิชชานี้ตอนต้นคิดว่า เป็นเหมือนเสือโคร่งแต่พอไปเจอมันจริงๆ มันเป็นเหมือนนางงามจักรวาล เพราะมันสวยงามมาก จิตสงบมันละเอียดสว่างไสว ไอ้ตัวนี้แหละตัวอวิชชารู้หรือเปล่า แต่คนไม่รู้คิดว่า นี่คือนิพพาน ก็เลยไปยึดติดกับมัน คิดว่าเป็นนิพพานก็พยายามรักษาความสว่างไสวนี้ไว้ ความสว่างไสวนี้มันไม่เที่ยง บางทีมันก็เฉาลง.

ธรรมะบนเขา สนทนาธรรม วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต