ความทุกข์ใจต่างๆ เกิดจากความอยาก

ฝนมาหลงฤดูนะ คิดว่าจะหนาวกลับมามีฝนอีก บางทีธรรมชาติมันอาจจะบอกอะไรเราก็ได้นะ บอกฉันไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ฉันไม่สบาย พวกเธอมาทำให้ฉันไม่สบาย เหมือนร่างกายมันบอกไม่สบาย พวกคุณกำลังทำร่างกายให้เราไม่สบาย กินของเสียกินของเป็นพิษ

พวกเราหาความสุขผิดที่กัน หาความสุขจากของในโลกนี้มันก็เลยไปทำให้ของในโลกนี้เสียสมดุลไปหมด ขุดน้ำมันขึ้นมาใช้ ใช้แล้วก็แปรน้ำมันให้กลายเป็นควันพิษ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบของบรรยากาศต่างๆ ของอากาศ ถ้าพวกเราหาความสุขที่ใจ ก็จะไม่ทำลายธรรมชาติ ก็จะเหมือนกับสัตว์ สัตว์เขาไม่ค่อยได้ทำลายธรรมชาติ เขาอยู่กับธรรมชาติ ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ถ้าที่ไหนหนาวเขาก็บินไปที่ร้อน ที่ไหนแล้งเขาก็ไปหาที่มันไม่แล้ง มนุษย์เราเล่นไปปรับธรรมชาติ ตรงนี้แล้งก็ไปทำให้มันไม่แล้ง ตรงนี้ร้อนก็ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เอาทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาทำอะไรต่างๆ แล้วสิ่งที่เราผลิตก็กลายเป็นขยะ กลายเป็นของทิ้ง เอาไปฝังดินมันก็ไหลเข้าไปสู่ระบบน้ำบาดาล เข้าไปสู่ในระบบน้ำลงไปทางแม่น้ำลำธารลงไปสู่ทะเล มันก็ไปกระทบกับสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำ นี่เป็นวิถีชีวิตของกิเลสตัณหาความอยาก อยากหาความสุขทางร่างกาย ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เลยต้องผลิตอะไรใหม่ๆมาให้ดูให้สัมผัสอยู่เรื่อยๆ แล้วหามาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอเป็นความสุขที่ต้องคอยเติมอยู่เรื่อยๆ เหมือนน้ำที่คอยเติมในตุ่ม เติมไปเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที เติมไปเท่าไหร่ก็พร่องเพราะมีรอยรั่วอยู่ รอยรั่วก็คือความอยาก พอทำอะไรเสร็จมีความสุขเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวความอยากใหม่ก็เกิดขึ้น ความสุขที่ได้มาก็หายไป ต้องทำใหม่ ต้องเที่ยวใหม่ ต้องดื่มใหม่ ต้องรับประทานใหม่ ต้องดูใหม่ ต้องฟังใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คนก็ต้องหาวิธีการผลิตของใหม่มาตอบสนองความอยาก

แล้วถ้าไม่มีของมาตอบสนองความอยาก ของมีไม่มากพอ ก็ต้องแก่งแย่งกัน เดี๋ยวก็ต้องทำสงครามกัน เพราะความอยากมันหลายตัว คนมันมากขึ้นความอยากมันก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น นี่แหละตัวความอยากนี้เป็นเหมือนมะเร็ง มันขยายตัวจนทำให้เกิดมีมนุษย์มากขึ้นมีสัตว์มากขึ้น มีสัตว์มากขึ้นมีมนุษย์มากขึ้นก็ความอยากก็ยิ่งมีมากขึ้น มันก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ โลกนี้ก็เป็นเหมือนร่างกาย ความอยากนี้ก็เป็นเหมือนตัวมะเร็ง ร่างกายของมนุษย์นี้ก็เป็นเหมือนตัวมะเร็งที่กัดกินโลกนี้ กัดกินทรัพยากรธรรมชาติต่าง

อย่างพัทยานี้น้ำทะเลสมัยที่ก่อน สมัยที่เราเด็กๆนี้ใสสะอาด มีปลาโลมามาว่ายให้ดู เมื่อสัก ๔๐ – ๕๐ ปีก่อน เดี๋ยวนี้สกปรกแล้ว น้ำจากโรงเเรมจากบ้านเรือนจากอะไรไหลลงทะเลไป น้ำโสโครก นี่แหละเป็นผลของความอยาก ความอยากทำให้มีมนุษย์เพิ่มมากขึ้น

ความอยากนี้เป็นตัวที่ทำลายสร้างปัญหาสร้างความทุกข์ให้กับสัตว์โลก คือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ความอยากนี้มันเกิดจากความหลง หลงคิดว่าความสุขอยู่ภายนอกใจ หลงคิดว่าความสุขอยู่ภายนอกตัวเรา ต้องไปหาความสุขจากสิ่งภายนอกกัน ต้องไปหาความสุขจากตาหูจมูกลิ้นกาย แต่หามาได้เท่าไหร่ ก็ไม่เคยพบกับความอิ่มความพอ มีแต่มีความหิวเพิ่มมากขึ้น มีความอยากเพิ่มมากขึ้น ต้องหาให้มากขึ้น คนที่ดื่มสุราคนที่สูบบุหรี่นี้ ตอนต้นก็สูบวันละไม่กี่มวน ดื่มวันละไม่กี่ถ้วย แต่พอสูบไปแล้ว ก็ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นไปถึงจะได้ความสุข เหมือนกับตอนที่ไม่ได้เพิ่ม ถ้าสูบหรือดื่มเท่าเดิมมันรู้สึกว่ามันไม่พอ ต้องเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ แล้วมันก็กลับมาเป็นพิษเป็นภัยกับร่างกาย ร่างกายก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นพิษกับจิตใจก็เพราะเวลาเกิดความอยากก็จะเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ เกิดความไม่สบายใจ ถ้าไม่สามารถไม่หามาได้ด้วยความสุจริตก็หามาด้วยวิธีทุจริต

ทุจริตก็ไปสร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ไปเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อตนเองจะได้มีความสุข แต่ความทุกข์ของผู้อื่นตนไม่สนใจ ขอให้ได้ความสุข นี่แหละถ้ามีคนมาสอนอย่างพระพุทธเจ้านี้ มาสอนพวกเราว่า อย่าไปหาความสุขข้างนอกเลยมันเป็นความทุกข์ หาความสุขภายในใจดีกว่า เป็นความสุขแท้เพราะไม่มีความทุกข์ตามมา ไม่ต้องไปมีปัญหากับใคร ไม่ต้องไปทำให้ใครเดือดร้อนไม่ต้องใช้อะไร ใช้ใจ ใช้ธรรมะที่มีอยู่ในใจนี้เป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง แล้วจะมีอยู่ไปตลอด ไม่มีวันหมดสิ้นไม่มีวันสูญหาย ถ้าหาความสุขทางร่างกาย พอร่างกายแก่ ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายตายไปก็ลำบากหาไม่ได

ความสุขทางใจนี้ไม่ต้องใช้ร่างกาย ไม่ต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย ใช้สติเพียงตัวเดียวเป็นจุดเริ่มต้น ต้องมีสติทำใจให้นิ่งให้สงบได้ก็จะมีความสุข เพียงแต่หยุดคิดเท่านั้นเอง ถ้าเราหยุดคิดได้เมื่อไหร่ เราก็จะสบายเมื่อนั้น เพราะความคิดส่วนใหญ่ของเรามันเป็นพิษกัน ความคิดของเรามันคิดไปในทางที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา คิดไปในทางความอยากกัน เพราะเราถูกความหลงสอนให้คิดไปอย่างนั้นสอนให้ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่ากามตัณหา เรียกว่าภวตัณหา วิภาวตัณหานี้เป็นการหาความสุขด้วยความอยาก อยากทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็อยากดูอยากฟังอยากได้ดมกลิ่นลิ้มรสอยากได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ผ่านทางร่างกาย อยากมีอยากเป็น อยากมีมากๆ อยากมีเงินมากเพื่อที่จะได้หาความสุขทางตาหูจมูลกิ้นกายได้มากๆ ได้นานๆ อยากเป็นใหญ่เป็นโต เพราะเป็นใหญ่แล้วสามารถหาเงินทองได้มาก ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย เพราะถ้าแก่เจ็บตายแล้วจะหาความสุขไม่ได้ แต่พอเกิดความอยากแล้วใจมันเครียดขึ้นมาทันที ความอยากนี่แหละเป็นสร้างความไม่สบายใจต่างๆ ให้เกิดขึ้น

ความทุกข์ใจต่างๆ เกิดจากความอยาก ดังนั้นต่อให้มีมากมีน้อยถ้ายังมีความอยากอยู่ การมีมากมีน้อยก็ไม่มีผลอะไรแตกต่างกัน มีมากก็เครียด มีน้อยก็เครียด เครียดด้วยความอยาก มีน้อยก็อยากมีมาก มีมากก็อยากจะให้มีมากไปเรื่อยๆ อยากไม่ให้มีน้อย อยากไม่ให้มันหมด นี่คือปัญหาของใจที่ถูกความหลงเสี้ยมสอนให้ไปเกิดความอยากต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมา แล้วพอเกิดความทุกข์ขึ้นมาก็ไม่เห็นโทษที่เกิดจากความอยาก กลับไปเห็นโทษว่าไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองอยาก เช่นได้เงินน้อยเกินไป ได้ตำแหน่งต่ำเกินไป ได้อะไรไม่ได้ดังใจ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าถ้าไม่เราไม่อยากเสียอย่างแล้ว มันจะมีความทุกข์ไหมหนอ ถ้าเราไม่อยากได้อะไรนี้เราจะทุกข์หรือเปล่า เราได้มากได้น้อยถ้าเราไม่อยาก เราจะเดือดร้อนไหม เช่นเราไม่อยากได้อะไร คนจะมาให้เราพันบาทหรือร้อยบาทนี้เราจะมีความทุกข์ไหม แต่ถ้าเราอยากได้พันบาท ถ้าเราได้ร้อยบาทเราก็ทุกข์แล้ว ได้น้อยไป คนที่ไม่อยากได้อะไรเลย ให้ร้อยบาทก็ดีใจแล้ว นี่แหละคือเรื่องของความอยากมันผลิตความทุกข์ให้กับเรา แต่เรากลับไม่รู้ว่ามันเป็นตัวต้นเหตุของความทุกข์ของเรา แทนที่เราจะไปแก้ความทุกข์ด้วยการหยุดความอยาก เรากลับไปทำตามความอยาก ยิ่งทำตามความอยาก ความอยากมันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไป อยากเพิ่มมากขึ้นไป ได้คืบก็อยากได้ศอก ได้ศอกก็อยากได้วา เป็นนายสิบก็อยากจะเป็นนายร้อย เป็นร้อยก็อยากจะเป็นพัน เป็นนายเรือก็อยากจะเป็นนาวา เป็นนาวา ก็อยากจะเป็นนายพล นี่เห็นไหมมันต่อไปเรื่อย

แล้วเวลาอยากแต่ละครั้งนี้มันสบายที่ไหน กระวนกระวายกระสับกระส่าย ช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนขั้นกันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับกัน บางทีจนกระทั่งต้องวิ่งต้องเต้นกัน นี่แหละเป็นพิษของความอยาก แต่กลับมองไม่เห็นกัน

ถ้าไม่อยากเสียอยากแล้วสบาย ใครอยากจะเป็นนายร้อยก็ปล่อยเขาเป็นไป ใครจะเป็นนายพลนายพันก็ปล่อยเขาเป็นไป ใครจะร่ำจะรวยก็ปล่อยไป เราสบายแล้ว เราไม่อยากนี้เราสบายแล้ว เราอยู่เฉยๆ เราสบายจะตายไป นี่แหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ว่า ความสุขความทุกข์อยู่ที่ความอยากหรือไม่อยากนี่เอง ตราบใดยังมีความอยาก ๓ ประการนี้อยู่ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาอยู่ตราบนั้นก็ยังจะต้องมีความทุกข์ ตราบนั้นก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะเวลาร่างกายนี้ตายไป ความอยากไม่ได้ตายไปกับร่างกาย.

ธรรมะบนเขา (สนทนาธรรม) วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต