ทุกข์เพราะลูกดื้อ

ถาม : ท่านอาจารย์คะลูกดื้อเหลือเกิน น้องเขาเป็นทุกข์มาก

พระอาจารย์ : ก็นั่นแหละเมื่อเราทำอะไรไม่ได้แล้ว เราจะไปทุกข์ทำไม ทุกข์ไปก็ไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไร ใช่ไหม ถ้าเปลี่ยนได้ก็คงเปลี่ยนไปนานแล้ว ความทุกข์ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราทุกข์เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ทุกข์ก็เป็นเหมือนเดิม จะเอายังไง จะเอาไม่ทุกข์หรือจะเอาทุกข์

ถาม : เอาไม่ทุกข์

พระอาจารย์ : ก็อยู่ตรงนั้น

ถาม : ก็ปล่อยให้เขาเป็นไป

พระอาจารย์ : ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว รู้ว่าแก้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของเขา เป็นกรรมของเขา ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของเขา ถ้าแก้ได้ก็แก้ไป แก้ไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องไปทุกข์กับมัน ได้เท่าไรก็เท่านั้น ถ้าคิดว่ายังสู้กับมันไหว ทำได้ก็ทำไป

ถาม : น้องเขาจะหาวิธีแก้ด้วยเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ : ก็ดูที่เหตุซิ คนจะไปเล่มเกมนี่ มันต้องมีเงิน ถ้าไม่มีเงินแล้ว จะไปเล่นได้อย่างไร

ถาม : คืออย่างนี้ค่ะ เขาเล่นที่บ้าน แต่ว่าเขาไม่ดูหนังสือเลยค่ะ ลูกเขาเป็นเหมือนยามค่ะ กลางคืนเล่นเกม กลางวันนอน ไม่ได้ไปเรียน เขาก็เป็นกังวลอยู่ค่ะ

พระอาจารย์ : จะทำยังไง มันตัวเขา ไม่ใช่ตัวเรา

ถาม : เขาทำใจไม่ได้เพราะลูกนี่คะ

พระอาจารย์ : เอาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบเท้าเขาสักครั้งซิ ทำอะไรแปลกๆ ให้เขาได้สติบ้าง เผื่อจะได้สติก็ได้ บอกแม่ขอร้องเถอะ ทำให้แม่หน่อย เลิกเล่นเถอะ แม่ขอกราบเท้าลูกเลย เป็นอุบาย

ถาม : ทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นบาปสำหรับตัวเขาไหมคะท่าน

พระอาจารย์ : ไม่หรอก เขาอาจจะได้สติก็ได้ ขนาดแม่ยังมากราบเท้าเรานี่ ถ้ามีจิตสำนึกก็จะแก้ได้ ถ้าไม่มีก็ตัดหางปล่อยวัดได้แล้ว ขนาดแม่เอาดอกไม้ธูปเทียนมากราบ ยังไม่ได้สติสตังเลย ก็ต้องปล่อยไป ถือว่าเป็นพวกบัวใต้น้ำ เราทำดีที่สุดแล้ว ขนาดกราบเท้ายังไม่เอา ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว นอกจากทำใจ

ถาม : ก็ต้องทำใจ

พระอาจารย์ : ก็ต้องทำใจ ถือเสียว่าเป็นกรรมของเขา สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน

ถาม : กรรมของเราด้วยหรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ : กรรมของเราที่ไปทุกข์กับเขา ถ้ามีปัญญาปั๊บ ก็ตัดได้ กรรมที่มีกับเขาก็หมด เขาก็ต้องเป็นคนทุกข์ทรมานเอง อาจจะมีเวรมีกรรมกันมา เคยสร้างเวรสร้างกรรมกันมาในอดีต เขาเลยกลับมาสร้างความทุกข์ให้กับเรา ก็ต้องทนเอาเท่านั้นเอง อย่าไปสร้างเวรสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น ให้ความเมตตา ให้ความสงสาร ก็ทำไปเท่าที่จะทำได้ แต่อย่าไปทุกข์ ทุกข์ไปก็ไม่ได้ไปแก้อะไร

ถาม : สงสารเขาค่ะ เขาเป็นทุกข์มากค่ะ

พระอาจารย์ : ตอนนี้ไม่ทุกข์แล้วล่ะ ตอนนี้เข้าใจแล้วนี่

ถาม : กำลังทำใจอยู่ค่ะ

พระอาจารย์ : ในเมื่อทุกข์แล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ทุกข์ก็เป็นเหมือนเดิม ไปทุกข์แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร ท่องคาถานี้ไว้ จำเอาไว้เตือนเรา

ถาม : คือเขากลัวว่าลูกจะเรียนไม่จบ จะไม่มีอาชีพ แล้วต่อไปถ้าเขาตายไป ลูกจะทำอย่างไรนี่

พระอาจารย์ : เป็นกรรมของเขา ในเมื่อเขาไม่ขวนขวาย เหมือนกับพวกเรานี่ พระพุทธเจ้าทรงสอนเราแทบเป็นแทบตาย แต่ทำไมเราไปไม่ถึงพระนิพพานกัน พระพุทธเจ้าไม่เห็นมาร้องห่มร้องไห้ เป็นทุกข์กับพวกเราเลย ท่านก็อยากจะให้พวกเราถึงนิพพานเหมือนกัน แต่พวกเราก็ยังอยากจะอยู่ของเราอย่างนี้ ก็เหมือนกับลูกเรา บางทีเราก็คิดมากไปเอง เด็กอยู่ในวัยนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ เพราะเท่าที่ได้ฟังมาเด็กพวกนี้พอโตขึ้น ก็ได้ดีจากเกมส์ก็มี มาจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องเกมส์ เรื่องคอมพิวเตอร์ เขาได้ความรู้จากการเล่นเกมส์

ถาม : แต่หลานเป็นผู้หญิงนะคะท่านอาจารย์คะ

พระอาจารย์ : นั่นแหละ ผู้หญิงผู้ชายมันไม่เกี่ยวกันหรอก มันอยู่ที่จิต จิตไม่มีเพศ จิตก็เป็นจิต มีกิเลส มีความหลงเหมือนกัน สักวันหนึ่งอาจจะได้สติสตังขึ้นมา สักวันก็ต้องอิ่มตัว ถ้าเราไม่ไปจู้จี้จุกจิกกับเขาๆ จะอิ่มตัวเร็วขึ้น พอเราไปจู้จี้จุกจิกกับเขา ก็เหมือนกับยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เขาจะเอาชนะเรา จึงอย่าไปยุ่งกับเขามากจนเกินไป ปล่อยเขาบ้าง ทำเป็นไม่แยแสดู เดี๋ยวเขาก็จะคิดได้เอง แม่ไม่แยแสจริงๆ บางทีเขาต่อต้านเรา จะเอาแพ้เอาชนะกับเราเท่านั้นเอง ตอนนี้เขาโตแล้ว เขาอยากจะเป็นตัวของเขาเอง แต่เรายังไปครอบงำเขาอยู่ เขาจึงเกลียดชังเรา ทำไปก็เพื่อให้เราทุกข์ใจเท่านั้นเอง บางทีเขาก็ไม่อยากจะทำ เราอยู่เฉยๆบ้าง ปล่อยเขาไปตามเรื่องตามราว ไม่แยแส เฉยๆไว้ เดี๋ยวสักพักเขาก็จะเห็นความผิดแปลก ที่ไม่มีเหตุที่คอยสร้างความรู้สึกที่อยากจะต่อสู้กับเรา ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ตอบโต้แล้ว มันก็จบ ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก ลองทำใจเฉยๆ เป็นอุเบกขาดูบ้าง

ถาม : จะลองค่ะ ค่อนข้างทำยาก บางทีเราก็อยากจะเตือนเขา

พระอาจารย์ : ยิ่งเตือนเหมือนยิ่งยุ ยิ่งเตือนยิ่งแย่ เราเตือนมาพอแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าจะได้ผล ก็ควรจะได้มานานแล้ว ทีนี้เราต้องใช้วิธีอื่นบ้าง ใช้วิธีไม่เตือนบ้าง เหมือนกับหมอ ให้ยามาตั้งเยอะแล้ว อาจจะดื้อยา หรือให้ยามากเกินไป ก็ลองหยุดยาสักพักหนึ่ง เผื่อจะดีขึ้นมาก็ได้

ถาม : เขาเป็นแม่ที่ดีมากเลยนะคะ ตีหนึ่ง ตีสองยังไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ลูกเลยค่ะ

พระอาจารย์ : รักลูกมากจนเกินไป อาจจะทำให้ลูกเสียคนได้ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี คนสมัยใหม่ไม่ค่อยชอบตีลูกเท่าไร เขาก็เลยไม่เชื่อฟังเรา รักไปในทางที่ผิด เขาก็เลยได้ใจ ทำอะไรก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วก็มีทางเดียวคือ พูดบ้างสอนบ้าง แต่ไม่จ้ำจี้จ้ำไช พอให้รู้ว่านี่ไม่ดีนะลูกนะ ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆอนาคตมันจะแย่นะ เขาก็รู้ แต่เขาอยากจะเอาแพ้เอาชนะเราเท่านั้นเอง พอเขาชนะเราแล้ว เขาก็จะเริ่มคิดถึงชีวิตของเขาเอง ก็บอกเขาว่า แม่ช่วยลูกไม่ได้นะเวลาที่แม่ตายไป ถ้าลูกไม่มีความรู้ ก็ต้องลำบากลำบน ถ้าไม่ขวนขวายหาวิชาความรู้ใส่ตัวในตอนนี้ ต่อไปลูกก็จะแย่นะ พูดได้แค่นี้แหละ พูดมากก็ไม่ดี พูดมากเขาก็เบื่อ เจอหน้ากันทีไรก็จะสอนจะว่าอยู่อย่างเดียว เขาก็เกิดความเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน รักมากเกินไปก็ทำให้เสียได้

ถาม : เขาบอกรำคาญค่ะ

พระอาจารย์ : ก็แสดงว่าเราพูดมากเกินไป ถ้าเป็นหมอก็ให้ยามากเกินไป

ถาม : ดื้อยา

พระอาจารย์ : ไม่ใช่ดื้อยา แต่จะตายเพราะยา คนไข้จึงต่อต้าน ลองไปทำดูนะ ใช้ทางสายกลาง ไม่ปล่อยทีเดียว แต่ก็ไม่คุมแจเลยทีเดียว เด็กที่มีวัยโตขึ้น ไม่ต้องการให้เลี้ยงดูเขาเหมือนกับตอนที่เขาเป็นเด็กๆ เขาอยากจะให้เราปฏิบัติกับเขาเหมือนกับเป็นผู้ใหญ่ ให้เขาตัดสินใจของเขาเอง

กัณฑ์ที่ ๒๒๙ วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๒)

“ความผิดหวัง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

http://www.kammatthana.com/D_229.htm