ต้นทุนจากพระพุทธเจ้า

ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้านะว่า ความสุขความทุกข์ของเราอยู่ที่ความอยาก ๓ ตัวนี้ ถ้าไม่มีความอยาก ๓ ตัวนี้ เราก็จะมีความสุข ถ้าเรามีความอยาก ๓ ตัวนี้ต่อให้เราได้มามากน้อยเพียงไร เราก็จะต้องมีความทุกข์อยู่เรื่อยๆ เพราะความทุกข์มันเกิดจากความอยากนี่เอง และวิธีที่จะดับความอยากเหล่านี้ได้ก็ต้องปฏิบัติธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ๓ ขั้น คือทำทาน รักษาศีล ภาวนา ทำทานก็คืออย่าเอาเงินไปทำตามความอยาก เวลาอยากจะเที่ยวก็เอาเงินที่จะไปเที่ยวนี้ไปทำบุญ เวลาอยากจะซื้อของที่ไม่จำเป็นก็เอาไปทำบุญ เรามีเงินเหลือเราอยากจะเอาไปซื้ออะไรที่ไม่สำคัญ ที่ไม่จำเป็นก็เอาไปทำบุญแทน เก็บเงินไว้สำหรับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เช่นปัจจัย ๔ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ถ้าเรามีพอเพียงแล้วไม่เดือดร้อนแล้ว เราก็อย่าไปหาเงินหาทองให้มันเสียเวลาไปเปล่า ๆ เพราะว่าเราจะไม่ได้ความสุขเพิ่มมากขึ้น ความสุขที่ได้จากเงินทองก็เพียงแต่มาดูแลร่างกายเรานี้เท่านั้นเอง ถ้าร่างกายเราไม่เดือดร้อนได้รับการดูแลอย่างพอเพียงแล้ว ต่อให้มีเงินขึ้นมาอีกร้อยล้านพันล้าน มันก็ไม่มีอะไรที่ความสุขไม่มีมากขึ้นไป

ความสุขเกิดจากการที่เราเสียสละแบ่งปัน ทำบุญ ทำทาน เวลาช่วยเหลือผู้อื่นให้ผู้อื่นเขามีความสุข เราจะเกิดความรู้สึกมีความสุขใจขึ้นมา แล้วจะทำให้เรามีจิตเมตตากรุณา ทำให้เราอยากจะรักษาศีล เราก็จะได้เลื่อนขั้นขึ้นจากชั้นอนุบาลขึ้นสู่ขั้นประถม หรือขึ้นจากชั้นประถมขึ้นสู่มัธยมได้ ทำทานแล้วจะทำให้เรารักษาศีลได้ ถ้าเราไม่ทำทานแล้วเราจะอยากได้ทรัพย์เราหวงทรัพย์ เราจะรู้สึกว่ารักษาศีลลำบาก เพราะเราอยากจะหาเงินเยอะๆ อยากจะได้ทรัพย์มากๆ เวลาทำอะไรก็ถ้าต้องโกหกก็ยินดีที่จะโกหก อย่างพ่อค้าแม่ค้านี้เขามักจะมาบ่นให้ฟังว่าทำมาหากินแล้ว รักษาศีลลำบากเหลือเกิน

ดังนั้นการที่เราจะสามารถทำลายความอยากต่างๆ ได้หมดนี้เราต้องเข้าถึงขั้นภาวนา ขั้นทาน ขั้นศีลนี้เหมือนขั้นบันไดที่จะดึงให้เราให้เข้าสู่การภาวนา การทำทานก็เพื่อให้เราได้หยุดการหาเงินหาทอง ถ้าเราทำทานได้ก็แสดงว่าเรามีเงินมากพอแล้วไม่ต้องหาแล้ว พอเราไม่ต้องหาเราก็จะมีเวลามาภาวนาได้ ถ้าเราทำทานได้ เราก็จะรักษาศีลได้ ถ้าเราไม่รักษาศีลการกระทำบาปมันจะทำให้เราวุ่นวาย ทำให้ใจเรามีความทุกข์ ซึ่งจะทำให้การภาวนานี่ยาก ถ้ามีศีลแล้วใจจะเย็นใจจะไม่วุ่นวายไม่วิตกไม่กังวล ดังนั้นเราต้องทำทานรักษาศีลให้ได้ ทำทานเพื่อหยุดการทำมาหากินนั่นเอง หยุดการหาเงินหาทอง คือถ้าเราเอาเงินที่เราหามาได้ไปซื้อของตามความอยาก มันก็จะทำให้อยากซื้อไปเรื่อยๆ อยากเที่ยวไปเรื่อยๆ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ เมื่อไม่พอใช้ก็ต้องไปทำงานต่อ ทำงานก็จะไม่มีเวลามาภาวนา

ถ้าไม่ภาวนาแล้วมันก็จะไม่มีทางที่จะหยุดความอยากได้ ต้องภาวนา ภาวนาก็มี ๒ ระดับ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนาก็หยุดความอยากชั่วคราว พอออกจากความสงบมาพอเผลอไปคิด กลัวความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดจากความอยากก็ต้องกล้าที่จะสละความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากการได้ซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แล้วเรามาขังตัวเองอยู่ในที่ปฏิบัติ บังคับให้มันเดินจงกรมนั่งสมาธิ เจริญสติไปเรื่อยๆ ต่อสู้กับความความคิดให้ได้ หยุดความคิดให้ได้ ถ้าหยุดความคิดได้แล้วแล้วเดี๋ยวก็จะสงบ สงบได้แล้วก็จะพบความสุขที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็อยากจะให้มีความสุขนี้มากๆ อยากจะรักษาความสุขนี้ไว้ ก็ต้องใช้ปัญญาสอนใจ สอนว่าสิ่งที่จะมาทำลายความสุขที่ได้จากความสงบนี้ก็คือความอยากต่างๆ นี่เอง เวลาเกิดความอยากก็อย่าไปทำตามความอยาก เพราะความสุขที่ได้จากการทำตามความอยาก เป็นความสุขเหมือนควันไฟ ความสุขเดี๋ยวเดียวแล้วก็จะมีความทุกข์ตามมา เพราะอยากจะได้ความสุขนั้นอีก อยากได้ความสุขนั้นเป็นไปนานๆ อยู่ไปนานๆ พอไม่นานก็ต้องหามาใหม่ หามาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เวลาหาก็เหนื่อย ไม่ใช่หาง่ายๆ ความสุขในโลกนี้ หาเงินแต่ละบาทนี้มันง่ายไหม กว่าจะได้เงินมาซื้อความสุขต่างๆ แล้วต่อไปร่างกายมันก็ต้องแก่ลงไปเรื่อยๆ ก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะไม่สามารถหาความสุขได้อย่างสะดวก อย่างง่ายดายและต่อไปเวลาตายไปก็หาไม่ได้ ตายไปแล้วก็ต้องไปใช้บาปใช้กรรม ไปรับผลบุญ กว่าจะเกิดเป็นมนุษยใหม่อีก แล้วก็ต้องกลับมาดิ้นรนใหม่แบบอีกที่เคยดิ้นรนมา

ออกจากท้องแม่ก็ต้องหัดเดิน หัดคลาน หัดกิน หัดดื่ม หัดพูด แล้วก็ต้องไปโรงเรียน เรียนหนังสือใหม่ จบมาก็ต้องมาทำมาหากินใหม่ ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าไม่ทำลายความอยากให้หมดไปจากใจ

ดังนั้นการภาวนานี้เป็นงานที่สำคัญมาก งานถอนภพถอนชาติ งานทำลายความทุกข์ทุกรูปแบบ ให้หมดไปจากจิตจากใจ ไม่มีงานอันใดที่จะทำได้ งานของนายกฯก็ทำไม่ได้ งานของรัฐมนตรีก็ทำไม่ได้ งานของผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ทำไม่ได้ งานของหมอในโรงพยาบาลก็ทำลายความอยากต่างๆ ไม่ได้ งานทั้งหลายในโลกนี้ทำลายความอยากไม่ได้แม้แต่งานเดียว มีแต่รับใช้ความอยาก มีแต่ตอบสนองความอยาก ไม่ใช่มาทำลายความอยาก มาสนับสนุนความอยาก

อย่างงานที่พวกเราทำนี้ส่วนใหญ่ทำเพื่อตอบสนองความอยากทั้งนั้นแหละ มีส่วนเล็กๆ เท่านั้น ที่เราทำเพื่อดูแลรักษาร่างกาย เช่นเงินเดือนนี้ได้มา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ เอาไปใช้กับการดูแลรักษาร่างกายสักกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือนี้เอาไปใช้ตามความอยากทั้งนั้น เอาไปใช้ตามความอยากทั้งนั้น ดังนั้นอย่าไปหลงทำงานแบบนี้ให้เสียเวลาจะไม่ได้รับผลที่พระพุทธเจ้าได้รับ คือการดับทุกข์กับการได้พบกับความสุขที่แท้จริงที่ถาวร ต้องภาวนาเท่านั้น สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา

สมถภาวนาคือเจริญสติก่อน ไม่มีสติก็นั่งสมาธิก็ไม่สงบ ถ้ามีสติแล้วนั่งสมาธิเดี๋ยวเดียวก็สงบ สงบแล้วก็จะหยุดความอยากได้ชั่วคราว ได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่แล้วขั้นต่อไปออกจากความสงบ ก็ต้องคอยเฝ้าดูความอยาก มันโผล่มาเมื่อไหร่ก็ต้องฆ่ามันทันทีอย่าไปทำตามความอยาก อยากจะกินกาแฟก็ทุบถ้วยกาแฟทิ้งไปเลย โยนกาแฟทิ้งลงถังขยะไปเลย ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป อยากจะดื่มแป๊บซี่ก็โยนทิ้งไปเลย ฆ่ามันให้หมด อยากจะสูบบุหรี่ก็โยนทิ้งไปเลย อยากจะดื่มสุราก็เทใส่ลงไปในชักโครกเลย ไวน์เวยแชมปงแชมเปนญ์อะไรเทใส่ชักโครกให้หมด ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แล้วต่อไปมันจะได้ไม่ต้องมาเสียเงินซื้อเงินที่เป็นพิษเป็นภัยทั้งกับจิตใจทั้งกับร่างกาย

นี่ต้องใช้ปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาก็จะไม่รู้ว่าทุกข์เกิดจากความอยาก นี่เราได้ปัญญาของพระพุทธเจ้า มาเป็นต้นทุนแล้วเราไม่ต้องไปหาเอง เรารู้แล้วว่าปัญหาของเราอยู่ที่ความอยาก ดังนั้นเวลาเกิดความอยาก เราต้องหยุดมันอย่างเดียว เราหยุดได้แล้วเพราะเรามีสมาธิ เพราะเวลาทำสมาธินี้มันหยุดความอยากได้แล้ว เรามีเบรคแล้ว พอมีเบรคแล้วเวลาจะเบรคความอยากก็ทำได้ทันที เฉยๆ เท่านั้นเอง อยู่เฉยๆเป็นอุเบกขา ไม่ทำตามมันเท่านั้นเอง คนที่มีสมาธิไม่ทำตามความอยากจะไม่เครียดไม่ทุกข์ แต่คนที่ไม่มีสมาธิมันเครียด เหมือนกับรถที่ไม่มีเบรค มันจะชน คนขับมันจะเครียดไหม แต่คนที่เขามีเบรคเขาไม่เครียดเขารู้ว่าไม่ไปชน

ดังนั้นต้องมีสมาธิก่อน เพราะสมาธิเป็นเบรคของใจ เมื่อมีเบรคใจแล้วเวลาเจอตัณหาก็เบรคเลย หยุดเลยเท่านั้นเอง ไม่ทำตามเท่านั้นเอง มันอยากจะกินกาแฟก็ไม่กิน อยากจะกินกาแฟก็โยนทิ้งไป อยากจะสูบบุหรี่ก็เอาบุหรี่โยนทิ้งไป ต่อไปมันก็ไม่มีอะไรจะมาทำให้เราทำตามมันได้ เรามีสมาธิแล้วเราพอแล้วเรามีความสุขแล้ว แล้วพอไม่มีความ อยากความสุขที่ได้จากสมาธิ ก็กลายเป็นความสุขถาวรไป เป็นปรมัง สุขังไป เท่านั้นก็จบ งานของเราก็มีแค่นี้หยุดความอยากด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยการสนับสนุนของทานและของศีลนี่เอง

ดังนั้นก็ขอให้เอาไปปฏิบัติกันนะ ทางนี้เป็นทางเดียวที่จะพาไปสู่การดับทุกข์ได้ เเละก็ดับได้จริงๆ พราะมีผู้ดับมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ดับด้วยทางนี้ พระสาวกทั้งหลายก็ดับด้วยทางนี้ พวกเราถ้าใช้ทางนี้ก็ดับได้เหมือนกัน.

ธรรมะบนเขา (สนทนาธรรม) วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต