ความสูงต่ำของใจวัดที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส

พระอริยะท่านเห็นอริยสัจ ๔ ในใจของท่านตลอดเวลา พอทุกข์เกิดขึ้นนี้ท่านไม่ไปมองคนที่ทำให้ท่านทุกข์ ท่านมองตัณหาความอยาก คนที่พูดนี้เขาเพียงแต่ไปแหย่ให้ตัณหามันเกิดขึ้นมาเท่านั้นเอง และต้องแก้ที่ตัวนี้ไม่ได้ ไม่ไปแก้ที่คนที่ทำที่พูด ไปทะเลาะกับเขาไปว่ากับเขาไปเถียงกับเขาให้ปากเปียก ปากฉีกทำไม ยิ่งทุกข์ใหญ่ ยิ่งร้อนใหญ่ พอเขาว่าอะไรเราไม่สบายใจ เราก็กลับมาดูที่ใจเรา เพราะอะไรหนอเราถึงไม่สบายใจ อ๋อ…เพราะเราไม่อยากให้เขาว่าใช่ไหม แค่นั้นเอง ถ้าเราอยากให้เขาว่าแล้วเป็นไง เราก็สมใจใช่ไหม นี่พระอริยะจิตท่านเข้าข้างในใจไง ผู้ที่จะเป็นพระอริยะได้ จึงต้องมีสมาธิก่อน จิตต้องเข้าข้างใน เข้าข้างในเป็นหลัก อยู่ข้างในตลอดเวลา อยู่ข้างในก็จะเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าไม่เห็นก็ผลิตขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่จะมี ๒ ตัวที่จะเห็นชัดอยู่ในใจเราเสมอก็คือทุกข์ กับสมุทัย แต่มรรคนี่เรายังไม่ได้เจริญมันเลยยังไม่ค่อยมี พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราเจริญมรรคให้มากๆ มรรคก็คือปัญญา มรรคก็คือไตรลักษณ์นี่เอง ให้คิดอยู่เรื่อยๆ คิดถึงเรื่องไตรลักษณ์อยู่เรื่อย คิดถึงอนัตตาอยู่เรื่อยๆ ทุกอย่างเป็นอนัตตา สัพเพธัมมาอนัตตา ต่อไปพอเรามีมรรคแล้ว พอเกิดตัณหาขึ้นมาปั๊บ เราก็ใช้มรรคเข้ามาแก้ได้เล

พระอริยเจ้าท่านจะไม่ไปแก้ปัญหาข้างนอก ท่านจะแก้ข้างใน เพราะปัญหาจริงอยู่ข้างใน ต้นเหตุของปัญหาอยู่ข้างใน ไม่ได้อยู่ข้างนอก ใครด่าเรานี้ท่านจะไม่ไปยุ่งกับคนที่ด่า ท่านกลับมาสอนใจว่านี่ไง ไปอยากให้เขาไม่ด่าก็เลยทุกข์ ถ้ายอมให้เขาด่าได้ก็สบาย ดังนั้นต้องหัดทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วให้ได้ ทำตัวให้เป็นปฐพี ใครอยากจะเหยียบ ใครอยากจะย่ำก็ทำไป ส่วนความสูงต่ำนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องของสมมุติไม่ใช่เรื่องของใจ ใจไม่มีสูงไม่มีต่ำ ใจของทุกคนเหมือนกันหมด ใจของพระเจ้าเเผ่นดิน ใจของขอทานเหมือนกัน ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ที่มีสูงมีต่ำเป็นสมมุติของร่างกาย ร่างกายมาเกิดเป็นลูกของพระเจ้าเเผ่นดินก็เป็นลูกของเจ้าฟ้าไป มาเกิดเป็นขอทานก็เป็นลูกของขอทานไป อันนั้นสมมุติ สมมุติมันก็เป็นของที่เปลี่ยนได้ขึ้นๆ ลงๆได้ ขอทานกลายเป็นเศรษฐีก็ได้ พระเจ้าเเผ่นดินกลายเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่ก็ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของสมมุติกัน เราก็ปฏิบัติไปตามสมมุติไป เพียงแต่อย่าไปยึดอย่าไปติดอย่าไปหลงว่ามันเป็นของแท้ของจริง ของแท้ของจริงก็คือใจที่เป็นผู้รู้ และทุกข์หรือไม่ทุกข์ก็อยู่ที่หลงหรือไม่หลงเท่านั้นเอง ถ้าไม่หลงก็จะไม่ทุกข์กับสมมุติต่างๆ ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ ให้เป็นขอทานก็ได้

เห็นไหม พระพุทธเจ้าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าฟ้า แล้วมาเป็นขอทานเป็นพระก็เป็นได้ เพราะท่านไม่หลง ท่านรู้ว่ามันเป็นสมมุติเท่านั้นเอง มันเป็นเหมือนตัวละคร ไปเล่นละครแล้วแต่ผู้กำกับจะให้เราเล่นบทไหน เราก็เล่นไป ละครเรื่องนี้ก็บอกให้เป็นเจ้าชายนะ ละครเรื่องหน้าเขาบอกให้เป็นผู้ร้าย เป็นผู้ร้ายก็ได้เป็นเจ้าชายก็ได้ขอให้มีเงินเดือนก็แล้วกัน นี่ก็เหมือนกันใจของเราไม่มีสูงไม่มีต่ำ มีเพียงแต่ว่ามีทุกข์มีสุขมากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง เพราะมีกิเลสมากน้อยต่างกัน นี่เราต่างกันที่ตรงนี้ เราต่างกันที่กิเลสกับธรรม เรามีกิเลสมากหรือมีธรรมมากกว่ากันเท่านั้นเอง ถ้ามีธรรมมากก็ถือว่าสูง อย่างพระพุทธเจ้านี้มีธรรมเต็ม ๑๐๐ ก็สูงสุด รองลงมาก็พระอรหันต์ รองลงมาก็พระอนาคามี มีธรรมไม่เต็มเหมือนกับพระพุทธเจ้า พระโสดาบันก็มีน้อยกว่าพระสกิทาคามี พระสกิทาคามีก็มีน้อยกว่าพระอนาคามี พระอนาคามีก็มีน้อยกว่าพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์นี้มีเท่ากัน ท่านมีธรรมเท่ากัน ธรรมที่ทำให้ใจบริสุทธิ์นี้มีเท่ากัน

นี่คือความสูงต่ำของใจอยู่ที่ตรงนี้อยู่ที่ใจมีกิเลสหรือไม่มี แต่ทางร่างกายเขามีสมมุติกัน เราเรียนหนังสือจบแล้วเราไปทำงานเราก็ได้ตำแหน่งสูงกว่าคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ คนเรียนหนังสือจบเขาไปเป็นร้อยตรีเป็นเรือตรี คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็ไปเป็นภารโรง เช่นเราไปอยากให้ฝนหยุดตกได้ไหม เรารู้ว่าเราอยากไม่ได้เราก็เลยไม่ทุกข์กับมัน เพราะเราเห็นเขาเป็นอนิจจัง เห็นอนัตตาไม่ใช่ของเราสั่งไม่ได้ แต่ทำไมร่างกายของเรา เราถึงต้องไปทุกข์กับมันด้วย ทั้งๆ ที่มันก็เหมือนกันสั่งมันได้ที่ไหน มันก็มีเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ อาบน้ำมันก็สดชื่นสะอาด พอไม่อาบสักพักมันก็เหม็นมันก็มีอาการรู้สึกไม่ดี ร่างกายเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อไคล เสื้อผ้าที่ใส่ก็ส่งกลิ่นเหม็น ไปห้ามมันได้หรือเปล่า ห้ามไม่ให้ร่างกายมันไม่เสื่อมได้ไหม อาบน้ำหนเดียวแล้วให้มันหอมให้มันสะอาดไปตลอดเวลาได้หรือเปล่า มันไม่ได้ นี่แหละปัญญาอยู่ตรงนี้ ต้องมองให้เห็นไตรลักษณ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเห็นแล้วมันจะไม่ยึดไม่ติดไม่อยาก มันจะปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องของมัน แล้วจะไม่ทุกข์ ที่ทุกข์เพราะไปจัดการกับมันแล้ว ร่างกายของเรานี้เราไปทุกข์กับมันเพราะเราพยายามไปจัดการกับมัน หายูกหายาหาอะไรต่างๆ นานา มาบำรุงบำเรอมันแล้วเป็นอย่างไร มันก็แก่เจ็บตายเหมือนกัน คนไม่ไปหาอะไรมาบำรุงบำเรอ มันก็แก่เจ็บตายเหมือนกัน อาจจะช้าเร็วต่างกันเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เสมอไป บางคนไม่หาอะไรเลยตายช้าก็มี บางคนก็หาอะไรมาแทบเป็นแทบตาย ตายเร็วก็มี มันไม่มีอะไรแน่นอน อย่าไปกังวลกับมันเลย อย่าไปยุ่งกับมันดูแลแบบสบายๆ ก็พอ แบบที่พระพุทธเจ้าสอนพระ วันหนึ่งก็บิณฑบาตหนเดียว ได้อะไรมาก็กิน กินแล้วก็จบ ที่อยู่อาศัยที่ไหนก็หลบแดดหลบฝนได้ก็พอ

ยารักษาโรคมีอะไรก็กินไป รักษาหายก็หาย รักษาไม่หายก็ตาย เดี๋ยวก็ตายด้วยกันทุกคน แต่ใจไม่วุ่นวาย ใจเย็นใจสบาย พวกเราทุกคนเดินไปที่จุดหมายปลายทางอันเดียวกันทุกคน เดินไปสู่ความตายด้วยกัน จะเดินแบบไหน เดินแบบวุ่นวาย เดินแบบสบายใจมันก็ถึงจุดหมายปลายทางอันเดียวกัน บางคนเดินแบบวุ่นวาย ตั้งแต่ตื่นจนหลับนี้มีเรื่องต้องทำอยู่ทั้งวัน ยิ่งร่ำยิ่งรวยยิ่งมีงานมีภารกิจวุ่นวายไปหมด คนนั้นโทรมาคนนี้โทรมาเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาจิตหมุนติ้วรอบด้านไปหมดเลย เวลานอนนนี้นอนไม่หลับ เวลานอนก็ฝันถึงเรื่องงานการอยู่นั่นแหละ แล้วได้อะไร ได้เงินมาก้อนหนึ่งไม่มีเวลาไปใช้เงิน

ใช้เงินก็เดี๋ยวเดียว ความสุขเดี๋ยวเดียว ห่วงงานแล้ว บางทีไปเที่ยวก็มีงานตามมาอีก ถ้าใจไม่สงบมันหาความสุขไม่เจอหรอก ไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นมาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนดีกว่า พยายามหาเวลามาปฏิบัติธรรม หยุดใช้เวลาไปกับการหาเงินใช้เงิน เพราะมันเป็นวงจรอุบาทว์หามาแล้วก็ต้องใช้ ใช้หมดแล้วก็ต้องหาใหม่ มันก็วนอยู่อย่างนี้มันไม่ไปไหนหรอก ความสุขที่ได้จากการใช้เงินก็หมดไป ความทุกข์ที่เกิดจากการหาเงินก็เกิดขึ้นมาใหม่ สลับกันไปอย่างนี้สุขทุกข์กับการหาเงินใช้เงินไปจนวันตาย จนกระทั่งวันที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ตอนนั้นก็ซึมเศร้าอยู่เฉยๆ คนหนุ่มคนสาวเขาก็ไปเที่ยวไปเล่นหกัน ปล่อยให้คนแก่นั่งอยู่บ้าน แต่ถ้าทำใจให้สงบได้ ร่างกายจะอยู่ในสภาพไหนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ใจมีความสุขเหมือนกับตอนที่ร่างกายปกติ เพราะไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องทำความสุข ใช้ธรรมะใช้สติใช้สมาธิใช้ปัญญา

ขอให้เราพยายามสร้าง ๓ ตัวนี้ ๓ สหาย มิตรแท้ของพวกเรา หรือจะเรียกว่าผู้ช่วยที่แท้จริงของเราก็ได้ ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญาแล้วเราจะไม่มีความทุกข์ เราจะมีแต่ความสุขไปตลอด สติก็คือต้องควบคุมความคิด อย่าคิดให้อยู่กับอารมณ์เดียวเรื่องเดียว พุทโธๆ ไปอย่างเดียว สมาธิก็นั่งหลับตาจิตรวมลงเข้าสู่อัปปนา สักแต่ว่ารู้เป็นอุเบกขา เรียกว่าสมาธิ ออกจากสมาธิมาก็รักษาอุเบกขาด้วยปัญญา ตัวที่จะทำลายอุเบกขาก็คือตัณหาความอยาก ตัวที่จะมาทำลายตัณหาความอยากก็คือไตรลักษณ์ ก็คือปัญญา ไตรลักษณ์กับอสุภะด้วย อสุภะก็มาดับความอยากในกาม เห็นคนรูปหล่อเห็นผู้หญิงสวยๆเกิดกามอารมณ์ขึ้นมา ก็ต้องดูตับไตไส้พุงเขา ดูสิ่งที่ไม่สวยงามของเขา ดูแล้วมันก็จะผงะ ลองไปเปิดภาพที่เขาผ่า เมื่อเช้านี้กลับมาจากบิณฑบาต หมาตัวหนึ่งถูกรถทับตาย ไส้ไหลออกมา นี่พวกเรามีไส้ด้วยกันทุกคนเห็นหรือเปล่า เคยเห็นไส้ของตัวเองบ้างไหม เห็นของเราไม่สำคัญเห็นของคนที่เรารักซิ ที่เราหลง ลองขอแฟนบอกพี่เอาไส้มาให้ดูหน่อยไม่ได้หรือ .

ธรรมะบนเขา (สนทนาธรรม) วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต