เข้าหาครูบาอาจารย์

ความเคารพครูอาจารย์นี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก ครูอาจารย์จะสั่งสอนเราได้ ก็ต่อเมื่อเราให้ความเคารพ ถ้าเราไม่ให้ความเคารพ แสดงว่าเราไม่ให้ความเชื่อฟัง เมื่อเราไม่ให้ความเชื่อฟัง สั่งสอนไปก็เสียเวลาเปล่าๆ เวลาที่ครูอาจารย์จะสั่งสอนใครก็ต้องดูอาการของคนที่มารับการศึกษาว่า มาแบบไหน ถ้ามาแบบสูงกว่าก็ถอย คือบางทีมาสอน ไม่ได้มารับคำสอนก็มี หรือเวลาสอนก็เถียงกลับ อย่างนี้สอนไปก็เปล่าประโยชน์ เหมือนกับเรื่องพระโปฐิละ ที่เคยเล่าให้ฟัง ที่ไปขอสามเณรให้เป็นอาจารย์ พระโปฐิละมีพรรษาตั้ง ๓๐-๔๐ พรรษา แต่สามเณรยังไม่ได้พรรษาเพราะไม่ได้บวชเป็นพระ แต่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ ก็ไปขอศึกษาธรรมะจากสามเณร เพราะพระอรหันต์รูปอื่นไม่ยอมสอนเหลือสามเณรองค์เดียว พระโปฐิละยอมอุปัฏฐากสามเณรทุกอย่าง ล้างบาตรให้ กวาดถูกุฏิให้ ซักจีวรให้ รับใช้ทำตามคำสั่งทุกอย่าง จนสามเณรเห็นว่าเป็นคนมีความเคารพเชื่อฟังแล้ว จึงสอนธรรมะให้ พอสอนไม่นานพระโปฐิละก็บรรลุธรรม นี่คือความสำคัญของความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ครูอาจารย์ท่านมีความรู้มากกว่าเรา ถ้าเราอยากจะได้ความรู้ เราก็แสดงเจตนาว่าเราพร้อมจะรับคำสั่งสอนจากท่าน

การทำความเคารพที่ดีที่สุดคือที่ใจ ผู้ที่ร่างกายคารวะแต่ใจไม่คาวระก็ถือว่าไม่ได้คารวะอยู่ดี คือทำเเบบฝืนๆ ขัดๆ คือต้องทำเพราะว่าไม่อยากจะโดนคนอื่นว่ากล่าวติเตียน อย่างนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะเป็นการเสแสร้ง ไม่ได้ออกจากใจ และผู้ที่รับการคาวระก็จะดูออกด้วย ว่าทำแบบเสเเสร้งหรือทำแบบออกจากใจจริงๆ ถ้าไม่แน่บางทีท่านก็มีวิธีทดสอบดู ถ้ากราบแล้วเดินหนีไปเลยดูซิจะทำยังไง อย่างหลวงตา บางทีไปกราบท่าน ท่านลุกเดินหนีเลย ดูซิเราจะทำยังไง เราจะโกรธหรือเปล่า ถ้าเราโกรธ ถ้าเรามีความเคารพท่านเราจะไม่โกรธ แต่ถ้าเสเเสร้งก็จะแสดงกิริยาอาการโกรธขึ้นมาทันที “กูไม่มาแล้ววัดนี้ อุตส่ากราบแล้วยังลุกหนีอีก

ครูอาจารย์ท่านมีวิธีดัดกิเลสคนเยอะเเยะไปหมด ดังนั้น เวลาเข้าหาครูอาจารย์ต้องใจเด็ดจริงๆถึงจะเข้าถึง ถ้าใจไม่เด็ดจริงๆเข้าไม่ถึงหรอก เพราะท่านจะมีวิธีการทดสอบต่างๆนานๆ เพราะท่านก็เคยถูกทดสอบมาแล้ว เวลาท่านเข้าหาครูอาจารย์ท่านก็เคยถูกทดสอบมาก่อน ครูอาจารย์แต่ละองค์ท่านก็จะทดสอบความจริงใจของเราว่า จริงหรือเปล่า พอท่านมาแล้วท่านก็มีวิธีที่จะทดสอบพวกเรา มีในพระไตรปิฎกท่านแสดงไว้ว่า สมมุติว่าเรา ไปกราบครูอาจารย์แล้วเรามีความเคารพ เราอยากไปศึกษากับท่าน และถ้าท่านขับไล่ไสส่ง อย่าไปสนใจทำเป็นหูทวนลม อยู่ไป เจอหน้าท่านทีไรท่านจะไล่ ก็ปล่อยให้ด่าไปเราก็อยู่ของเราไป นี่แหล่ะคือการทดสอบใจกัน ไม่ใช่ทำเป็นคนหน้าบาง พอท่านไล่ตะเพิดก็ไปเปิดเลยไม่กลับเลย แสดงว่าใจไม่ถึง ต้องหน้าด้าน แต่ด้านเพื่อความดีไม่ใช่เพื่อความชั่ว ครูอาจารย์ท่านมีหลายวิธีทดสอบ อย่างกรณีสามเณรทดสอบเพราะโปฐิละเถระ ให้ลงไปในน้ำหาของ ทั้งทีจีวรพระโปฐิละตัดเย็บอย่างดี เป็นจีวรสวยงาม แต่พอลงน้ำตัวเปียก สามเณรก็บอกเปลี่ยนใจไม่เอาละให้ขึ้นมา เพื่อจะดูว่าพระโปฐิละมีกิริยาอาการอะไรหรือเปล่า แต่ท่านก็เฉย ไม่มีอาการโกรธเลย นี่แหล่ะคือวิธีทดสอบของครูอาจารย์

ดั้งนั้นถ้าท่านแสดงกิริยาอาการอะไรออกมาก็ถือการทดสอบ ในเมื่อเราเชื่อว่าท่านคือครูอาจารย์ของเรา ท่านมีสิ่งที่ดีสอนธรรมะให้กับเรา เราจะได้รับประโยชน์จากท่าน เราก็ต้องอดทน เพราะท่านทดสอบความอดทน เพราะการที่เรานั่งสมาธิที่จะฝ่าความเจ็บความปวดไปได้ต้องมีความอดทน ถ้าไม่มีความอดทนเจ็บนิดหน่อยก็ไม่มีกำลังที่จะพุทโธละ สติแตก พิจารณาไม่ได้ พุทโธก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีความอดทนก็จะสามารถบริกรรมพุทโธ จนผ่านความเจ็บนั้นไปได้

ขันติ ท่านบอกว่าเป็นตปะ คือเป็นไฟแผดเผากิเลส “ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา”ผู้ที่จะสามารถเผากิเลสเอาชนะกิเลส ต้องมีขันติ มีความอดทนเป็นขันติบารมี นอกจากอธิษฐานบารมี สัจจะบารมี วิริยะบารมี นอกจากบารมีเหล่านี้แล้ว ขันติบารมีเป็นตัวนี้แหล่ะ นำพาให้เราปฏิบัติได้ ถ้าเราไม่มีอธิษฐานไม่มีความสัจจะความตั้งใจแน่วแน่ สัจจะคือความแน่วแน่ วิริยะ คือความพากเพียร ขันติคือความอดทน เราจะไม่สามารถปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนาได้

แต่ถ้าเรามีบารมีทั้ง 4 นี้เราก็สามารถปฏิบัติได้อย่างรถสะเท้นน้ำสะเทิ้นบก ขึ้นเขาลงห้วยได้ ปฏิบัติได้ ดังนั้น ถ้าเราอยากไปทางนี้เราต้องตรวจตราว่าเรามีความตั้งใจจริง มีสัจจะ คือความแน่วแน่ มีความขยัน มีความอดทนหรือไม่ ถ้าไม่มีสักข้อก็ หาหมอนหาเสื่อดีกว่า.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต