นั่งสมาธิบางครั้งก็สงบ บางครั้งก็ไม่สงบ

ถาม : ท่านอาจารย์คะ บางครั้งที่เรานั่งสมาธิ บางครั้งก็สงบ บางครั้งก็ไม่ค่อยสงบ ก็มานั่งคิดว่า คราวที่แล้วที่มันสงบนี่ทำอย่างไรหนอถึงสงบแบบนั้น ก็นึกไม่ออก ทำอย่างไรถึงจะสงบได้อีก

พระอาจารย์ : ท่านก็สอนว่า เวลาสงบแล้วออกจากสมาธิ เวลาที่เลิกนั่งเราควรทบทวนว่า วันนี้เรานั่งอย่างไรจึงสงบ พยายามจำไว้ แต่ถ้าจำไม่ได้ก็ต้องมาทบทวนใหม่ มานั่งคิดใหม่ แต่ความจริงก็อยู่ที่ใจเราเป็นหลัก ว่าอย่าไปหวังผลจากการนั่ง อย่าไปคาดว่าวันนี้จะนั่งให้สงบให้ได้ เป็นการสร้างความกดดันให้กับเรา เราก็จะคอยนั่งคิดว่าเมื่อไรจะสงบสักที เมื่อไรจะสงบสักที นี่ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้สงบ จิตสงบได้ก็ต่อเมื่อลืมเรื่องราวต่างๆทั้งหมด ให้อยู่กับปัจจุบัน ให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรืออยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆๆอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะสงบได้ สงบยากหรือไม่ยากบางทีก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย บางทีวันนั้นเราไปมีเรื่องมีราวกับคนนั้นคนนี้ มีอารมณ์ค้างๆอยู่เยอะ ก็จะเคลียร์ยากหน่อย ทำให้สงบยากหน่อย

แต่อีกวันหนึ่งไม่มีเรื่องไม่มีราวอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ ไม่มีอารมณ์กับอะไร เวลามานั่งแล้วใจไม่ไปยึดไปติดไปคิดเรื่องราวต่างๆที่ผ่านไปแล้ว และก็ไม่ได้ไปหวังว่าจะต้องสงบ เพียงแต่ทำใจให้อยู่กับพุทโธๆๆไปเท่านั้น ก็จะสงบได้ง่าย หลักอยู่ที่สติกับพุทโธหรือสติกับลมหายใจ จึงเรียกว่าอานาปานสติ มีสติรู้อยู่กับลมเข้าลมออก หรือพุทธานุสติ มีสติรู้อยู่กับพุทโธ นี่คือหลักของการทำจิตให้สงบ ให้อยู่ในปัจจุบัน ให้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ จะเป็นการบริกรรมก็บริกรรมไป จะเป็นการสวดมนต์ก็สวดไป แต่อย่าไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านไปแล้ว หรือคาดคะเนถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการสวดมนต์ หรือจากการบริกรรมพุทโธ ว่าวันนี้บริกรรมดีเดี๋ยวจะต้องสงบแน่ๆ แบบนี้ก็คิดไม่ได้ ไม่ต้องคิดทั้งสิ้น วันนี้จะต้องเป็นเหมือนเมื่อวันก่อนแน่นอน ถ้าคิดอย่างนี้มันไม่สงบ แล้วจะเริ่มเกิดความกังวล เกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา ก็จะกลายเป็นนิวรณ์ขึ้นมา

อย่าไปคิดถึงอดีต อย่าไปคาดอนาคต ให้อยู่ในปัจจุบัน ให้มีสติรู้อยู่กับงานที่เรากำหนดให้จิตทำอยู่ ถ้าพุทโธก็พุทโธอย่างเดียว อย่าไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ถ้าจะกำหนดดูลมหายใจเข้าออกโดยไม่ใช้การบริกรรม ก็ให้ดูแต่ลมอย่างเดียว ลมหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ถ้าสังเกตดูว่าลมสัมผัสตรงไหนเด่นชัด ก็ให้เกาะอยู่ตรงจุดนั้นก็ได้ เช่นแถวปลายจมูก หรือบริเวณเหนือริมฝีปากขึ้นมา ลมจะสัมผัสตรงนั้นเวลาเข้าเวลาออก ไม่ต้องตามลมเข้าไป ไม่ต้องตามลมออกมา ให้อยู่ที่จุดนั้นจุดเดียว อันนี้แล้วแต่ความถนัด บางคนก็ไม่ถนัดลมแต่ถนัดพุทโธ บางคนก็ถนัดทั้ง ๒ อย่าง หายใจเข้าก็ว่าพุท หายใจออกก็ว่าโธ หรือหายใจเข้าก็ว่าพุทโธ หายใจออกก็ว่าพุทโธ แล้วแต่จริต จะไปทำเหมือนคนอื่นไม่ได้ แต่ละคนมีความแตกต่างกัน

พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดกรรมฐานไว้ถึง ๔๐ ชนิดด้วยกัน ไม่ได้มีแต่พุทโธอย่างเดียว หรืออานาปานสติอย่างเดียว จะกำหนดดูโครงกระดูกก็ได้ หลับตาแล้วนึกเพ่งให้เห็นโครงกระดูกขึ้นมา แล้วก็เกาะติดอยู่กับโครงกระดูก หรือจะพิจารณาความตายก็ได้ พิจารณาดูซากศพของคนนั้นคนนี้ไว้เป็นอารมณ์ แล้วแต่จะถนัด หรือจะกำหนดเพ่งดูสีต่างๆก็ได้ เช่นหลับตาแล้วกำหนดให้เห็นสีแดงปรากฏอยู่ในจอภาพของใจเรา รักษาสีแดงให้ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ก็แล้วแต่จริตนิสัยของแต่ละคนที่เคยฝึกมาในอดีต เมื่อมาเกิดในชาตินี้ก็มาทำต่อ ถ้าไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย แต่ชอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ทำไป เพราะจริตก็มีอยู่ถึง ๖ ชนิดด้วยกัน คือ ๑. สัทธาจริต ๒.โทสจริต ๓. โมหจริต ๔. ราคจริต ๕. พุทธิจริต ๖. วิตกจริต พุทธิจริตหมายถึงพวกปัญญา ชอบพิจารณาความตาย พิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย หรืออาการใดอาการหนึ่งของร่างกาย พวกโมหจริตชอบอานาปานสติ พวกสัทธาจริตชอบพุทธานุสติ เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชอบการเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ พวกโทสจริตควรจะเจริญเมตตา เพื่อระงับดับความโกรธ

กัณฑ์ที่ ๒๓๕ วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๙ (จุลธรรมนำใจ ๔)

“ยารักษาใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต