วัตรปฏิบัติ

วันนี้เลยขอถือโอกาสบอกให้ทราบว่ากิจวัตรของทางวัดนี้มีอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ ๔ นาฬิกา คือตี ๔ ก็จะมีการเปิดพระอุโบสถ สำหรับผู้ที่มีความต้องการจะเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์ ก็จะเข้าไปได้ตั้งแต่ตอนตี ๔ แล้วก็จะนั่งถึงตี ๕ เวลาตี ๕ ก็จะเป็นเวลาร่วมกันไหว้พระสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณตีห้าครึ่ง ก็เตรียมตัวออกบิณฑบาต หลังจากบิณฑบาตเสร็จกลับมาที่วัดแล้ว ก็มารวมกันที่ศาลาแห่งนี้ ดังที่ท่านได้เห็นมารวมกันฉันอาหารที่ศาลาแห่งนี้ อาหารที่ได้มาจากบิณฑบาตก็มาจ่ายแจกแบ่งปันกัน ส่วนญาติโยมที่มาทีหลังก็นำอาหารคาวหวานมาตักบาตรเพิ่มอีก จนกระทั่งถึงเวลานี้ ก็มีการสมาทานศีล และฟังเทศน์ฟังธรรม เสร็จจากนี้แล้วพระสงฆ์ก็จะอนุโมทนาให้พร แล้วญาติโยมก็จะร่วมกันรับประทานอาหารตามอัธยาศัย พระท่านก็จะฉันอาหารตามกิจวัตรของท่าน จนกระทั่งท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านก็จะนำภาชนะต่างๆ ที่ท่านใช้ฉันเช่นบาตร ฝาบาตร ช้อน แก้ว กระโถน นำไปล้างทำความสะอาดแล้วก็กลับมาเช็ดให้สะอาดให้แห้ง แล้วก็นำบาตรเข้าสู่ถลกบาตร เสร็จกิจเหล่านี้แล้วก็ช่วยกันเก็บกวาดถูศาลาให้เสร็จเรียบร้อย ปิดหน้าต่าง ปิดประตู ปิดไฟ ปิดพัดลม แล้วก็กลับสู่ที่พัก

เมื่อถึงที่พักก็เป็นเวลาว่างที่จะพักผ่อนตามอัธยาศัย ศึกษาอ่านหนังสือธรรมะ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม จนกระทั่งถึงเวลาประมาณบ่าย ๒ โมง ก็จะมีการร่วมกันฉันน้ำปานะ คือน้ำผลไม้หรือน้ำที่ฉันได้ในตอนบ่าย เช่นน้ำชากาแฟ น้ำอัดลมต่างๆ เสร็จแล้วประมาณบ่าย ๓ หรือบ่าย ๔ โมง ก็จะช่วยกันปัดกวาดลานวัด บริเวณรอบกุฏิ ทางเดิน ให้สะอาดเรียบร้อย เสร็จแล้วก็สรงน้ำเตรียมตัวเพื่อจะลงศาลาในตอนค่ำ ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรค่ำ นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ฟังธรรม ไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณทุ่มครึ่ง ก็จะแยกกันกลับสู่ที่พัก แล้วก็ปฏิบัติธรรมกันต่อตามอัธยาศัย เดินจงกรม นั่งสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณ ๔ ถึง ๕ ทุ่มก็พักผ่อนหลับนอน ประมาณ ตี ๓ ตี ๔ ก็ลุกขึ้นมาเพื่อปฏิบัติกิจต่อไป

นี่คือกิจกรรมหรือข้อวัตรปฏิบัติ ที่พระสงฆ์และสามเณรที่อยู่ที่วัดนี้ปฏิบัติกันเป็นประจำ ตั้งแต่มีการตั้งวัดนี้ขึ้นมา เป็นการปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ คือไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขาแปลว่าการศึกษา ๓ วิชา ไตรแปลว่า ๓ สิกขาแปลว่าการศึกษา ศึกษาศีล ศึกษาสมาธิ ศึกษาปัญญา ในเบื้องต้นก็ศึกษาจากหนังสือก่อน จากครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งสอน แล้วนำสิ่งที่ได้ศึกษามาปฏิบัติ เช่นศีลของพระมีอยู่ ๒๒๗ข้อ ก็ต้องควบคุมดูแลไม่ให้ละเมิดศีลเหล่านี้ ส่วนสมาธิก็คือการทำจิตใจให้สงบ ด้วยการนั่งไหว้พระสวดมนต์ นั่งกำหนดจิตให้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่เป็นเครื่องผูกจิต ให้จิตเข้าสู่ความสงบ เช่นกำหนดบริกรรมคำว่า พุทธโธๆๆ หรือกำหนดดูลมหายใจเข้าออก โดยมีสติควบคุมจิต ไม่ให้จิตลอยไปที่อื่น ให้รู้อยู่กับงานที่จิตกำลังทำอยู่ แล้วจิตก็จะค่อยๆสงบตัวลงเข้าสู่ความสงบ
เมื่อสงบแล้วจิตก็จะสบาย มีความสุข มีความอิ่ม มีความปีติ เป็นความสุขที่มหัศจรรย์ เป็นความสุขที่เลิศกว่าความสุขทั้งหลาย ที่เราเคยได้สัมผัสกัน ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเที่ยวเตร่ จากการรับประทานอาหารอันเลิศหรู หรือมีความสุขกับเพื่อนๆ เมื่อเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบสุขของจิตใจแล้ว ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้ พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า ไม่มีความสุขอันใดในโลกนี้ จะเสมอเท่ากับความสุขอันเกิดจากความสงบของใจ คือความสุขที่เกิดจากการไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิ จนกระทั่งจิตนิ่ง ไม่คิด ไม่ปรุงอะไร จะนิ่งอยู่ได้นานสักแค่ไหนก็สุดแท้แต่เหตุปัจจัย คือการปฏิบัติของจิตแต่ละดว

หลังจากที่จิตออกจากความสงบแล้ว ท่านทรงสอนให้เจริญวิปัสสนา เจริญปัญญาเป็นลำดับต่อไป คือพิจารณาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ข้าวของ เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย บุคคลต่างๆที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย จะเป็นพ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ลูก หลาน เพื่อนสนิทมิตรสหาย บุคคลเหล่านี้และสิ่งต่างๆที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนเป็นของที่มีการเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถไปห้ามได้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีการแก่ มีการเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตายเป็นธรรมดา มีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ถ้าพิจารณาสิ่งเหล่านี้อยู่เรื่อยๆแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ที่พิจารณาอยู่นี้กับผู้ที่พิจารณานั้น หาเป็นสิ่งอันเดียวกันไม่ คือเราจะเห็นว่าร่างกายของเรา ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ต่างกับผู้ที่พิจารณา ผู้ที่พิจารณาคือใจ คือผู้รู้ ส่วนผู้ที่ถูกพิจารณาก็คือกาย กายกับใจเป็นคนละส่วนกัน กายต้องเป็นไปตามสภาพของเขา แต่ใจไม่ได้เป็นไปกับกาย ใจก็เป็นไปตามเรื่องของใจ เมื่อกายแตกสลายไปแล้ว ใจก็ต้องไปตามสภาพของใจ ตามบุญตามกรรมที่ได้สะสมไว้ ถ้าสะสมบุญไว้มาก และเป็นวาระของบุญที่จะแสดงผล ก็จะได้ไปเกิดที่ดี สู่ที่ดี เรียกว่าไปสู่สุคติ ไปสู่ภพของมนุษย์ ของเทวดา ของพรหม ของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ถ้าทำกรรมไว้มาก และถึงวาระของกรรมที่จะแสดงผล ก็จะต้องไปสู่ทุคติ ไปสู่อบาย ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก

นี่คือเรื่องราวของกายและใจ เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ใจก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา จะเห็นโทษของการไปยึดไปติดกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ ถ้าเห็นว่าเป็นโทษ ก็จะปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางใจก็จะหลุดจากเครื่องพันธนาการทั้งหลาย มีกิเลสตัณหาเป็นตัวผูกมัดให้อยู่กับสิ่งต่างๆ แต่เมื่อใจได้พิจารณาเห็นตามสภาพความเป็นจริงว่า สิ่งต่างๆทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึด ไม่น่าครอบครองไว้เป็นของๆตน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น หาเป็นตัวเป็นตนไม่ หามีเจ้าของไม่ ล้วนเป็นธรรมชาติทั้งนั้น ธรรมชาติย่อมอยู่ตามธรรมชาติของเขา ใจผู้รู้เมื่อเข้าใจแล้วก็จะปล่อยวาง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะไปหลงยึดติดกับธรรมชาติทั้งหลาย ดังที่พวกเราทั้งหลายหลงยึดติดกัน เพราะใจของพวกเราไม่ได้รับการอบรม ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เมื่อเกิดมามีร่างกายอันนี้ก็ยึดติดกับร่างกายอันนี้ว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นเราเป็นของๆเรา และเมื่อโตขึ้น มีข้าวของ เงินทอง มีทรัพย์สมบัติ มีสามี มีภรรยา มีลูก ก็ไปครอบครอง ไปยึด ไปติดกับสิ่งเหล่านี้อีก ว่าเป็นเรา เป็นของๆเรา ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมชาติล้วนๆ ธรรมชาติเป็นผู้สร้างขึ้นมา ธรรมชาติเป็นผู้เอากลับคืนไป เมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านี้จะถูกธรรมชาติเอาคืนไป ถ้าผู้ที่ไปยึดไปติดอยู่ไม่เข้าใจ มีความหลงครอบงำอยู่ ก็จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร้องห่มร้องไห้
แต่ถ้าได้ศึกษา ได้ยิน ได้ฟังธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน ให้พวกเราคอยเจริญสติอยู่เสมอ เจริญปัญญาอยู่เสมอ เตือนตัวเราว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ร่างกายนี้เป็นของธรรมชาติ เขาให้เรามาอาศัยอยู่เหมือนกับบ้านที่เราเช่าอยู่หลังหนึ่ง บ้านนั้นไม่ใช่เป็นของๆเรา เจ้าของเขาให้เราอาศัยอยู่ เช่าอยู่ เราก็จ่ายค่าเช่าไป เมื่อถึงเวลาที่เขาจะมาเอาคืนไป เขาจะมารื้อไป เราก็คืนให้เขาไป

ถ้ารู้อยู่ตั้งแต่เริ่มต้นว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นของที่เขาให้เรายืมมาใช้ อยู่ไปวันๆหนึ่ง เราก็คอยเตรียมตัวเตรียมใจอยู่เสมอ ว่าวันใดวันหนึ่ง วันดีคืนดีเขาจะมาเอาคืนไป เมื่อพร้อมที่จะคืนให้เขาไปแล้ว เราก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะรู้มาแต่ต้นแล้วว่า เรามาตัวเปล่าๆ ในที่สุดเราก็ต้องไปตัวเปล่าๆ คือเรานี้หมายถึงใจของเรานี่แหละ ไปตัวเปล่าๆ สิ่งที่เอาไปได้ก็คือบุญกับบาปเท่านั้นเอง ส่วนสิ่งของต่างๆภายในโลกนี้ ย่อมอยู่ในโลกนี้ เพราะโลกนี้ไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นของธรรมขาติ เราเพียงแต่มาอาศัยอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง

ถ้าเราเข้าใจความจริงอันนี้แล้ว เราก็จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องคืนสิ่งเหล่านี้ให้เขาไป เราก็จะไม่เดือดร้อน.

กัณฑ์ที่ ๑๑๒ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๗)

“ข้อวัตรปฏิบัติ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต