ภิกษุณี

หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณไปแล้ว ๒ เดือน พระพุทธองค์จึงได้ประกาศพระศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันเพ็ญเดือน ๘ วันอาสาฬหบูชา และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงวันเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เป็นเวลาทั้งหมด ๔๕ ปีด้วยกัน ในระยะแรกๆของการประกาศพระพุทธศาสนา มีผู้มีจิตศรัทธาน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ไปประพฤติปฏิบัติและบรรลุเป็นพระอริยบุคคล และได้ขออุปสมบทในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นพระภิกษุเป็นจำนวนมาก แต่ในระยะแรกๆนั้นมีแต่บุรุษที่ขออุปสมบท ไม่มีสตรีได้ขออุปสมบทเลย

จนกระทั่งมาถึงในปีที่ ๕ ของการประกาศพระพุทธศาสนา ปีนั้นเป็นปีที่พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาได้เสด็จสวรรคต ก่อนที่พระเจ้าสุทโธทนะจะเสด็จสวรรคต พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรด ให้ได้ทรงบรรลุพระอรหัตตผล เสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ วันก่อนปรินิพพาน หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าสุทโธทนะแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะต่อจากพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดา เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า เป็นภคินี (น้องหญิง) ของพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดา ทรงมีจิตศรัทธาอยากจะออกบวชเป็นภิกษุณี จึงได้กราบขอประทานอนุญาตจากพระพุทธเจ้า

วันหนึ่งขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นิโครธารามในเมืองกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าและทูลขออนุญาตให้สตรีสละเรือนออกบวชในพระธรรมวินัย แต่การณ์นั้นมิใช่ง่าย พระพุทธเจ้าตรัสห้ามเสียถึง ๓ ครั้ง ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองเวสาลี ประทับที่กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน พระนางมหาปชาบดีโคตมีไม่ละความพยายาม ถึงกับปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวะเอง ออกเดินทางพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะจำนวนมาก ไปยังเมืองเวสาลีและได้มายืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูนอกกูฏาคารศาลา พระบาทบวมพระวรกายเปรอะเปื้อนธุลี

พระอานนท์มาพบเข้า สอบถามทราบความแล้วรีบช่วยไปกราบทูลขออนุญาตให้ แต่เมื่อพระอานนท์กราบทูลต่อพระพุทธเจ้าก็ถูกพระองค์ตรัสห้ามเสียถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดพระอานนท์เปลี่ยนวิธีใหม่ โดยกราบทูลถามว่าสตรีออกบวชในพระธรรมวินัยแล้วจะสามารถบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตผลได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าได้ พระอานนท์จึงอ้างเหตุผลนั้นพร้อมทั้งการที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นพระมาตุจฉาและเป็นพระมารดาเลี้ยงมีอุปการะมากต่อพระองค์ แล้วขอให้ทรงอนุญาตให้สตรีออกบวช

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าพระนางจะต้องรับปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ประการ คือ ๑. ภิกษุณีแม้บวชร้อยพรรษาแล้วก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้บวชวันเดียว ๒. ภิกษุณีจะบวชอยู่ในวัดที่ไม่มีภิกษุไม่ได้ ๓. ภิกษุณีต้องไปถามวันอุโบสถและเข้าไปฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน ๔. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย คือทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ๕. ภิกษุณีต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่าย ๑๕ วัน ๖. ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์สองฝ่าย เพื่อนางสิกขมานา ๗. ภิกษุณีไม่พึงด่าไม่พึงบริภาษภิกษุไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ ๘. ไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุแต่ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีได้

พระนางยอมรับตามพุทธานุญาต ที่ให้ถือว่าการรับครุธรรมนั้นเป็นการอุปสมบทของพระนาง ส่วนเจ้าหญิงศากยะที่ตามมาทั้งหมดพระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้ ในคราวนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่าการให้สตรีบวชจะเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ คือพระศาสนาหรือพระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่ยั่งยืน จะมีอายุสั้นเข้า เปรียบเหมือนตระกูลที่มีบุรุษน้อยมีสตรีมาก ถูกผู้ร้ายทำลายได้ง่าย หรือเหมือนนาข้าวที่มีหนอนขยอกลง หรือเหมือนไร่อ้อยที่มีเพลี้ยลง ย่อมอยู่ได้ไม่ยืนนาน พระองค์ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการกำกับไว้ก็เพื่อเป็นหลักคุ้มกันพระศาสนา เหมือนสร้างคันกั้นสระใหญ่ไว้ก่อนเพื่อกันไม่ให้น้ำไหลท้นออกไป ทำให้พระศาสนาอยู่ได้ยั่งยืนเช่นเดิม

และได้ทรงแสดงเหตุผลที่ไม่ให้ภิกษุไหว้ภิกษุณี ให้ภิกษุณีไหว้ภิกษุโดยฝ่ายเดียวเพราะนักบวชในลัทธิศาสนาอื่นทั้งหลายไม่มีใครไหว้สตรีกันเลย กล่าวโดยสรุปว่าหากถือเหตุผลทางด้านสภาพสังคม ศาสนาแล้ว จะไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชเลย แต่ด้วยเหตุผลในด้านความสามารถโดยธรรมชาติจึงทรงยอมให้สตรีบวชได้ เมื่อภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นแล้ว สตรีที่จะบวชต่อมาต้องเป็น สิกขมานา รักษาสิกขาบท ๖ (คือ ๖ ข้อแรกในศีล ๑๐) ไม่ให้ขาดเลยตลอด ๒ ปีก่อนจึงขออุปสมบทได้ และต้องได้รับการอุปสมบทโดยสงฆ์สองฝ่าย คือบวชโดยภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องบวชโดยภิกษุสงฆ์อีกชั้นหนึ่ง เมื่อเป็นภิกษุณีแล้วต้องรักษาสิกขาบท ๓๑๑ ข้อ ภิกษุณีสงฆ์เจริญแพร่หลายในชมพูทวีปอยู่ช้านาน เป็นแหล่งให้การศึกษาแหล่งใหญ่แก่สตรีทั้งหลาย
ภิกษุณีสงฆ์ประดิษฐานในลังกาทวีปในรัชกาลของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ โดยพระสังฆมิตตาเถรี พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางจากชมพูทวีปมาประกอบอุปสมบทกรรมแก่พระนางอนุฬาเทวี ชายาของเจ้ามหานาค อนุชาของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ พร้อมด้วยสตรีอื่นอีกหนึ่งพันคน ภิกษุณีสงฆ์เจริญรุ่งเรืองในลังกาทวีปยาวนานไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ปี แต่ในที่สุดได้สูญสิ้นไป ด้วยเหตุใดและกาลใดไม่ปรากฏชัด ส่วนในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้เคยมีการประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์
นี่คือความเป็นมาของภิกษุณีสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ในประเทศไทยมีอยู่เพียง ๓ คือไม่มีภิกษุณี แต่การไม่มีภิกษุณีไม่ได้หมายความว่าสตรีผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส จะไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตน ให้บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ธรรมอันสูงสุดในพุทธศาสนาไม่อยู่สุดเอื้อมของสตรีทั้งหลาย สตรีใดมีความปรารถนาที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ก็ยังสามารถปฏิบัติได้อยู่ เพราะเหตุที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานคือ มรรค ๘ ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ไม่ขึ้นกับเพศกับวัย จะเป็นสตรี บุรุษ เด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่ม สาว คนแก่คนชรา เป็นนักบวชหรือไม่ก็ตาม ก็สามารถปฏิบัติให้บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ได้ด้วยกันทุกคน

การบวชจึงไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการบวชเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง ถ้าได้บวชแล้ว ก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะมีศรัทธาญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา คอยดูแลเลี้ยงดูอยู่ จึงทำให้มีเวลาที่จะปฏิบัติธรรมได้มาก สามารถบรรลุธรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กว่าการเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เพราะการครองเรือนมีภาระมาก มีอุปสรรคมาก การที่จะปฏิบัติให้หลุดพ้นได้จึงเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่สุดวิสัย อย่างพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาแม้ไม่ได้ออกบวช ก็ยังสามารถประพฤติปฏิบัติ จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ เรื่องของการไม่ได้บวช จึงไม่เป็นอุปสรรคขวางกั้น มรรค ผล นิพาน แก่ผู้ที่มีความมุ่งมั่นปรารถนา ที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้บรรลุถึงพระนิพพาน

จึงขอทำความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้กีดกันสตรีไม่ให้บวชในพระพุทธศาสนา แต่เพียงเห็นว่าสตรีเป็นเพศที่มีอุปสรรคมากในการดำรงสมณเพศ เพราะสมณะนักบวชจะต้องแสวงหาที่สงบสงัดวิเวกตามป่าตามเขา ซึ่งเป็นที่เปลี่ยวเป็นที่อันตรายสำหรับสตรีเพศ ไม่เหมือนกับบุรุษที่สามารถไปอยู่ตามลำพังได้ในที่เปลี่ยว ไม่มีใครมาทำร้าย มารบกวน แต่ถ้าสตรีเพศไปอยู่ที่เปลี่ยวตามลำพังตามป่าตามเขา จะเป็นอันตรายต่อ สวัสดิภาพของสตรีนั้นๆ พระพุทธองค์จึงต้องทรงกำหนดให้ภิกษุณีอยู่ในวัดที่มีภิกษุสงฆ์อยู่ด้วย คือไม่ให้อยู่ตามลำพัง เพราะจะโดนพวกโจรผู้ร้ายทำร้ายร่างกายได้

นี่คือเหตุที่พระพุทธองค์จึงต้องกำหนดครุธรรม ๘ ไว้ เพื่อป้องกันพระศาสนาไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยเร็ว แต่ไม่ได้ป้องกัน มรรค ผล นิพพาน สตรีทุกๆคนทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตสามารถประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นพระอริยบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็นพระอริยธรรมขั้นไหนก็ตาม สามารถบรรลุได้ด้วยกันทุกคน ขึ้นอยู่ว่าจะมีคุณธรรมที่จะประพฤติปฏิบัติไปได้หรือเปล่า คือมีวิริยะความอุตสาหะ ขันติความอดทน มีสติ มีปัญญา หรือไม่เท่านั้นเอง ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม จะเป็นนักบวชหรือไม่เป็นนักบวช ก็สามารถบรรลุเป็นพระอริยบุคคล บรรลุถึงนิพพานได้ด้วยกันทั้งนั้น จึงขอฝากเรื่องราวของพระภิกษุณี ให้เป็นที่เข้าใจกันและทำความเห็นให้ถูกต้องต่อไป.

กัณฑ์ที่ ๖๔ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๔)

“ภิกษุณี”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

หมายเหตุ ข้อมูลบางส่วนได้คัดมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ หน้า ๓๑ และ หน้า ๒๐๔-๒๐๖ โดยพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)