ความระมัดระวังนี้ก็คือสติ

โยม : ฟังพระอาจารย์ทุกเช้าเลยครับ ในรถก่อนเข้าที่ทำงาน

พระอาจารย์ : ถ้าจะให้ดีนั่งฟังแบบนั่งเฉยๆจะดีกว่าจะได้เต็มร้อย ถ้านั่งฟังแล้วขับรถไปมันจะได้ครึ่งเดียว

โยม : นั่งฟังไม่ได้ขับครับ

พระอาจารย์ : ถ้านั่งเฉยๆดี ถ้าขับรถไปฟังไปมันจะได้ครึ่งเดียวเพราะอีกครึ่งมันต้องคอยดูถนน บางทีมันก็เข้าบางทีมันก็ออก ก็ยังดีกว่าฟังเพลงนะแต่ถ้าอยากจะฟังให้มันได้เต็มร้อยนี่ ต้องนั่งฟังเฉยๆอย่างที่เรามานั่งฟังกันอย่างนี้ อันนี้ใจมันจะจดจ่อฟังได้ จะไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องอื่น ก็ดีฟังไปเถอะ

ถาม : แต่บางที หลวงพ่อผมไม่หลับนะบางทีเคยมีน้องมาแอบถ่าย พี่น่ะหลับ ผมว่าผมไม่หลับ

พระอาจารย์ : มันเพลินแล้วบางทีมันก็เผลอได้ ไม่เป็นไรหลับก็หลับไป แสดงว่าสติเรายังไม่มากพอ พอใจเราสบายแล้วมันก็จะหลับ ต้องมาอยู่ที่น่ากลัวๆแล้วมันจะไม่หลับ ลองมาอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่งซิ แคร่นี่แคร่ในป่า ไม่มีฝาไม่มีอะไร กางมุ้งแล้วก็นั่งอยู่ในมุ้งเหมือนพระธุดงค์ อันนั้นมันจะไม่ค่อยหลับหรอก เพราะมันจะหวาดระแวง คอยจะตื่นตัว การอยู่ในป่าในเขามีอานิสงส์ช่วยเสริมสติ ช่วยสร้างให้จิตตื่นตัวไม่ประมาทนอนใจ ให้มีความระมัดระวัง

ความระมัดระวังนี้ก็คือสติ ถ้าทำอะไรเราทำด้วยความระมัดระวังนี้ เรียกว่าสติ ถ้าทำด้วยความรอบคอบเรียกว่าปัญญา รอบคอบก็คือต้องคิด คิดว่าเรียบร้อยไหม ถูกต้องไหมนี่ละปัญญา เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ทำกิจวัตรอะไรต่อหน้าท่านนี้ต้องเรียบร้อยรอบคอบ ต้องระมัดระวัง ทำผิดไม่ได้ ทำเสียงดังไม่ได้ ช้อนชามอะไรอย่างนี้เช็ดนี่ดังโก๊งเก๊งนี่โดนเลย เพราะฉะนั้นทำอะไรต้องมีสติ จะเช็ดถ้วยเช็ดชามจะทำอะไรต้องเงียบ เรียกว่ามีความระมัดระวัง เวลาระมัดระวังนี้ก็เท่ากับเรามีสติ ใจเราจดจ่ออยู่กับงานที่เราทำ

ถ้าเราทำแล้วไปคิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เดี๋ยวก็เสียงดังปึ้งปั้ง โป้งป้างไป เวลาฉันก็เหมือนกัน เวลาฉันนี่ก็ต้องมีสติ อยู่กับการฉันการเคี้ยว ถ้าเคี้ยวผักบุ้งเสียงดังกรอบๆนี่พระนั่งเงียบๆ นี่ได้ยินกันทั้งศาลาเชื่อไหม องค์ที่ยังเคี้ยวกรอบๆไม่หยุดนี่ เดี๋ยวโดน แสดงว่ากำลังเพลินกับการเคี้ยวนี่ เรียกว่าฉันแบบไม่มีสติ ถ้าฉันแบบมีสติพอมันดังกรึ๊บก็ต้องหยุดนะ หันไปมองมีใครมองไหม ถ้าไม่มองก็อีกกรึ๊บหนึ่ง ถ้ามีคนมองก็ไม่กินดีกว่าเอาของที่ไม่มีเสียงดีกว่า การทำอะไรต้องระมัดระวังมาก ไม่ให้ดังเสียงกรึ๊บกรั๊บจุ๊บจั๊บอะไรอย่างนี้

พระกรรมฐานนี้จะไม่นิยมใช้ช้อนตักอาหารในบาตร เพราะเวลาใช้ช้อนบางทีช้อนมันไปเคาะกับบาตร เพราะบาตรสมัยก่อนนี้ไม่เหมือนบาตรสมัยนี้ บาตรสมัยก่อนเป็นบาตรเหล็กที่ขึ้นสนิมได้ ก่อนที่จะเอาบาตรเหล็กมาใช้ได้นี้ต้องเอาไปเผาก่อน เผาเพื่อให้มันเกิดผิวเคลือบตัวเหล็กอีกทีหนึ่ง เขาเรียกบ่มบาตร ไม่ได้เผาหรอกเหมือนกับไปอบ เอาบาตรไปใส่ไว้ในครอบเหล็กอีกทีหนึ่ง แล้วก็เอาไฟเผาเอาความร้อนนี้ทำให้เหล็กร้อนเหล็กนี่มันจะผลิตผิวขึ้นมาครอบ แต่มันเป็นผิวบางๆถ้าเอาบาตรไปกระแทกกับอะไรปั๊บนี่มันจะหลุดเลย พอหลุดแล้วนี่ก็ใช้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวน้ำมันเข้าไปเดี๋ยวมันจะเกิดสนิมได้ เวลาพระฉันสมัยก่อนนี่ต้องระมัดระวังรักษาบาตรกันมาก ไม่ให้มันกระทบกระแทกกับอะไรเพราะไปกระทบกระแทกเดี๋ยวผิวที่มันเคลือบบาตรนี่มันจะหลุด พอหลุดแล้วก็ต้องมาลอกมันออกให้หมดแล้วก็เผาใหม่ ถ้าเผาสักสองสามรอบบาตรมันก็ทะลุเลย เหล็กมันหมด เนื้อเหล็กหมด สมัยก่อนนี้ครูบาอาจารย์ท่านไม่ให้ใครแตะบาตรของท่านง่ายๆ เพราะว่าคนไม่รู้เดี๋ยวไปจับแล้วไม่ระมัดระวัง เวลาวางบาตรก็ไปตั้งกับของแข็ง เวลาล้างบาตรนี้ไม่ให้ตั้งบนของแข็ง ไม้แข็งๆนี้ไม่ให้วางเห็นไหม เขาให้มีตีนบาตร เวลาล้างบาตรก็มีห่วงยางล้อวางไว้ ไม่ให้ตั้งบนพื้นแข็งเพราะเดี๋ยวผิวมันจะหลุดได้

แต่สมัยนี้มันเป็นยุคสแตนเลสแล้วไม่ต้องเผาแล้ว มันสนิมไม่ขึ้นแล้ว แต่สมัยก่อนระมัดระวังมากเรื่องบาตรนี่ ถ้าคนที่ไม่รู้จักจะมาขอเอาไปล้างบาตรนี่ท่านนี่จะไม่ให้ล้าง ท่านกลัวล้างบาตรแล้วแต่ท่านต้องไปเผาบาตรใหม่ เผาบาตรนี่มันใช้เวลาทั้งคืน ต้องไปหาไม้ไผ่หาไม้ฟืนมากองไว้ก่อน มันไม่คุ้มให้เขาเอาไปล้างบาตรเดี๋ยวเดียว แล้วเขามาทำแตก ไม่คุ้มค่า

ดังนั้นคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ท่านจะไม่ให้แตะบาตรของท่าน ไม่ให้รับบาตร
คนต้องรู้ก่อนว่าวิธีปฏิบัติต่อบาตรเป็นอย่างไร แล้วการปฏิบัติก็ต้องระมัดระวังเขาเรียกว่าต้องมีสติรอบคอบ ต้องมีปัญญา จะวางไว้ตรงไหนเป็นภัยต่อบาตรหรือไม่

ครูบาอาจารย์ท่านจะเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ นี้ มาเป็นตัวสอนให้เราเกิดสติเกิดปัญญาขึ้นมา แต่ทางโลกจะเห็นว่าเรื่องอะไรจิ๊บจ๊อย ทำไมต้องมาพิถีพิถันกันเหลือเกินกับบาตรใบเดียว กับช้อนอันหนึ่งกับอะไรแค่นี้ แต่เขาไม่เห็นว่าของเหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวปัญหาไม่ใช่ตัวสำคัญ ไอ้ตัวสำคัญก็คือธรรมที่จะเกิดขึ้นภายในใจเรา เพราะถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญาปราบกิเลสไม่ได้ สู้กิเลสไม่ได้โดนมันน็อคทุกที มันร้อยสรรพันคม มันถึงเป็นเจ้าโลกมันเหมือนเป็นเจ้าของวัฏจักร สัตว์โลกทั้งหลายนี่เป็นขี้ข้าของมันทั้งนั้น มันเป็นผู้สั่งให้มาเวียนว่ายตายเกิด มันไม่ให้หลุดออกจากวัฏฏะ มันไม่ให้ลาออกจากเป็นสมาชิก มันไม่ให้ออก ถ้าเป็นลูกศิษย์ของกิเลสแล้วมันไม่ยอมให้ลาออก กันง่ายๆถ้าไม่เจอพระพุทธเจ้า เจอพระอรหันตสาวกนี้ไม่มีทางที่จะไปเองนี้ยาก แม้แต่มีหนังสือธรรมะของพระพุทธเจ้าอ่านก็ยังหลงได้ แต่ถ้ามีผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่รู้แล้ว หลุดพ้นแล้วนี่มาสอนมันง่ายกว่าเยอะ ง่ายกว่าเรียนจากหนังสือ แต่หนังสือเรียนไว้ก็ดีจะได้รู้แนวทาง เผื่อไปเจอคนที่ไม่รู้จริงมาหลอกจะได้รู้ว่าเขาหลอกเราอย่างตอนนี้ชาวพุทธโดนพระหลอกกัน ใครมาพูดว่าเป็นอะไรก็ตื่นเต้นกัน

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

“ใจไม่มีวันหมดสภาพ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต