ทำอย่างไรให้เรามีเมตตามากขึ้น

ถาม : ในระหว่างที่ความเห็นชอบของเรายังไม่เกิด อยากจะขอแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรามีเมตตามากขึ้นคะ

พระอาจารย์ : ขั้นต้นก็ต้องศึกษาธรรมให้มากๆ ฟังธรรมให้มากๆ มาฟังธรรมวันนี้ก็ได้ความเห็นชอบไปหลายแง่หลายมุมด้วยกัน แต่ฟังหนเดียวจะไม่พอ พอไปทำเรื่องอื่น ก็จะกลบเรื่องที่ได้ยินได้ฟังไปหมด จึงต้องเอาไปพิจารณาใคร่ครวญอยู่เรื่อยๆ ทบทวนอยู่เรื่อยๆว่าวันนี้ได้ฟังอะไรไปบ้าง จนจำได้ขึ้นใจ จนเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิด ต้องทำถึงขนาดนั้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วพอไปทำอย่างอื่น ความหลงที่มีอำนาจมากก็จะกลับมาคลุมจิต เหมือนกับจอกแหนที่คลุมสระไว้ เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมก็เหมือนกับเอามือไปแหวกออก เพื่อจะตักน้ำขึ้นมาดื่ม พอไม่ได้แหวกจอกแหนก็จะกลับมาคลุมหมด จึงต้องแหวกโมหะอยู่เรื่อยๆ ด้วยการพิจารณาธรรมอยู่เรื่อยๆ ตั้งสติอยู่กับธรรม พิจารณาธรรมในแง่มุมต่างๆ หมั่นฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ ท่านจึงสอนให้เข้าวัดอยู่เรื่อยๆ กาเลน ธัมมัสสวนัง เอตัมมัง กลมุตตมัง การฟังธรรมตามกาลเป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต เพราะจะทำให้เกิดสัมมาทิฐินั่นเอง เมื่อมีสัมมาทิฐิแล้วสัมมาอื่นๆก็จะตามมา การเข้าหาครูบาอาจารย์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะบางทีอ่านหนังสือก็ยังไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด แต่ถ้าได้พบผู้รู้จริงเห็นจริง ได้ยินได้ฟัง และได้ซักถามด้วย ในกรณีที่ไม่เข้าใจ ก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ไม่ผิดพลาด การศึกษาธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญ หลวงตาท่านพูดว่าระหว่างการฟังธรรมกับการปฏิบัติธรรม การฟังธรรมมีความสำคัญมากกว่า ถ้าไม่ฟังแล้วไปปฏิบัติก็จะหลงทางได้ ถ้าหลงทางสู้อย่าปฏิบัติดีกว่า หลงทางแล้วยิ่งแก้ยากใหญ่ คนที่มีมิจฉาทิฐินี้แก้ยาก คิดว่าปฏิบัติถูก จะไม่ฟังคำสอนของผู้อื่น ต้องปฏิบัติด้วย ไม่ฟังอย่างเดียว นอกจากมีปัญญาบารมีมาก สามารถบรรลุได้จากการฟังอย่างเดียว เช่นพระอัญญาโกณฑัญญะ พอฟังเทศน์ครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเลย บางองค์ฟังเพียงครั้งเดียวก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เลย เพราะท่านมีธรรมอย่างอื่นพร้อมอยู่แล้ว มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิอยู่แล้ว แต่สัมมาทิฐินี้ยังไม่ครบบริบูรณ์ อาจจะมีอยู่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ยังขาดอยู่อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พอได้ฟังปั๊บก็บรรลุได้เลย จึงต้องสะสมสัมมาทิฐิไปเรื่อยๆ จาก ๑ เปอร์เซ็นต์ไปเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จนครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

สัมมาทิฐิไม่ได้เกิดจากการฟังอย่างเดียว ฟังแล้วต้องนำไปใคร่ครวญพิจารณา แล้วเอาไปปฏิบัติ เอาไปพิสูจน์ เมื่อทำตามที่ได้ยินได้ฟังมาจนเห็นผล ก็จะเกิดฉันทะวิริยะ เกิดความมั่นใจ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรที่ดี ถ้าไม่พิสูจน์ ก็จะไม่รู้ ก็จะไม่เกิดฉันทะวิริยะ เกิดความมั่นใจ สมมุติว่าอาตมามียาวิเศษแล้วบอกให้เอาไปกิน จะสาวจะสวยไปตลอดชีวิต ถ้าไม่รับประทานก็จะไม่รู้ว่าเป็นอย่างที่พูดหรือเปล่า ถ้ารับประทานก็จะรู้ ถ้ารับประทานแล้วผมไม่หงอก หนังไม่เหี่ยว ก็จะยินดีศรัทธากับยาที่ได้รับมา ทั้ง ๒ ส่วนจึงมีความจำเป็น คือการได้ยินได้ฟังการคิดใคร่ครวญอยู่เรื่อยๆ แล้วนำเอาไปปฏิบัติ อย่าฟังแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวา พอออกจากศาลาไปก็หายไปหมดเลย ท่านจึงต้องสอนอยู่เรื่อยๆ สมัยที่อยู่กับหลวงตาท่านจะอบรมพระทุก ๔ หรือ ๕ วัน อย่างน้อยก็ ๒ ชั่วโมงขึ้นไป พอได้ฟังก็เหมือนกับปลาได้น้ำ มีกำลังจิตกำลังใจ คืนนั้นก็ภาวนาได้ทั้งคืนเลย ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่ว้าเหว่ รู้สึกว่าครูบาอาจารย์และมรรคผลนิพพานอยู่ใกล้ๆเรา พอสัก ๒ หรือ ๓ วันผ่านไป ก็จางหายไปหมด.

กัณฑ์ที่ ๓๐๐ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ (จุลธรรมนำใจ ๘ )

“ธรรมปราบกิเลส”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต