แสงสว่างนำทาง

พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลายท่านไปถึงจุดหมายปลายทางของท่านแล้ว การเดินทางของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่พวกเราที่ยังต้องเดินทางกันอยู่ ถ้าไม่มีแสงสว่างเราก็จะเดินผิดทางกัน แล้วก็เดินทางแบบไม่สะดวกราบรื่นมีแต่ภัยมีแต่อุบัติเหตุ เหมือนขับรถในที่มืดอย่างนี้ ไม่มีแสงสว่างขับไปเดี๋ยวมันก็ชนกัน แหกโค้งกัน แต่ถ้ามีแสงสว่างมันก็พอที่จะหลบจะหลีกกันได้ พอที่จะพาให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราจะไปได้

ดังนั้นศาสนานี้มันมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ยังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง สำหรับผู้ที่ไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วนั้น ไม่มีความหมายอะไรสำหรับท่านอีกต่อไป ขอให้พวกเราพยายามศึกษาให้มากๆ อย่าลืมคำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อันนี้แหละเป็นขั้นตอนของการดำเนินภารกิจของทางศาสนา ต้องศึกษาก่อน ดูแผนที่ก่อน ก่อนที่จะออกเดินทาง แต่อย่าศึกษาดูแผนที่แล้วก็ไม่ออกเดินทาง รู้หมดว่าทางที่จะไป ไปอย่างไร แต่ไม่ยอมออกเดินทางไปเสียที อย่างที่เทศน์มานี้ก็บอกให้ออกจากกามฉันทะกัน ก็ยังติดรูปเสียงกลิ่นรสกันอยู่ ยังติดกามสุขกันอยู่ ถ้ามาถือศีล ๘ ก็เอาแค่ ๓ วัน ๗ วัน อีก ๓๐๐กว่าวันก็ขอเสพกามไปก่อน แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่มันจะไปถึงละ ใช่ไหม

ต้องศึกษา ศึกษาแล้วก็เอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบกระต่าย วันไหนคึกก็วิ่ง วันไหนขี้เกียจก็นอน ต้องเป็นแบบเต่านะ เต่านี้มันไม่คึกแต่มันไม่ขี้เกียจ มันสม่ำเสมอ มันปฏิบัติของมันไปทุกวันๆ ทีละเล็กทีละน้อย ไม่มีความโลภมากอยากจะได้ผลมาก ขอเอาแค่วันละคืบก็พอ ทำไปเรื่อยๆ จากคืบก็เป็นศอก จากศอกก็เป็นวาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ถึงเองถ้าไปแล้วไม่หยุด ถ้าไปแบบกระต่ายก็สู้เต่าไม่ได้ นิทานอีสปเขาก็สอนไว้แล้ว เราอย่าเป็นกระต่ายกัน ขอให้เราเป็นเต่ากันคลานกันไปทุกวัน ทำมันไปทุกวัน แล้วก็จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนกระต่ายอย่างแน่นอน เพราะว่ากระต่ายมันจะถูกหลอกว่า โอ๊ย! เราทำตั้งเยอะแล้ว เราใกล้จะถึงแล้ว เราพักได้แล้ว แต่ความจริงทำนิดเดียว แต่ถูกหลอกตัวเองว่าได้ทำเยอะแล้ว ยังอยู่ห่างไกลเป็นโยชน์ยังคิดว่าเหลือนิดเดียว เหลือใกล้นิดเดียวเดี๋ยวทำเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าคิดอย่างนี้มันก็เสร็จ เสร็จกิเลส กิเลสมันเก่ง มันหลอกเราได้ทุกรูปแบบ หลอกให้เราติดในกามฉันทะแล้วก็หลอกให้เราคิดว่าเราปฏิบัติมากแล้ว เดี๋ยวเดียวไว้รอตอนใกล้ตายแล้วค่อยมาปฏิบัติก็ได้ ตอนนี้ขอสนุกกันไปก่อน.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“กิจที่บำรุงความสุขให้จิตใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต