คำว่าพอ อยู่ที่ใจ

การที่จะชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกไปจากใจได้ก็ต้องอาศัยธรรม ๒ ชนิด คือ สมาธิ และ ปัญญา สมาธิคือความสงบตั้งมั่นของจิต ปัญญาคือความสว่าง ความฉลาด ความรู้จักผิดถูกดีชั่ว รู้เหตุ รู้ผลรู้ว่าอะไรเป็นเหตุของความทุกข์ อะไรเป็นเหตุของความสุข รู้ว่าสุขและทุกข์เกิดจากอะไร รู้ว่าสภาวธรรมทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องมีธรรมทั้ง ๒ ประเภทนี้ จึงจะสามารถชำระโลภ โกรธ หลงให้ออกไปจากใจได้ แต่การที่จะมีสมาธิ หรือมีปัญญาขึ้นมาได้ ก็ต้องมีธรรมคือสติ สติเป็นธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำให้เกิดสมาธิขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา ถ้าไม่มีสติ สมาธิก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด เหมือนกับรถยนต์ ถ้าไม่มีกุญแจรถไปไขเปิดประตูรถ แล้วใช้กุญแจนั้นติดเครื่อง รถก็จะวิ่งไปไหนไม่ได้ฉันใด สมาธิและปัญญาที่เป็นเครื่องมือชำระความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดไปจากใจ ก็ต้องมีสติเป็นผู้นำ ถ้าไม่มีสติแล้วสมาธิก็จะไม่เกิด ปัญญาก็จะไม่เกิด ในขั้นแรกจึงต้องฝึกตั้งสติกันก่อน พัฒนาให้มีสติก่อน เมื่อมีสติแล้วถึงค่อยพัฒนาไปสู่สมาธิและปัญญาต่อไป การเจริญสตินี้ สามารถเจริญได้ตลอดเวลา นับตั้งแต่เวลาที่ตื่นขึ้นมา จนกระทั่งหลับไป

การปฏิบัติธรรมจึงไม่ต้องอยู่ที่วัดเสมอไป อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ ถ้ารู้ว่าการปฏิบัติธรรมปฏิบัติอย่างไร การปฏิบัติเบื้องต้นคือการตั้งสติ สติคือความระลึกรู้ ความระลึกรู้นี้ไม่ได้ให้ระลึกถึงเรื่องโน้นหรือเรื่องนี้ แต่หมายถึงว่าให้รู้อยู่กับปัจจุบัน อยู่ที่นี่เดี่ยวนี้ ให้รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ ฟังธรรมอยู่ใช่ไหม แต่ใจฟังธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกำลังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ คิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว คิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าใจอยู่กับเรื่องเหล่านี้แสดงว่าไม่มีสติ ไม่ได้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ การมีสติหมายถึง รู้อยู่ในปัจจุบันทุกขณะเลยทีเดียว ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ขอให้รู้อยู่กับการกระทำนั้นๆ ถ้ามีสติแล้ว ก็เท่ากับมีเครื่องมือไว้ควบคุมจิต ซึ่งโดยปกติจะไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่ชอบอยู่นิ่งๆเฉยๆ แต่ชอบลอยไปลอยมา ชอบคิดถึงเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง คิดไปแล้วก็เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้นมา ทำให้ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง แต่ไม่ทำให้จิตตั้งมั่น มีความแข็งแกร่ง มีพลัง มีกำลังเลย กลับทำจิตให้อ่อนไหวง่ายเหมือนกับนุ่น เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบหน่อย ก็จะปลิวไปตามอารมณ์นั้น เห็นอะไรหรือได้ยินอะไร ก็จะเกิดความดีใจขึ้นมาบ้าง เกิดความเสียใจขึ้นมาบ้าง ไม่สามารถควบคุมใจให้ตั้งอยู่เป็นปกติ คือเป็นอุเบกขาได้ เป็นใจที่นิ่งเฉย ไม่เดือดร้อนกับอารมณ์ต่างๆที่มาสัมผัส ไม่ว่าจะมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือทางใจ

ถ้ามีสติแล้ว ต่อไปจิตจะค่อยๆนิ่ง ค่อยๆสงบ จิตมีความนิ่งมีความสงบมากน้อยเท่าไหร่ ก็จะมีความหนักแน่นมากน้อยตามมาเหมือนกับหิน หินไม่เหมือนนุ่น เวลาลมพัดมาหินจะไม่ขยับเขยื้อนเลย แต่นุ่นเวลามีลมพัดมาเพียงแผ่วเบาก็จะปลิวตามลมไป จิตของผู้ที่ยังไม่มีสติจะเป็นเหมือนกับนุ่น จะหวั่นไหวง่าย มีอะไรมากระทบ ก็จะมีอารมณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครพูดอะไรให้ฟังเพียงนิดเดียว ก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาแล้ว เห็นใครทำอะไรนิดหน่อยก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาแล้ว เป็นเพราะว่าไม่มีสติคอยรั้ง คอยดึงไว้นั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างสติกับจิตเหมือนเรือกับเชือก ถ้าจอดเรือไว้เฉยๆไม่เอาเชือกผูกไว้กับเสากับท่าเรือ หรือทอดสมอไว้ เดี๋ยวเรือก็ต้องลอยไปกับน้ำ กระแสน้ำจะพัดพาเรือลำนั้นให้ลอยไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผูกเรือไว้กับเสากับท่าเรือ หรือทอดสมอไว้ เรือนั้นก็จะไม่ลอยไปไหน ถึงแม้กระแสน้ำจะไหลมาแรง เรือก็จะไม่ลอยไปตามกระแสน้ำ จิตก็เช่นกัน จะนิ่งสงบเป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันได้ ก็ต้องมีสติเป็นผู้รั้งดึงไว้
การรั้งดึงจิตไว้ก็ทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ละสำนักก็จะสอนต่างกันไปขึ้นอยู่กับจริต ความถนัด ของอาจารย์ผู้สอน เนื่องจากจริตนิสัย ความถนัดในการปฏิบัติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติจึงต้องทดลองดูว่าวิธีไหนที่เหมาะกับตน ปฏิบัติไปแล้วได้ผลดี จิตนี้เป็นเหมือนเรือ จึงต้องมีเชือกคือสติ ไว้ผูกจิตไว้กับเสาต้นใดต้นหนึ่ง เพื่อจิตจะได้ไม่ลอยไปไหน เสาก็มีหลายชนิดด้วยกัน การเจริญพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ หรืออานาปานสติ ก็ใช้เป็นเสาได้ ถ้าบริกรรม พุทโธๆๆ ก็ให้มีสติรู้อยู่กับพุทโธๆๆ ทำอย่างนี้ก็เท่ากับได้ผูกจิตไว้แล้ว ถ้าระลึกแต่พุทโธๆๆ จิตจะไม่สามารถไปคิดเรื่องราวต่างๆได้ ถ้าจิตคิดออกไปก็ต้องดึงกลับมาอยู่กับพุทโธๆๆ

ในเบื้องต้นของการฝึกตั้งสติ สติยังไม่มีกำลังมาก จะแพ้กำลังของความเผลอสติ เมื่อเผลอสติปั๊บจิตก็จะแว่บออกไป จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไป แต่เมื่อได้สติปั๊บ เราก็ดึงกลับมาใหม่ ถ้าใช้การบริกรรมพุทโธๆๆ เป็นเครื่องผูกใจ ก็ระลึกถึงพุทโธๆๆไปเรื่อยๆ พอจิตไปคิดถึงเรื่องจะไปกินไปเที่ยว ก็ดึงกลับมา กลับมาอยู่ที่พุทโธๆๆ พยายามทำอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ขั้นต้นก็จะเหนื่อยหน่อย จะมีความรู้สึกท้อแท้หน่อย เพราะทำไปแล้วรู้สึกจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร เพราะว่าเวลาทำอะไรใหม่ๆก็จะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะมีประสบการณ์ มีความชำนิชำนาญขึ้นมา แล้วต่อไปก็จะมีสติมากขึ้นไป ในที่สุดก็จะสามารถรั้งดึงจิตให้อยู่กับตัวได้ตลอดเวลา ขอให้พยายามทำไปเถิด ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงก็ตั้งสติก่อน ให้รู้ว่ากำลังนอนอยู่ให้รู้ว่ากำลังจะลุกขึ้น เมื่อลุกขึ้นก็ให้มีสติรู้อยู่กับการลุกขึ้นมา ไม่ว่าจะทำอะไร จะเดิน จะนั่ง จะยืน จะนอน จะทำอะไร จะพูด จะกิน จะขับถ่าย ไม่ว่ากำลังทำอะไรทั้งสิ้นกับร่างกาย กับวาจา กับใจ ให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วจิตจะไม่ไปไหน จะไม่ลอยไปไหน ถ้าทำไปเรื่อยๆแล้ว ต่อไปจิตจะอยู่ภายใต้คำสั่งของเรา จะไม่ไปไหน จะอยู่เฉยๆ ถ้าไม่สั่งให้ไป จิตก็จะไม่ไป ไม่สั่งให้คิด ก็จะไม่คิด

แต่ตอนนี้เรายังไม่สามารถควบคุมจิตได้ เวลาอยากอะไรจิตจะสั่งเรา แทนที่เราจะสั่งจิต ตอนนี้เราเป็นทาสของจิต ซึ่งเป็นทาสของกิเลสอีกต่อหนึ่ง เพราะกิเลสเป็นผู้สั่งการ มีโลภ โกรธ หลงเป็นผู้สั่งการ พอโลภ โกรธ หลงสั่งให้ทำปั๊บ จิตก็สั่งให้เราทำต่อ เราก็เลยออกมาโวยวาย เวลาอยากจะได้อะไร หรือโกรธใครขึ้นมา ก็ออกมาโวยวาย พูดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เพราะควบคุมจิตไม่ได้ เหตุที่ควบคุมจิตไม่ได้ก็เพราะไม่มีสติ ไม่เคยฝึกสตินั่นเอง จึงควรพัฒนาสติ พยายามตั้งสติอยู่เรื่อยๆ ให้ถือว่าการตั้งสติเป็นงานที่แท้จริงของเรา เป็นงานที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งกับจิตใจ งานอย่างอื่นไม่สำคัญเท่ากับงานดูแลรักษาจิตใจด้วยสติ เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง งานอย่างอื่นถ้ามีความจำเป็นก็ทำไป แต่ขอให้ทำด้วยสติ แล้วจะได้ทั้งสองอย่าง คือยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว คือได้งานทางกายด้วย แล้วก็ได้ทางจิตใจด้วย

คือเรายังต้องดูแลรักษากายอยู่ ที่ต้องออกไปทำมาหากินก็เพื่อปัจจัย ๔ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่อย่าทำแต่เฉพาะกายอย่างเดียว ต้องทำให้กับใจด้วย คือทำด้วยความมีสติ เวลาออกไปทำมาหากิน จึงต้องมีสติอยู่กับการทำงานนั้นๆ ควบคุมจิตให้อยู่กับงาน เวลาพิมพ์ดีดก็รู้อยู่กับการพิมพ์ดีด เวลาเขียนหนังสือก็รู้อยู่กับการเขียนหนังสือ เวลาสั่งงานก็รู้อยู่กับการสั่งงาน ให้มีสติควบคุมจิตอยู่เสมอ ถ้ามีสติแล้วจะรู้ทันทีเลยเวลาจิตมีอารมณ์ มีอารมณ์โลภขึ้นมา มีอารมณ์โกรธขึ้นมา มีอารมณ์หลงขึ้นมาก็จะรู้ เมื่อรู้แล้ว ก็ดับมันได้ เมื่อดับได้ ก็จะไม่สร้างความทุกข์ ความไม่สบายใจให้กับเรา แต่ถ้าไม่รู้ เวลาโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นมา ก็จะสร้างความทุกข์ให้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็จะพาให้ไปกระทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ควร ที่จะทำให้เสียใจในภายหลัง เพราะไม่มีสตินั่นเอง

การพัฒนาสติจึงถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่สามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา ทุกแห่งหน ไม่ต้องมาที่วัด อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ อยู่ในรถก็ปฏิบัติได้ ทำอะไรก็ปฏิบัติได้ ขอให้มีสติ ให้เรารู้อยู่กับสิ่งที่ทำในขณะนั้น ให้ทำใจอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าปล่อยใจคิดไปในอดีต อดีตมันก็ผ่านไปแล้ว คิดไปก็ป่วยการ ไปแก้สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้ ยกเว้นถ้าคิดถึงอดีตเพื่อเป็นคติสอนใจ ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว ก็เอามาสอนตนว่า สิ่งที่ทำไป มันไม่ดีนะ ต่อไปอย่าไปทำมันอีก ถ้าคิดแบบนี้ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นปัญญา แต่ต้องคิดด้วยสติ ส่วนใหญ่เวลาคิดถึงอดีต มักจะคิดแบบเรื่อยเปื่อยเพ้อเจ้อ คิดไปฝันไป ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ถ้าคิดแบบเพ้อฝัน ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะจะไปตามอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นเอง แต่ถ้าคิดด้วยสติด้วยปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะคิดเรื่องอดีตก็ดี เรื่องอนาคตก็ดี ก็จะเป็นประโยชน์ อย่างเรื่องอนาคต ถ้าจะคิดก็ขอให้คิดว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสมบัติข้าวของต่างๆ ที่อุตส่าห์หามาแทบเป็นแทบตาย สักวันหนึ่งก็ต้องจากเขาไป ไม่ว่าจะมีรถราคาคันละกี่ล้าน มีบ้านหลังละกี่ล้าน มีบริษัทมีเงินอยู่กี่ร้อยล้าน กี่พันล้าน มีตำแหน่งสูงขนาดไหนก็ตาม สักวันหนึ่งก็ต้องจากเขาไป ต้องหมดไป ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด ถ้าคิดแบบนี้ เรียกว่าคิดด้วยสติ คิดด้วยปัญญา คิดแล้วดี เพราะตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้

การชำระจิตด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยสมาธิ จึงต้องมีสติอยู่เสมอ ให้รู้อยู่เสมอว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าคิดเรื่องอะไรก็ให้มีปัญญาเข้ามาสอดแทรกอยู่เสมอ คิดอยากได้อะไรก็เอาปัญญาเข้ามาสอดแทรกอยู่เสมอ ว่าจำเป็นไหม สิ่งที่อยากได้นั้น ได้มาแล้วจะทำให้สุขกว่าเดิมหรือไม่ มีเงินมากขึ้นแล้ว จะมีความสุขมากกว่าเดิมหรือเปล่า จะดีขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า หรือความทุกข์ในใจก็ยังจะมีอยู่เท่าเดิม เพราะความทุกข์ในใจ จะมาก จะน้อย ขึ้นอยู่กับว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง มีมากน้อยแค่ไหนต่างหาก ถ้าอยากจะมีความสุขใจ ก็ต้องตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงให้น้อยลงไปซิ ถ้าอยากจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเป็นความอยากเฉยๆ เป็นความโลภเฉยๆ โดยไม่มีความจำเป็นมารองรับก็ต้องตัดไป อย่าไปเอามา เพราะเอามาแล้วเท่ากับเสริมสร้างความโลภให้มีกำลังมากขึ้น ครั้งต่อไปความโลภจะแรงขึ้นกว่าเก่า เคยได้สิ่งนี้แล้วก็อยากจะได้สิ่งที่ดีกว่านี้ เคยได้รถคันหนึ่งราคา ๑ ล้าน ต่อไปก็อยากจะได้ราคาคันละ ๒ ล้าน ๓ ล้าน นี่เป็นปัญหาแล้ว เมื่อก่อนนี้ล้านเดียวก็พอใจ เดี๋ยวนี้ไม่พอใจแล้ว ต้องนั่งรถ ๓ ล้าน ๔ ล้านขึ้นไป

นี่คือเรื่องของความโลภ จึงต้องตัดแทนที่จะส่งเสริม ต้องคิดว่ารถคันที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้ไม่ใช่หรือ ยังพาไปจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งได้ไม่ใช่หรือ ถ้าพาไปได้ แล้วจะไปโลภทำไม โลภแล้วมันทุกข์นะ ถ้าไม่โลภแล้วมันสุขนะ ทางดำเนินของคนฉลาดต้องไปสู่การไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงต่างหาก ถ้าจะไปให้ถึงจุดนั้น ต้องฝืนความโลภ ฝืนความโกรธ และฝืนความหลง ถ้ามีความจำเป็นจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ขอให้ใช้เหตุใช้ผล เอาพอประมาณ เอาหลักความมักน้อยสันโดษ คือเอาเท่าที่จำเป็น คำว่ามักน้อยก็คือเอาเท่าที่จำเป็น ถ้าต้องมีภรรยาก็เอาคนเดียวก็พอ ถ้าต้องมีรถก็เอาคันเดียวก็พอ ถ้าต้องมีบ้านก็เอาบ้านหลังเดียวก็พอ อย่าไปเอามาก อย่าไปมักมาก มักน้อยเข้าไว้ เอาเท่าที่จำเป็น ถ้าต้องกินข้าวก็กินเท่าที่จำเป็นก็พอ อย่างพระท่านฉันมื้อเดียว ท่านก็อยู่ได้ เป็นญาติโยมวันพระนี้เอาแค่ ๒ มื้อก็พอ อดข้าวมื้อเย็นสักวัน ไม่ตายหรอก

ตัดกิเลสแล้วจะมีความสุขใจ ถ้าไม่ตัดโลภ โกรธ หลงแล้ว อย่าไปหวังเลยว่าจะมีความสุข ต่อให้มีความร่ำรวยขนาดไหน มีตำแหน่งสูงขนาดไหน มีใครสรรเสริญยกย่อง มีเครื่องใช้ไม้สอย มีกามสุขมากมายขนาดไหนก็ตาม ก็จะไม่ทำให้มีความสุขที่แท้จริงได้ แต่ถ้าได้ตัดโลภ โกรธ หลงออกไปจากใจแล้ว นั่นแหละคือความสุข จะค่อยๆปรากฏขึ้นมาในใจ เกิดจากความอิ่ม เกิดจากความปีตินั่นเอง ไม่ได้เกิดจากการขวนขวายหาสิ่งของภายนอก แต่เกิดจากการตัดโลภ โกรธ หลงที่มีอยู่ในใจ จึงขอให้เห็นความสำคัญของสติ ของสมาธิและปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะตัดโลภ โกรธ หลงให้หมดไปจากจิตจากใจ เมื่อโลภ โกรธ หลงหมดไปจากจิตจากใจแล้ว ไม่ต้องไปถามใครหรอกว่าความสุขอยู่ตรงไหน ความพออยู่ตรงไหน มันมีอยู่ในใจของเรานั่นแหล

กัณฑ์ที่ ๘๑ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“ใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต