ใจ

พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมไว้บทหนึ่งว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนมยา มโนเศรษฐา แปลว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ในบรรดาสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่าไม่มีอะไรจะสำคัญเท่ากับใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดได้ด้วยใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจเป็นผู้สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความดีงาม ความประเสริฐเลิศโลกทั้งหลาย หรือความเลวทรามต่ำช้าทั้งปวง มีใจเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งนั้น สวรรค์ นรก มรรค ผล นิพพาน ก็มีใจเป็นผู้สร้างขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ดูแลรักษาใจ เพราะใจที่ได้รับการดูแลรักษา และรับการอบรมด้วยดีแล้ว เป็นใจที่ประเสริฐ ไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่ากับใจที่ได้รับการ อบรมด้วยดีแล้ว และไม่มีอะไรที่จะร้ายหรือเลวเท่ากับใจที่ยังไม่ได้รับการอบรม ดังที่เห็นได้ในโลกนี้ ที่มีคนที่ดีแสนดี ก็เป็นเพราะว่าใจดี และที่มีคนที่เลวแสนเลว ก็เป็นเพราะว่าใจเลว

ใจของทุกๆคนที่เกิดมาในโลกนี้ยังมีสิ่งที่ไม่ดีไม่งามอยู่ เรียกว่ากิเลสเครื่องเศร้าหมอง ที่เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับใจ ให้กับโลก ถ้ามีกิเลสมากเท่าไหร่ ใจก็จะเลวร้ายมากเท่านั้น ถ้าไม่มีกิเลสเลย ก็จะเป็นใจที่ประเสริฐ ดังใจของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นใจที่ประเสริฐ เป็นบุคคลที่ประเสริฐ เพราะใจของท่านสิ้นแล้วเรื่องกิเลส โลภ โกรธ หลง ไม่มีอยู่ในใจของพระพุทธเจ้า ไม่มีอยู่ในใจของพระอรหันต์ เมื่อไม่มีกิเลสแล้ว ท่านก็ไม่สร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อนให้กับตนและผู้อื่น มีแต่สร้างคุณสร้างประโยชน์โดยถ่ายเดียว พระคุณของท่านจึงได้ขจรขจายมากว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ก็เพราะใจของท่านเป็นใจที่ประเสริฐ เป็นใจที่มีแต่คุณงามความดี เป็นใจที่มีแต่ความรู้ มีปัญญาที่เป็นเหมือนกับแสงสว่าง พูดสอนใครแล้ว ก็ทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเกิดความรู้ เกิดความฉลาดขึ้นมา สามารถนำเอาไปดับความทุกข์ที่มีอยู่ภายในใจของเขาได้ การดูแลรักษาใจ การอบรมใจจึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ประพฤติปฏิบัติ ก็มีจุดหมายอยู่อันเดียวเท่านั้น คือรักษาใจ พัฒนาใจ ให้เป็นใจที่ดีที่งาม เป็นใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธจ้าทรงสั่งสอน ก็เพื่อประโยชน์ของใจ เมื่อใจได้รับการอบรม ได้รับธรรมเข้าไปแล้ว ใจจะเป็นใจที่ดีที่งาม อยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่ไปทำสิ่งชั่วร้ายทั้งหลา

ใจจะดีได้ก็ต้องอาศัยการชำระสิ่งที่ไม่ดี ที่สร้างความชั่วร้ายทั้งหลายให้เกิดขึ้น มูลเหตุของความชั่วก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของปุถุชนทุกๆคน ที่จะต้องถูกชำระสะสางให้ออกไปจากใจให้ได้ ถ้ายังมีอยู่ในใจ เวลากำเริบขึ้นมา ก็จะทำให้ใจเป็นใจที่เลวร้าย โหดร้าย ทารุณ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตนเอง อย่างใจของพวกเราก็เช่นกัน ยังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่แสดงอาการออกมา เราเลยนั่งอยู่ได้เป็นปกติ แต่ถ้าเกิดมีอะไรไปสะกิดเข้า ไปกระตุ้นขึ้นมา ทำให้เกิดโลภ โกรธ หลงขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มออกอาละวาด สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองและกับผู้อื่น ปัญหาของเราก็คืออยู่ไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆไม่ได้ เมื่อมีโลภ โกรธ หลงแล้ว จะต้องระบายออกไปทางกายและทางวาจา ถ้าไม่ควบคุมไว้แล้ว ก็จะไปสร้างความเดือดร้อน สร้างปัญหาให้กับคนทั่วไปและตัวเราด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงอยู่ที่การดูแลใจ ควบคุมใจ ชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่ในใจให้หมดไป ถ้า โลภ โกรธ หลง หมดไปจากใจแล้ว ใจจะสบาย ไม่มีอะไรมาก่อกวน ไม่มีอะไรมาสั่งการให้ไปโลภ ให้ไปโกรธ ให้ไปหลงกับอะไร เพราะไม่มี โลภ โกรธ หลง ที่จะไปกระตุ้นใจนั้นเอง เมื่อไม่มี โลภ โกรธ หลง แล้ว อยู่เฉยๆก็เป็นสุข ไม่ต้องไปดิ้นรนให้เหนื่อยยากเปล่าๆ สิ่งของต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่สิ่งที่จะให้ความสุขที่แท้จริงกับใจ แต่ใจที่มีความหลง เวลาเห็นอะไรก็ดีไปหมด เมื่อดีแล้วก็อยากได้มา เมื่อได้มาแล้วก็คิดว่าจะมีความสุข แต่ก็ไม่สุขสักที ก็อยากจะมีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตายไป สิ่งของต่างๆที่หามาได้ก็ไม่ได้เอาไปแม้แต่ชิ้นเดียว เอาไปแต่โลภ โกรธ หลง เมื่อไปเกิดใหม่ก็มาทำแบบนี้อีก ทำแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ และจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าตราบใดไม่ชำระความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดสิ้นไปจากใจ
ถ้าทำได้แล้วใจก็สะอาดบริสุทธิ์ เป็นใจของพระอรหันต์ เป็นใจของ

พระพุทธเจ้า เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ไม่ต้องกลับมาอยู่แบบทุรนทุราย อยู่เฉยๆไม่ได้ อยู่ไม่เป็นสุข ต้องออกไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขอยู่เรื่อยๆ หามาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ไม่พอ แต่ถ้าตัดโลภ โกรธ หลงได้แล้ว ก็จะไม่หิวกับอะไรอีก จะมีเงินมีทองมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ จะมีตำแหน่งสูงหรือไม่สูงก็ไม่สำคัญ จะมีใครยกย่องสรรเสริญเยินยอ หรือตำหนิติเตียนดุด่าว่ากล่าว ก็ไม่เดือดร้อน ไม่หิวกับกามสุข ไม่ต้องไปดูหนัง ดูละคร ไม่ต้องไปกินเลี้ยงกินอะไร ฉลองกันให้วุ่นวายเปล่าๆ อยู่เฉยๆก็มีความสุข ดูแลรักษาอัตภาพร่างกายไปวันๆหนึ่งก็พอแล้ว เมื่อร่างกายสลายไปก็จบ ปล่อยวางไม่ไปหาร่างกายใหม่อีกต่อไป เพราะใจถึงเมืองพอแล้ว อิ่มแล้ว พอแล้ว อย่างนี้เป็นความสุขที่เลิศที่สุด ประเสริฐที่สุด เพราะเป็นความสุขที่ไม่สูญสลาย ไม่หมดไป จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดอนันตกาล.

กัณฑ์ที่ ๘๑ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“ใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต