สารธรรม

พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาที่ได้ทรงแสดงไว้ มีจำนวนมาก ที่เก็บจารึกรักษาไว้ในพระไตรปิฎกก็มีอยู่ ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถึงแม้พระธรรมคำสอนจะมีมากขนาดไหนก็ตาม เนื้อหาสาระของพระธรรมคำสอนมีอยู่หนึ่งเดียว เปรียบเหมือนกับน้ำในมหาสมุทร ถึงแม้จะมีมากจนประมาณไม่ได้ แต่ก็มีรสชาติอันเดียวกัน คือรสเค็มฉันใด พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะมีมากก็มีเนื้อหาสาระเดียว คือ ทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ไม่ว่าพระพุทธองค์จะแสดงธรรมให้กับใครที่ไหน ก็จะแสดงเกี่ยวกับเรื่องทุกข์และวิธีการดับทุกข์เสมอไป เพราะไม่มีอะไรที่จะมีโทษรุนแรง ร้ายแรง แก่จิตใจของสัตว์โลกยิ่งกว่าความทุกข์

ทุกวันนี้ที่ต้องดิ้นรนกัน อยู่ไม่สุขกัน ก็เพราะความทุกข์นั่นเอง ไม่รู้จักคำว่า พอ อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ ทั้งที่มีปัจจัย ๔ พอเพียง มีบ้าน มีอาหารรับประทาน มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค แต่จิตใจยังดิ้นรนกวัดแกว่ง ยังมีความทะยานอยากต่างๆอยู่ คือ กามตัณหา ความอยากในกาม ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้จิตใจของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่สามารถอยู่เฉยๆได้ อยู่ไม่เป็นสุข ต้องดิ้นรนกวัดแกว่งออกไปหาสิ่งต่างๆ ที่ใจปรารถนา แต่เมื่อหามาได้แล้วก็ไม่มีความอิ่ม ไม่มีความพอ มีความสุข มีความดีอกดีใจไปชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นก็อยากจะได้ใหม่อีก เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ นี่คือลักษณะของความทุกข์ของจิตใจ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เห็น ว่าเป็นปัญหาอันสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่แก้ปัญหานี้แล้ว ต่อให้มีอะไรมากมายก่ายกองแค่ไหน ต่อให้เป็นอะไร ฐานะสูงขนาดไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นมหาเศรษฐี ก็ยังจะหาความสุข ความสงบของจิตใจไม่ได้ ตราบใดยังไม่ได้ชำระตัณหาทั้ง ๓ นี้ให้ออกไปจากจิตจากใจแล้ว ก็จะหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยความอุตสาหะวิริยะ จนเข้าถึงแก่นของความจริงว่า ความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากตัณหาทั้ง ๓ นี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น นี่คือต้นเหตุของความทุกข์ในจิตใจและพระพุทธองค์ยังทรงรู้ลึกเข้าไปอีกถึงต้นเหตุของตัณหา เพราะตัณหาอยู่เฉยๆจะเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องมีเหตุ เหตุนั้น คือ อวิชชา ความไม่รู้จริง หรือความหลง หมายถึงความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกลับตาลปัตร เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เช่น เห็นความเที่ยงแท้แน่นอนในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เห็นความสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ เห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตน นี่คือความเห็นผิด เพราะมีอวิชชาความไม่รู้จริง โมหะความหลงครอบงำจิตใจอยู่ จึงทำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นความทุกข์เป็นความสุข จึงหาความทุกข์มาใส่ตัว เพราะคิดว่านั่นคือความสุข

อะไรคือสิ่งที่เป็นทุกข์แต่กลับถูกเห็นว่าเป็นสุข ก็ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข นั่นไง ที่ทุกๆคนปรารถนากัน ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่อยากได้กัน มีแต่อยากมีเงินทองมากๆ มีตำแหน่งสูงๆ มีคนสรรเสริญมากๆ มีกามสุขมากๆด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้ากลับทรงเห็นด้วยพระปัญญาญาณว่าเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเหตุใด ทุกข์เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่แน่นอน มีอยู่ในวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะหมดไปได้ รวยวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะจนได้ เป็นนายกวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะกลับมาเป็นคนธรรมดาสามัญก็ได้ วันนี้มีคนสรรเสริญ พรุ่งนี้ก็อาจจะมีคนด่าเอาก็ได้ วันนี้มีกามสุขกัน ได้ไปเที่ยวกัน ก็มีความสุข แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีก็ได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสุขอาจจะหายจากไปก็ได้ เช่นมีความสุขกับแฟน สามี ภรรยา แต่พรุ่งนี้แฟน สามี ภรรยา อาจจะจากไปก็ได้ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อาจจะตายจากไป อาจจะทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่เข้าอกเข้าใจกัน ก็แยกทางกันไป ทิ้งกันไปก็ได้

นี่คือลักษณะของความเป็นอนิจจัง เมื่อเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความสุขที่มีอยู่ก็จะกลายเป็นความทุกข์ เป็นอนัตตาเพราะไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง เราไม่สามารถที่จะเอาสิ่งต่างๆไว้เป็นของๆเราได้ไปตลอด ถึงเวลาจะหายไป หมดไป ก็จะเป็นไปตามเรื่องของเขา ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ชำระอวิชชา ความมืดบอด ความหลงในจิตใจ จะไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของสภาวธรรมเหล่านี้ แล้วก็จะหลงไปเรื่อยๆ แล้วก็จะอยากไปเรื่อยๆ อยากไปจนกระทั่งวันตายเลย เมื่อตายไปแล้ว ความอยากนี้ก็จะเป็นตัวผลักดันให้จิตไปเกิดใหม่ ไปหาภพใหม่ชาติใหม่ แล้วก็ไปอยากต่อไปเรื่อยๆอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด มีภพชาติมากมายก่ายกองนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า น้ำตาที่เราหลั่งแต่ละภพแต่ละชาติที่เกิดจากความทุกข์นั้น ถ้าเอามารวมกันแล้ว น้ำตาที่หลั่งนี้จะมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก คิดดูสิว่าภพชาติจะมากแค่ไหน น้ำตาที่หลั่งมานี้มากกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก นี่คือเรื่องของภพชาติ เรื่องของความทุกข์ที่มีอยู่ในจิตใจที่เกิดจาก อวิชชา ความหลง ความไม่รู้

พระพุทธจ้าจึงต้องสอนให้เรารู้ ให้มีปัญญา ปัญญาเท่านั้นที่เป็นธรรมที่ดับความหลง ดับอวิชชาได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดับความมืดบอดของอวิชชา โมหะ ความหลง นี้ได้ ต้องปัญญาเท่านั้น ปัญญาก็ต้องเป็นปัญญาในพระพุทธศาสนา คือรู้ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง กับอนัตตา รู้ว่าสภาวธรรมทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรคือสภาวธรรมทั้งหลาย ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนี้พระพุทธองค์ทรงสรุปว่าเป็นไตรลักษณ์ทั้งหมด เป็นของไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ถ้ามีอุปาทานไปยึดไปติดกับสภาวธรรมเหล่านี้ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา ถ้าไม่มีอุปาทานก็จะไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่าง รถของเราเวลาใครไปทำอะไรเข้าเราจะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เพราะใจเราไปติดกับรถคันนั้นว่าเป็นของๆเรา ใครเอาฆ้อนไปทุบกระจกแตกก็จะเกิดความเสียใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเป็นรถคันอื่นที่ไม่ใช่เป็นของๆเรา ใครจะเอาไปทำอะไรเราก็ไม่เดือดร้อน เพราะอะไร เพราะไม่มีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของๆเรานั่นเอง ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอวิชชาความหลง หลงว่าเป็นของๆเรา จึงไปยึดไปติด พอเป็นอะไรขึ้นมาก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

ร่างกายของเราก็แบบเดียวกัน ร่างกายของเราพระพุทธองค์ได้แสดงไว้ว่าไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เริ่มต้นจากของพ่อของแม่ที่ผสมอยู่ในครรภ์ เมื่อคลอดออกมาก็อาศัยอาหารที่มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ข้าวปลาอาหารที่รับประทานเข้าไปมันก็มาจากต้นข้าว ต้นข้าวก็มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งต่างๆที่เรารับประทานเข้าไปมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น เมื่อเข้ามาในร่างกายแล้วก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็น ขน ผม เล็บ ฟัน เป็นอาการ ๓๒ เมื่อร่างกายดับสลาย ก็กลับคืนสู่ธาตุเดิม เอาไปเผาไฟก็เหลือแต่ขี้เถ้า ดินกลับคืนสู่ดินไป น้ำกลับคืนสู่น้ำไป ลมกลับคืนสู่ลมไป ไฟกลับคืนสู่ไฟไปนี่คือลักษณะของสภาวธรรมทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถ้าไปยึดไปติด ถ้าไม่ยึดไม่ติดไม่ครอบครอง ไม่เรียกเป็นของๆเรา เป็นตัวเรา ก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าไปยึดไปติดก็ทุกข์ ศาสนาจึงสอนที่ตรงนี้ สอนให้เห็นไตรลักษณ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง ในความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าเห็นถ้าเข้าใจแล้ว ก็จะไม่ยึดไม่ติด ใจก็จะไม่ทุกข์ ใจไม่ทุกข์ ปัญหาทั้งหลายก็หมดไป เมื่อไม่ทุกข์แล้ว ก็จะมีความสุข มีความอิ่ม มีความพอ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปมีลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เพราะความสุขในใจเลิศกว่าความสุขทั้งหลายในโลกนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เทียบไม่ได้กับความสุขที่มีอยู่ในใจ ที่เกิดจากปัญญาที่ดับอวิชชา ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลา

ดังใจของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใจของท่านพอแล้ว ท่านทำลายอวิชชาต้นเหตุที่ทำให้เกิดความอยากต่างๆได้ เมื่อไม่มีความอยาก ท่านก็ไม่ต้องไปหาอะไร อยู่ในป่าอยู่ในเขา อยู่ตามวัดตามวา อยู่ตามลำพังก็มีความสุขแล้ว วันหนึ่งๆมีอาหารรับประทานไปวันละมื้อก็อยู่ได้แล้ว มีไตรจีวร ผ้า ๓ ผืนไว้นุ่งห่มก็พอแล้ว มีที่หลบแดดหลบฝนได้ก็พอแล้ว มียารักษาโรคตามอัตภาพก็พอแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายจะแตกจะสลายไปก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ได้ยึด ไม่ได้ติด เป็นเหมือนร่างกายของคนอื่น เวลาเราเห็นคนอื่นตายไป เราจะไม่เดือดร้อน ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์กับการตายของผู้อื่นฉันใด พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ก็ไม่เดือดร้อนกับความตายของท่าน เพราะท่านได้พิจารณาด้วยปัญญาอย่างรอบคอบแล้วว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง

กัณฑ์ที่ ๗๖ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“สารธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต