ตัดตัณหาความอยากด้วยมรรค

สิ่งที่จะดับ จะอุดรอยรั่ว คือตัดตัณหาความอยากทั้ง ๓ นี้ได้ คือมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ที่พระพุทธองค์ได้ทรงดำเนินมานั่นเอง เรียกว่ามรรค ๘ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ นี่คือธรรมที่จะไปทำลายตัณหา ความอยากทั้งหลายที่มีอยู่ในใจให้หมดไปได้ ถ้าเจริญธรรมทั้ง ๘ นี้แล้ว จะมีน้ำไว้ดับไฟในใจ เมื่อเจริญมรรคได้เต็มที่แล้ว ตัณหาทั้ง ๓ คือความอยากทั้ง ๓ ก็จะหมดไป มีแต่ความอิ่ม ความพอ ความสงบ ความสุข เข้ามาแทนที่ ความทุกข์ต่างๆก็จะหมดไป

มรรคเมื่อแยกเป็น ๓ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นมรรคเหมือนกัน สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ กับ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ เป็นองค์ประกอบของปัญญา เห็นอะไรถึงเรียกว่าเห็นชอบ เห็นว่าโลกนี้เป็นโลกของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นโลกของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ เป็นเจ้าของอยู่นั้น ที่แท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นของๆตน ไม่อยู่ไปตลอด จะต้องหมดไป ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าไปยึดไปติดก็จะเป็นทุกข์ นี่คือความเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบแล้ว ก็มีความดำริชอบตามมาว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เปรียบเหมือนกับอสรพิษ เหมือนกับไฟ คนฉลาดย่อมไม่เข้าใกล้สิ่งเหล่านี้ ย่อมถอยห่างจากสิ่งเหล่านี้ถอยห่างจากสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือถอยห่างจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข นั่นเอง ไม่หลงไม่อยากมีลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เพราะมีแล้วสักวันหนึ่งจะต้องเสียใจ จะต้องร้องห่มร้องไห้ จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าไม่ยินดีกับเขา ก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข ดูพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เป็นตัวอย่าง ท่านตัดแล้ว เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ทั้งหลาย ท่านก็อยู่ได้ ท่านกลับมีความสุขมากกว่าเดิมเสียอีก สุขกว่าคนที่มีสิ่งเหล่านี้เสียอีก เพราะท่านมีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ มีสัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ท่านจึงปล่อยวาง ไม่ยึด ไม่ติด

พวกเราชาวพุทธก็เช่นกัน เรามีความศรัทธา มีความเชื่อในพระพุทธเจ้า มีความปรารถนาที่จะอยู่เหนือความทุกข์เหมือนกับพระพุทธเจ้า เราก็ต้องมีปัญญา ต้องคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นของที่เขาให้เรายืมมาใช้ เขาจะมาเอาคืนเมื่อไรก็ไม่รู้ ไม่ว่าพ่อแม่เราก็ตาม สามีหรือภรรยาเราก็ตาม บุตรธิดาของเราก็ตาม ทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของ ลาภ ยศ ฐานะต่างๆ ตำแหน่งต่างๆ ให้คิดว่าเป็นของยืมมาใช้ มีก็ใช้ไป แต่อย่าไปหลงติด เตรียมตัวคืนเขาไป วันไหนเขามาเคาะประตูแล้วพูดว่า ขอของเหล่านี้คืนนะ เราจะได้ตอบเขาไปว่า เออ เอาไปเลย เรารู้แล้วว่าของเหล่านี้ไม่ใช่ของๆเรา แม้แต่ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของๆเรา สักวันหนึ่งเขาก็ต้องมาทวงมาเอาคืนไป ถ้ามีปัญญา มีความเห็นชอบ ก็จะคิดเตรียมตัวเตรียมใจอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาใจจะไม่ทุกข์เลย จะไม่หวั่นไหว จะยิ้ม จะสบาย เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ใจ ใจเป็นของไม่ตาย ใจไม่มีปัญญา ใจเลยไปหลงไปติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของๆ ตนขึ้นมาเท่านั้นเอง นี่คือความหลง เมื่อไม่มีความหลง ก็จะปล่อยวางได้ ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งเหล่านี้ ถึงเวลาก็รู้ว่าต้องจากกันไป แต่ใจเป็นของไม่ตาย ถ้ายังไม่ถึงที่สิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ก็จะไปเกิดใหม่ แต่จะไปเกิดในภพที่ดีต่อไป เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อมีปัญญาแล้ว ย่อมดำรงตนอยู่ในศีลธรรมนั่นเอง

ศีลคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ การกระทำทางกาย ทางวาจา ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัมมาวาจาคือ พูดแต่คำสุภาพ ไม่พูดคำหยาบ พูดจริง ไม่พูดปดมดเท็จ พูดสิ่งที่มีสาระ มีประโยชน์ พูดด้วยความเมตตา ไม่พูดยุยงให้คนเขาทะเลาะกันอย่างนี้เป็นต้น เรียกว่าพูดดี พูดแล้วไม่เกิดโทษกับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำก็เช่นกัน ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่ไปล่วงเกินสามีภรรยาบุตรธิดาของผู้อื่น ต้องไปสู่ขอให้ถูกต้องตามธรรมเนียมเสียก่อน ให้เป็นที่ยินยอมของทุกฝ่ายเสียก่อน ถึงจะถือว่าไม่เป็นการสร้างโทษให้กับตนเองและผู้อื่น สัมมาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพชอบ มีสัมมาอาชีพ ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกง ไม่สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น เช่นไม่ค้าขายสิ่งที่มีชีวิต เช่นค้าหมู ค้าวัว ค้าควาย เพื่อที่จะเอาไปฆ่า ไม่ค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ เช่นยาฆ่าแมลง ไม่ค้าขายศัสตราวุธ ปืนผาหน้าไม้ กับดักสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ค้าขายสุรายาเมาทั้งหลายผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องค้าขายสิ่งเหล่าเพื่อการดำรงชีพ คนฉลาดย่อมรู้ว่าสิ่งที่มีความจำเป็นกับชีวิตนั้นมีไม่มากเลย การดูแลร่างกายไม่ต้องใช้เงินทองมากเลย ส่วนใหญ่จะหมดไปกับของที่ไม่มีสาระ ของฟุ่มเฟือย ของที่ไม่จำเป็นเสียมากกว่า แต่กลับไปหลงว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเห็นเขามี ก็ต้องมีเหมือนเขา เช่นจะต้องมีรถคันละสองสามล้าน กินอาหารต้องมื้อละสองสามพัน อย่างนี้เป็นความหลงต่างหากกินอาหารมื้อละสามสี่สิบบาทก็อยู่ได้แล้ว ถ้ากินเพื่อดูแลรักษาร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จะถูกกิเลสหลอกให้ไปรับใช้กิเลส รับใช้ตัณหา รับใช้ความอยากเสียมากกว่า ต้องเสียเวลา เสียเงินเสียทองไปกับกิเลสตัณหา ไม่รู้จักเท่าไร

สมาธิคือการทำจิตให้มีความสงบตั้งมั่น การที่จะมีปัญญาได้ จิตจะต้องมีความสงบ ตั้งมั่นก่อน จึงต้องมีสัมมาวายามะ ความเพียรชอบ ต้องพยายามรักษาจิตให้สงบ ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ด้วยการไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิ ทั้งเช้าทั้งเย็น ทำได้มากน้อยเท่าไร จิตจะมีความตั้งมั่น สงบ เย็น สบาย จิตจะตั้งมั่นได้ก็ต้องมีสัมมาสติ คือการระลึกรู้ชอบ สติเป็นผู้ที่จะควบคุมจิต เป็นผู้ที่เบรกจิตได้ สติคือการระลึกรู้ ให้รู้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ขณะที่นั่งอยู่ ก็ให้รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ขณะที่ยืน ก็ให้รู้ว่ากำลังยืน ขณะที่เดิน ก็ให้รู้ว่ากำลังเดิน ขณะที่นอน ก็ให้รู้ว่ากำลังนอน ขณะกำลังทำอะไรก็ให้มีสติ ให้รู้อยู่กับการกระทำนั้นๆ อย่าให้จิตคิดไปที่อดีต ไปที่อนาคต หรือไปที่ต่างๆ เช่นขณะนี้กำลังนั่งอยู่ที่นี่ ก็อย่าปล่อยให้จิตคิดไปที่กรุงเทพฯ ที่บ้าน หรือคิดว่าพรุ่งนี้จะไปทำอะไร ออกจากศาลานี้แล้วจะไปทำอะไรต่อ ถ้านั่งคิดอยู่อย่างนี้ก็แสดงว่าไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติแล้วจิตจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะลอยไปตามอารมณ์ต่างๆ จะไหวไปกับอารมณ์ต่างๆได้ง่าย มีอะไรมากระทบมาสัมผัสก็จะไหวตาม เป็นเหมือนนุ่น จะปลิวไปง่ายๆกับอารมณ์ต่างๆ แต่ถ้ามีสติคอยดึงจิตไว้เรื่อยๆ ต่อไปจิตจะมีความมั่นคง จะมีสมาธิ จะเป็นเหมือนกับหิน เวลามีลมพัดมาก็จะไม่ปลิวไปตามลมฉันใด จิตที่มีสมาธิ มีความตั่งมั่น ก็จะไม่ไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ที่มาสัมผัสผ่าน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดความอยากขึ้นมาง่ายๆ เพราะจิตมีความตั้งมั่นเหมือนกับหิน และถ้ามีปัญญาก็จะดับอารมณ์ต่างๆได้ทันที

นี่คือเรื่องของมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง มรรค ๘ ศีล สมาธิ ปัญญา ทาน ศีล ภาวนา เป็นธรรมที่ชาวพุทธทุกๆคนควรเจริญอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขไม่สามารถดับความทุกข์ใจได้ ดูเศรษฐีผู้มีอันจะกินทั้งหลาย เขาก็ยังทุกข์กันได้ ดีไม่ดีทุกข์มากถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มี เพราะไม่มีเครื่องดับทุกข์นั่นเอง ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีมรรค ๘ ไม่เคยทำบุญให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ผู้ที่มีธรรมสมบูรณ์อยู่ในใจ อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก จะไม่มีความทุกข์อยู่ในใจเลย มีแต่คำว่าสุขหนอ สุขหนอ อยู่ตลอดเวลา เป็นบรมสุข เป็นความสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการสิ้นสุด เป็นความสุขตลอดอนันตกาล.

กัณฑ์ที่ ๘๐ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“ทางสายกลาง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต