ทางสายกลาง

ในพระปฐมเทศนาพระบรมศาสดาได้ทรงแสดงถึงทางแห่งการดับทุกข์ ทรงเรียกวิธีการดับทุกข์ที่ได้ทรงดำเนินว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง อยู่ตรงกลางระหว่าง กามสุขัลลิกานุโยค การดับทุกข์ด้วยกามสุข และ อัตตกิลมถานุโยค การพ้นทุกข์ด้วยการทรมานตนเองโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติกันมาก่อนที่พระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คนเราเวลามีความทุกข์ก็จะดับทุกข์ด้วยวิธีต่างๆ แนวทางหนึ่งก็คิดว่าความทุกข์ดับได้ด้วยกามสุข จึงแสวงหาความสุขในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงทำให้ต้องแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะว่าเมื่อมีลาภแล้วก็จะได้เอาไปเสพเอาไปสร้างสิ่งต่างๆ ที่เสริมสร้างกามสุข คนเราจึงแสวงหาเงิน หาทองกัน เพื่อจะได้เอามาซื้อข้าวซื้อของ สร้างบ้านใหญ่ๆโตๆ มีเครื่องใช้ไม้สอยมากมายก่ายกอง ต้องการอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะได้สมดังใจ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถดับทุกข์ในจิตใจได้ เพราะความทุกข์ของจิตใจไม่ได้เกิดจากการขาดตกบกพร่องในสิ่งเหล่านี้ เมื่อได้สิ่งเหล่านี้มาแล้วก็ไม่ไปดับความทุกข์ภายในจิตใจ ไม่ได้ทำให้ความอยากในสิ่งเหล่านี้ลดน้อยถอยลงไป แต่กลับมีเพิ่มพูนมากขึ้นไปเสียอีก เมื่อมีแล้วก็อยากจะมีไปนานๆ อยากจะมีมากๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ มีของอะไรออกมาใหม่ๆ ก็อยากจะได้อยู่เรื่อยๆ มีรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาก็อยากจะได้ มีของใช้ไม้สอยที่มีออกมาใหม่ๆ ก็อยากจะได้อยู่เรื่อยๆ เมื่อมีความอยากก็ต้องขวนขวาย ดิ้นรน จึงกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา อยู่ไม่สุข อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะไม่รู้จักตัดความอยาก

พระพุทธองค์ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้มาแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้เสด็จออกบวช สมัยนั้นทรงอยู่ท่ามกลางกองเงินกองทอง ทรัพย์สมบัติต่างๆอันเลอเลิศที่มนุษย์จะสามารถหากันได้ ทรงเป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ ห้อมล้อมด้วยกามคุณ ๕ อันประณีตวิเศษทั้งหลาย แต่ทรงกลับไม่มีความสุขที่แท้จริง คือยังมีความทุกข์ มีความกังวลใจ เกี่ยวกับเรื่องความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจ และการประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนาทั้งหลาย หลังจากได้พิจารณาด้วยปัญญาอย่างรอบคอบแล้วจึงได้ทรงสลัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป แล้วเสด็จออกบวช เมื่อบวชแล้วก็ได้พบเห็นวิธีการดับทุกข์อีกแบบหนึ่ง คือการทรมานกายด้วยวิธีต่างๆของสมณะชีพราหมณ์ทั้งหลาย บางพวกไม่ใส่เสื้อผ้า บางพวกจะนั่งนอนบนที่นั่งอันแหลมคม เพื่อทรมานร่างกาย พระพุทธองค์เองก็ทรงอดพระกระยาหารถึง ๔๙ วันด้วยกันจนกระทั่งร่างกายแทบจะไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลย มีแต่หนังหุ้มกระดูก ถ้าอดต่อไปก็จะต้องตายแน่นอน ทรมานตนถึงขนาดนั้นแล้วความทุกข์ ก็ยังไม่หายไปจากใจ ความไม่สบายใจ ความกังวลใจที่เกิดจากความกลัวความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ยังไม่หมดไปจากจิตจากใจ จึงรู้ว่าทางทั้ง ๒ นี้ไม่ใช่ทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ เพราะไม่ได้ไปทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆที่มีอยู่ในใจ

ทรงเห็นว่ากายกับใจเป็นคนละเรื่องกัน ร่างกายเป็นเรื่องหนึ่ง ใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความทุกข์ที่แท้จริงอยู่ในใจ เกิดจากความอยาก จึงหันมาปฏิบัติที่ใจ เจริญจิตตภาวนา ด้วยการเจริญอานาปานสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ทำจิตให้สงบ เมื่อจิตสงบแล้ว ก็เจริญวิปัสสนาต่อไป หาสาเหตุว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้จิตอยากกับสิ่งต่างๆ ทำไมถึงต้องอยากมี อยากเป็น ทำไมถึงจะต้องกลัวความแก่ ความเจ็บ ความตาย สิ่งเหล่านี้เป็นของปกติไม่ใช่หรือ ทุกๆคนที่เกิดมาในโลกนี้ก็ต้องสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่มีใครจะหนีพ้นเลยเรื่องความแก่ ความเจ็บ ความตาย เรื่องการพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลาย เรื่องการสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของโลกนี้ เมื่อเกิดมาแล้วทุกๆ คนก็ต้องประสบกันทั้งนั้น

เมื่อทรงพิจารณาแล้วก็เห็นว่าความไม่อยากประสบกับสิ่งเหล่านี้เองเป็นต้นเหตุของความทุกข์ เกิดจากความไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของโลกนี้ จึงทำให้เกิดความอยากต่างๆขึ้นมา เมื่อเข้าใจแล้วจึงรู้ว่าเป็นธรรมดา ของโลกนี้ ถ้าเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องเหล่านี้ ทำใจยอมรับเสียแล้วใจก็จะสบาย ส่วนความอยากในกามสุข ก็อย่าไปอยาก เพราะได้มาเท่าไรก็ไม่สุขสักที ไม่อิ่มสักที ไม่พอสักที เปรียบเหมือนกับยาเสพติดทั้งหลาย เวลาเสพเข้าไปก็มีความสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว หลังจากนั้นก็อยากจะเสพอีก สูบบุหรี่ไปมวนหนึ่งแล้วก็อยากจะสูบอีกมวนหนึ่ง กินเหล้าหมดไปขวดหนึ่งแล้วก็ยังอยากจะกินอีกขวดหนึ่ง ลองมาเก็บขวดที่เคยกินไว้ดูหรือลองเก็บก้นบุหรี่ที่เคยสูบไว้ดู รวบรวมดู จะกองเท่าภูเขาเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่พอ ยังไม่อิ่มฉันใด เรื่องกามสุขที่ชอบกันก็เหมือนกัน ชอบดูหนังดูละคร ดูมาแล้วกี่เรื่อง อ่านหนังสือมาแล้วกี่เล่ม ก็ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ทำให้เพลิดเพลินมีความสุขไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง หลังจากนั้นแล้วก็ทำให้หิวให้อยากอีก ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว วันนั้นจะทุกข์จะเดือดร้อนมาก คนที่เคยสูบบุหรี่ทุกๆวัน ถ้าอยู่ๆ ทางรัฐบาลประกาศว่าต่อไปนี้ห้ามขายบุหรี่ในเมืองไทย คนที่สูบบุหรี่คงจะไม่สบายกันเยอะ เพราะหาบุหรี่สูบไม่ได้ หรือคนที่เคยกินเหล้าอยู่เป็นประจำ ถ้าไม่มีเหล้าขายในเมืองไทยแล้ว คนนั้นจะต้องลงแดงตายแน่ๆ นี่คือความทุกข์ที่เกิดจากการเสพกามสุข

พระบรมศาสดาจึงทรงสอนให้ตัดตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ความอยากในกามสุข วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น เช่นไม่อยาก แก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นสมมุติทั้งนั้น ความจริงแล้วคนเราเกิดมา ไม่มีใครเป็นอะไร มาตั้งกันขึ้นมาเอง ตั้งคนนี้เป็นนายก คนนี้เป็น ส.ส. แล้วก็ให้มีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้ มีเงินเดือนสูงๆ คนที่ไม่รู้เรื่องก็หลง ก็อยากจะมีอยากจะเป็นกับเขา แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงของตัวเอง ไม่ได้เปลี่ยนความแก่ ความเจ็บ ความตายของตัวเอง ไม่ได้ไปแก้ความทุกข์ภายในจิตใจ แต่กลับไปเพิ่มความทุกข์ให้มีมากขึ้นอีก เพราะเมื่อเคยเป็นใหญ่แล้ว เวลาไม่ได้เป็นใหญ่จะรู้สึกทุกข์มาก สังเกตดูเวลาเป็นนายกจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอไม่ได้เป็นแล้วหน้าตาเศร้าสร้อยหงอยเหงา เพราะความหลงนั่นเองทำให้ยึดติดกับสิ่งต่างๆ คิดว่ามีแล้วจะมีความสุข แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งนั้น เมื่อไปยึดไปติดแล้ว เวลาไม่มีเข้าก็จะทุกข์ใจ

จึงทรงสอนไม่ให้ไปยึดไปติดกับความอยากทั้ง ๓ นี้ ไม่ให้มีกามตัณหา ความอยากในกาม ไม่ให้มีภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น ไม่ให้มีวิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น คืออยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากจะไม่เจอสิ่งต่างๆที่ไม่ปรารถนา ที่เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักธรรมชาติของโลก เมื่ออยู่ในโลกนี้แล้ว จะไปฝืนความจริงของโลกได้อย่างไร ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น ทรงเจริญวิปัสสนาปัญญาพิจารณาหลังจากที่จิตมีความสงบ เพราะจะสามารถพิจารณาจนเห็นคล้อยตามความเป็นจริงได้ ในขณะที่จิตสงบจะไม่มีอารมณ์ของกิเลสมาคอยต่อต้าน ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีความอยากต่างๆมาคอยต่อต้าน มาคอยคัดค้าน มาคอยแย้ง ก็เลยทำให้เห็นสภาพความเป็นจริง เห็นโทษของความโลภ ความโกรธ ความหลง เห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตนของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่ไปชื่นชมยินดี อยากมีอยากเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นของชั่วคราว ในที่สุดก็ต้องหมดไป ช้าหรือเร็ว และเมื่อหมดไปก็จะมีความทุกข์ ถ้าไปยึดไปติด

ถ้าไม่ยึดไม่ติดก็จะมีแต่ความสบายใจ ใครจะเป็นนายกหรือไม่เป็นนายกก็ไม่เดือดร้อน จะมีเงินทองมากหรือน้อยก็ไม่เดือดร้อน ตราบใดมีกินมีอยู่ก็ใช้ได้แล้ว ให้ร่างกายอยู่ไปได้ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่หิว จากการขาดแคลนในเรื่องปัจจัย ๔ ก็พอเพียงแล้ว ความสุขที่แท้จริงเกิดจากการระงับดับความอยากที่มีอยู่ในใจต่างหาก ถ้าระงับดับความอยากได้แล้ว ก็จะถึงเมืองพอ ถึงคำว่าอิ่ม คำว่าพอ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว จิตที่อิ่ม จิตที่สงบ จิตที่ตัดกิเลส ตัดความอยากออกไปได้แล้ว จะไม่หิวกับอะไร ไม่อยากกับอะไร อยู่เฉยๆก็มีความสุข เปรียบเหมือนน้ำที่เต็มแก้วแล้ว เติมเข้าไปอีกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร น้ำเต็มแก้ว เติมเข้าไปก็มีแต่จะล้นทิ้งไปเสียเปล่าๆฉันใด ใจก็เหมือนกัน ใจนี้เปรียบเหมือนกับตุ่มน้ำที่มีรอยรั่วอยู่ ๓ รอย ที่เกิดจากความอยากในกาม อยากเป็น และความกลัวแก่ เจ็บ ตาย นี่คือรอยรั่วของใจ ถ้าไม่อุดรอยรั่วทั้ง ๓ รอยนี้แล้ว เวลาเติมน้ำให้เต็ม เดี๋ยวน้ำก็ต้องซึมออกมาจนหมดไป ต้องเติมอยู่เรื่อยๆ ต้องอยาก ต้องกลัวไปเรื่อยๆ แต่คนฉลาดถ้ารู้ว่ามีรอยรั่วอยู่ ก็จะอุดรอยรั่วทั้ง ๓ นี้เสีย เมื่ออุดแล้วทีนี้เติมน้ำเข้าไปทีเดียวให้เต็ม น้ำก็จะไม่พร่อง จะเต็มอยู่เสมอ ใจก็เหมือนกับตุ่มน้ำนี่แหละ ตุ่มน้ำที่ยังมีรอยรั่วอยู่ รอยรั่วที่เกิดจากความอยากทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ถ้าอุดรอยรั่วทั้ง ๓ นี้ได้ คือ ตัดตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้ ใจก็จะถึงเมืองพอ ถึงบรมสุข ปรมัง สุขัง.

กัณฑ์ที่ ๘๐ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“ทางสายกลาง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต