ความเพียร

พระเจตนาของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนา มีอยู่เป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ ช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายที่ยังอยู่ภายใต้ความมืดบอดของอวิชชา ความไม่รู้จริงในสภาวธรรมทั้งหลายว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ได้มีแสงสว่างนำพาไปสู่ที่ดีที่งาม ที่สุขที่เจริญ ถ้าไม่มีพระธรรมคำสอนซึ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างในที่มืดแล้ว การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏของสัตว์โลกทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากย่อมไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่ไปสู่ที่ไม่ดีคือทุคติ แต่ถ้ามีแสงสว่างพาไปแล้ว ย่อมเป็นไปด้วยความสุขความเจริญ ไปสู่ที่ดีคือสุคติ จนถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเกิดศรัทธาความเชื่อและปฏิบัติตาม คือ ๑. ไม่กระทำบาปทั้งปวง ๒. ทำความดีทั้งหลายให้ถึงพร้อม ๓. ชำระจิตให้สะอาด ความสกปรกของจิตคือ กิเลส เครื่องเศร้าหมอง ได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งทางศาสนาเห็นว่าเป็นสิ่งที่สกปรก เพราะสร้างความทุกข์ให้กับใจ จึงต้องชำระให้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจ จนสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นจิตที่มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์ เป็นบรมสุข ปรมังสุขัง

การปฏิบัติธรรมจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับธรรม ๒ ประการ คือ ๑. สติ การระลึกรู้ ๒. วิริยะ ความพากเพียร ต้องมีธรรม ๒.ประการนี้ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ ถ้าไม่มีวิริยะ ความพากเพียร มีแต่ความเกียจคร้าน ก็จะไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ถ้าไม่มีสติก็จะไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ การมีสติคือต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ต้องคอยเฝ้าดูก็คือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ ต้องมีสติให้รู้อยู่ว่าขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่ กำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไรอยู่ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ก็ทำไป พูดไปคิดไป ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาป ตรงข้ามกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ก็ต้องละ อย่าไปคิด อย่าไปพูด อย่าไปทำ ถ้าไม่มีสติจะไม่รู้ว่าขณะนี้กำลังคิดดีหรือคิดไม่ดี เมื่อคิดไม่ดีแล้ว ถ้าปล่อยออกไป ก็จะพูดไม่ดี ทำไม่ดี เพราะไม่มีสติ ไม่รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่

แต่ถ้ามีสติคอยเฝ้าดู กาย วาจา ใจ จะรู้อยู่ทุกขณะเลยว่า ขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่ กำลังจะพูดอะไร กำลังจะทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร จะรู้ทันที ถ้ามีสติก็จะทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน คือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ จะไม่ไปในทางบาปกรรมความชั่ว แต่ไปในทางบุญกุศล ไปในทางที่ลดละ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความพากเพียรในการปฏิบัติธรรมก็จะเป็นไปในทางที่ควรไป คือไปแต่ทางที่ดี ทางที่ไม่ดีก็ไม่ไป ทางที่ไปสะสมความโลภ ความโกรธ ความหลงก็จะไม่ไป ทางไหนถ้าไปแล้วตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงก็จะไปทางนั้น จะปฏิบัติด้วยวิริยะ ความพากเพียร อุตสาหะ

จะเพียรอยู่ใน ๔ ลักษณะ คือ ๑. เพียรชำระบาปที่มีอยู่ให้หมดไป เหมือนกับเวลามีเสื้อผ้าสกปรก ก็เอาไปซักเสีย ไม่เอามาใส่เพราะไม่มีใครอยากจะใส่เสื้อผ้าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็น ฉันใด บาป ความชั่ว การกระทำที่ไม่ดี การกระทำที่นำมาซึ่งความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็จะไม่ทำ ต้องละเสีย ๒. เพียรป้องกันไม่ให้บาปที่ได้ชำระแล้ว หวลกลับคืนมาอีก ถ้าเป็นเสื้อผ้า ก็เป็นเสื้อผ้าที่ได้ซักสะอาดแล้ว ก็ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ไม่ให้เปรอะเปื้อน ไม่ให้สกปรกอีก ๓. เพียรสร้างความดีที่ยังไม่มีในตนให้เกิดขึ้น ถ้าไม่เคยทำบุญทำทาน ก็พยายามทำ ไม่เคยรักษาศีล ก็พยายามรักษา ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา ก็พยายามทำเสีย เหมือนกับเวลาไม่มีเงินทองต้องขยันหา เพราะรู้ว่าเงินทองเป็นของมีค่า มีคุณ มีประโยชน์ เหมือนกับความดี เพียงแต่ความดีนี้ จะดีกว่าเงินทอง เพราะความดีให้ความสุขกับจิตใจได้อย่างแท้จริง ส่วนเงินทองบางครั้งก็ให้ความสุข บางครั้งก็ให้ความทุกข์ มักจะมาด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ให้ความสุขด้วย ให้ความทุกข์ด้วย เวลาได้เงินทองมาก็ดีใจ เวลาเงินทองหมดก็ทุกข์ใจ ส่วนความดีจะให้แต่ความสุขโดยถ่ายเดียว และจะไม่หมดไปง่ายๆ เพราะไม่มีใครจะขโมยไปได้ จะลืมทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่ได้เพราะอยู่กับใจ

คุณงามความดีจึงมีคุณค่ามากกว่าเงินทอง ควรแสวงหาความดียิ่งกว่าแสวงหาเงินหาทอง เพราะความดีนอกจากให้ความสุขใจแล้ว ยังดับความทุกข์ใจด้วย เงินทองดับความทุกข์ใจไม่ได้ คนมีเงินทองเป็นร้อยล้านพันล้านยังวุ่นวายใจเลย กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีความกังวล ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตน ส่วนคนที่มีความดีอยู่ในจิตใจแล้วจะไม่วุ่นวายใจ จะไม่ทุกข์ใจ เพราะความดีทำให้รู้จักปลง ให้รู้จักวาง ให้รู้จักสภาพความเป็นจริงของโลกว่าเป็นอย่างไร เมื่อรู้ความเป็นจริงของโลกแล้ว จะไม่ฝืน ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น อะไรจะมาก็มา อะไรจะไปก็ไป อะไรจะเกิดก็เกิด อะไรจะไม่เกิดก็ไม่เกิด ใจจะไม่ฝืนความจริง ถ้าไม่มีความอยากที่สวนทางกับความจริงแล้ว ความทุกข์ก็จะไม่มี เช่นถ้าตอนนี้อยากจะรวยมากขึ้น ความทุกข์ก็เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราไม่อยากรวยกว่าที่เป็นอยู่ พอใจกับที่มีอยู่ในขณะนี้ มีเท่าไหร่ ก็พอใจเท่านั้น ความทุกข์ก็จะไม่มี.

กัณฑ์ที่ ๘๒ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๕)

“ความเพียร”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต