มรรคต้องเจริญให้สมบรูณ์

การทำความเพียรนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อผลต่างๆที่เราต้องการกัน สิ่งที่เราตัองการทำความเพียรนี้ คือการเจริญมรรคดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้ในกิจพระอริยสัจ ๔ ว่ามรรคต้องเจริญให้สมบรูณ์ ตอนนี้มรรคของพวกเรายังไม่สมบรูณ์กัน เราจึงต้องมาเร่งความเพียร มาเจริญมรรคให้สมบรูณ์ เพราะวันเวลาของเราจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่รีบเร่งทำความเพียรเสียแต่บัดนี้ต่อไป เวลาจะไม่มีเวลาหมดแล้ว เราก็จะไม่สามารถทำความเพียรได้ เราจึงตัองคอยเตือนใจอยู่เรื่อยๆ ว่าเรากำลังเดินเข้าหาความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความตายที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญมรรค ถ้าเราไม่มีมรรค เราจะไม่มีเครื่องมือที่จะมาใช้ในการดับทุกข์ได้

ดังนั้นเราจึงต้องพยายามใช้เวลาอันมีค่าของเรานี้ ให้ไปกับการเจริญมรรคให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างพระภิกษุ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้เจริญมรรคตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย มรรคที่สำคัญข้อแรกก็คือ “สติ” เพราะก่อนจะมีสมาธิ มีปัญญาได้ จำเป็นจะต้องมีสติก่อน ถ้ามีสติแล้วเวลานั่งสมาธิใจก็จะสงบ พอใจสงบแล้ว เวลาใจเกิดความอยาก เกิดความทุกข์ขึ้นมาก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วก็จะสามารถนำเอาปัญญามาละความอยาก มาดับความทุกข์ได้ มรรคจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการที่จะทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์

ความทุกข์นี้เราต้องเห็น ถ้าเราไม่เห็น เราก็จะไม่ไปจัดการกับมันถ้าเราไม่เห็นว่ามันเกิดจากความอยาก เราก็จะไม่ละความอยาก เมื่อเราไม่ละความอยากความทุกข์ก็จะไม่มีวันหมดไป เราจะเห็นความทุกข์ที่เกิดจากความอยากได้ เราจะต้องเห็นด้วยมรรคก็คือสมาธิ เห็นว่าเวลาใจสงบนี้ใจไม่ทุกข์ พอใจไม่สงบใจเกิดความอยากขึ้นมาก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราก็สามารถที่จะใช้ปัญญามาสอนใจ ให้ละความอยากโดยสอนใจให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจอยากได้อยากมีอยากเป็นนั้นไม่เที่ยงเป็นของชั่วคราว

เวลาได้ก็มีความสุข เวลาหมดก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา เวลาที่อยากได้ใจก็ไม่สบายแล้วใจไม่สงบแล้วเวลาได้มาก็ต้องมากังวลกับการดูแลรักษาก็ไม่สงบอีกเหมือนกัน แล้วเวลาที่เสียไปก็ไม่สบายใจ เป็นความทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มอยากก็เป็นความทุกข์แล้ว ขณะที่แสวงหาก็เป็นความทุกข์ ขณะที่ได้มาแล้วก็เป็นความทุกข์ ขณะที่สูญเสียไปก็เป็นความทุกข์เพราะใจไม่สงบนั่นเอง

อันนี้จะเห็นได้ด้วยปัญญาคือต้องเห็นว่าของทุกอย่างที่ใจอยากได้นี้ ไม่เที่ยงได้มาแล้วหรือกำลังอยากจะได้ ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาแล้วก็ไม่สามารถที่จะสั่งหรือจะห้ามให้สิ่งต่างๆนั้นเที่ยงได้ ให้อยู่กับเราไปตลอดได้ เป็นของเราไปตลอดได้ใจของเราก็จะทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ไปถ้ามีความอยากที่จะได้เขามาเป็นสมบัติของเรา ถ้าเห็นด้วยปัญญาเห็นในขณะที่จิตเปลี่ยนจากความสงบมาเป็นความไม่สงบก็จะเห็นความแตกต่าง

จะเห็นว่าเวลาใจไม่สงบนั้น เวลาใจอยากนั้นทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นมา ถ้าอยากจะให้ใจกลับคืนสู่ความสงบ ก็ต้องหยุดความอยาก นี่เป็นมรรคที่เราต้องเจริญให้มาก ถ้าใจเราไม่มีสติพอกำลังไม่พอ ใจของเราก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความสงบได้ พอใจไม่สงบเรา ก็จะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างความสงบกับความไม่สงบว่าเป็นอย่างไร เราจะไม่เห็นเหตุของสิ่งที่ทำให้ใจไม่สงบ ว่าเกิดจากอะไร

เราจึงต้องพยายามเจริญมรรคให้มากโดยเฉพาะข้อแรกก็คือ สติ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้นักบวชเจริญตั้งแต่ตื่นจนหลับ ไม่ว่าจะทำอะไรให้มีสติคอยควบคุมความคิดของใจ ไม่ปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อยไม่ปล่อยให้ใจคิดไปในทางความอยากต่างๆ อันนี้ถ้าได้มีเวลาอยู่แบบนักบวช อยู่พระภิกษุไม่ทีภารกิจการงานอย่างอื่นที่จะต้องไปทำ มีภารกิจที่จำเป็นที่จะต้องดูแลร่างกายเท่านั้น เช่นอาบน้ำ อาบท่า รับประทานอาหาร ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ทำความสะอาดซักเสื้อผ้า ภารกิจเหล่านี้ก็ไม่ต้องใช้ความคิดมาก สามารถเจริญสติควบคู่ไปกับการทำภารกิจเหล่านี้ ถ้ามีโอกาสหรือมีเวลาอยู่แบบนักบวช อยู่แบบพระภิกษุได้การที่จะเจริญมรรคให้สมบรูณ์ ก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดาย เจริญมรรคตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา เจริญสติตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาไม่ปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อยให้อยู่ในปัจจุบัน ให้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่จะเหนี่ยวรั้งจิตใจไม่ให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้จะอยู่กับการบริกรรมพุทโธๆก็ได้ จะอยู่กับการเคลื่อนไหวกับการกระทำของร่างกายก็ได้ ให้คอยเฝ้าดูร่างกายในทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว ไม่ให้คลาดจากสายตาของใจ

ใจต้องอยู่กับร่างกายไปตลอดเวลา ถ้าทำอย่างนี้ได้มีสติอย่างนี้ได้ เวลานั่งสมาธิใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้ เวลานั่งสมาธิก็ถ้าดูร่างกายดูการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ให้ดูที่ลมหายใจดข้าออกขณะที่นั่งหลับตา แล้วก็อย่าให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้อยู่กับลมเพียงอย่างเดียว หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ หายใจยาวก็รู้ ให้รู้ตามความจริง ไม่ต้องไปปรับไปควบคุมบังคับลมหายใจ ต้องการใช้ลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจเพื่อไม่ให้ไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องต่างๆแม้ในขณะที่นั่งจะมีอะไรปรากฎให้รับรู้ก็ไม่ให้ไปสนใจ ให้สนใจอยู่กับลมหายใจเพียงอย่างเดียว ไปจนกว่าจิตจะรวมเข้าสู่ความสงบจนปล่อยวางลง ปล่อยวางร่างกายไปในที่สุดเหลือแต่สักแต่ว่ารู้ เป็นความสุขที่มหัศจรรย์ใจ เป็นอุเบกขาแล้วก็ให้อยู่ในสภาพนั้นไปจนกว่าจะถอนออกมาเอง

เวลาถอนออกมาแล้วนี้จิตก็ยังสงบอยู่ ถ้ายังไม่มีความคิดปรุงแต่งไปในทางความอยาก แต่พอคิดไปในทางความอยากนี้จิตก็จะกระเพื่อมขึ้นมาทันที เหมือนกับน้ำที่นิ่งแล้วมีปลาผุดขึ้นมาโผล่ขึ้นมา น้ำที่นิ่งก็จะมีคลื่นขึ้นมา ฉันใดใจที่สงบแล้วเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไหร่ ใจก็จะกระเพื่อมขึ้นมาเริ่มเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา อันนี้แหละที่เรียกว่าสมาธิ สนับสนุนปัญญา เพราะมีสมาธิแล้วก็จะทำให้สามารถเห็นทุกข์ได้

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗

“เพียรเจริญมรรค”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต