พอใจเป็นอุเบกขามีความสงบแล้ว จะปล่อยความอยากในสิ่งต่างๆได้

ถาม : มีความสงสัยว่า อะไรพอเห็นมันแล้วก็ไม่เที่ยงบางครั้งพอรู้สึกว่ามันไม่เที่ยงมากๆเข้า แล้วเราจะทำอะไรได้รู้สึกท้อค่ะว่าไม่มีอะไรเที่ยงให้คว้าไว้เลย ทำไมพระพุทธเจ้าท่านถึงเห็นแดนที่จะสุขได้ พระพุทธเจ้าท่านเห็นได้อย่างไรแล้วเราหรือจะเห็นได้เช่นพระพุทธเจ้า คงยากเกินกว่าที่ปัญญาลูกจะเห็นได้สิ่งนี้ ทำให้มีความรู้สึกท้อใจค่ะควรแก้ไขอย่างไรดีคะ

พระอาจารย์: แสดงว่าใจเรายังไม่สงบพอที่จะเจริญปัญญา เพราะว่ามีความอยากมาก อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเราอยู่กับเราไปนานๆ พอเราพิจารณาเห็นว่าเขาเป็นของชั่วคราวเป็นของไม่เที่ยง ก็จะทำให้ใจของเรานี้เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย เกิดความทุกข์ขึ้นมา

ดังนั้นเราจึงต้องมาฝึกทำสมาธิทำใจให้สงบก่อน เพราะเวลาใจสงบใจจะเป็นกลาง เป็นอุเบกขา แล้วจะไม่มีความอยากที่รุนแรง ที่จะอยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเราอยู่กับเราไปตลอด เพราะเราพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ เราก็จะปล่อยวางได้ ละได้ เพราะเราจะรู้ว่าถ้าเรามีความอยากให้เขาเที่ยง อยากให้เป็นของเราไปนานๆเราก็จะเกิดความรู้สึกแบบนี้ เกิดความท้อเกิดความทุกข์ขึ้นมา

ดังนั้นตอนนี้จึงควรที่จะพักการเจริญปัญญาไว้ชั่วคราวก่อน หันมาเจริญสติให้มากๆ ทำใจให้สงบ ทำใจให้รวมเป็นอุเบกขาก่อน พอใจเป็นอุเบกขามีความสงบ มีความสุข ในตัวแล้ว ก็จะปล่อยความอยากในสิ่งต่างๆได้ ตอนนี้เราไม่มีความสุขทดแทนพูดง่ายๆ เรายังต้องพึ่งอาศัยสิ่งต่างๆมาให้ความสุขกับเรา

พอเราไปเห็นว่าเขาไม่เที่ยงเขาต้องจากเราไปหรือเราต้องจากเขาไป เราก็จะเกิดความท้อเพราะเราจะไม่มีความสุข เราจะสูญเสียความสุขไป แต่ถ้าเราได้เจริญสติจนกระทั่งทำใจให้สงบเป็นอุเบกขาได้ เราจะได้ความสุขที่ดีกว่าจากความสุขจากการที่ได้จากสิ่งนั้นสิ่งนี้ บุคคลนั้นบุคคลนี้ พอเรามีความสุขที่ดีกว่าแล้ว ทีนี้เราจะเสียความสุขแบบเก่าไปเราก็จะไม่เดือดร้อน เพราะเรามีความสุขทดแทนเหมือนกับเรามีรถเก่าแล้วเราไปซื้อรถใหม่มา พอเรามีรถใหม่แล้ว รถเก่าเราจะจอดไว้เฉยๆหรือจะยกให้คนอื่นไป เราก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะเรามีรถใหม่ที่ดีกว่ารถเก่า ที่เราสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกอย่างสบาย แต่ถ้าเราไม่มีรถใหม่มีรถเก่าเราก็ยังต้องรัก ต้องหวงมันถึงแม้ว่ามันจะเก่า มันจะเสียอยู่เรื่อยๆต้องคอยซ่อมมันอยู่เรื่อยๆก็ยังดีกว่าเดิน

ฉันใดก็อย่างนั้นถ้าตอนนี้เราไม่มีความสงบอยู่กับใครก็ยังดีกว่าไม่มีใครอยู่ด้วย ถึงแม้ว่ามันจะสุขบ้างทุกข์บ้าง จะกัดกันบ้างจะรักกันบ้าง ก็ยังทนไหวอยู่เพราะมันไม่มีอะไรดีกว่านี้นั่นเอง แต่ถ้ามันมีอะไรดีกว่านี้มันทิ้งเลย มันไม่เอาแล้ว ฉะนั้นกลับมาสร้างความสุขทดแทนให้ได้ก่อน มาสร้างความสงบนั่งสมาธิให้ได้ เพราะเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งหลาย

พอเราได้ความสุขจากความสงบแล้วเราทิ้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ ทิ้งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ได้อย่างสบายเลยไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย จึงต้องกลับมาเจริญสติก่อน ทำใจให้สงบใจสงบแล้วมีความสุขแล้ว พอพิจารณาของไม่เที่ยงปั๊ปโยนทิ้งเลยไม่เที่ยงไปเก็บมันไว้ทำไม ไม่เที่ยงเดี๋ยวมันก็ต้องจากเราไปแล้วก็โยนมันไปก่อนดีกว่า นี่คือประโยชน์ของสมาธิ
ถ้าใครไม่ปฏิบัติสมาธิแล้วจะไปวิปัสสนานี้ก็แสดงว่าหลงแล้ว ไปไม่ถูกทางไปไม่ได้ไม่มีวันที่จะไปได้ ไม่มีวันที่จะตัดสิ่งต่างๆที่ตนเองยึดติดอยู่ได้.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗

“เพียรเจริญมรรค”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต