การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง

ถ้าเราทำทาน ติดไปเป็นนิสัยทานนี้ก็จะติดไปกับใจของเรา ถ้าเรายังไม่ถึงการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด ทุกภพทุกชาติที่เราจะเกิดนี้ เราจะเกิดด้วยทาน จะมีทานอยู่คู่กับใจของเรา เราจะชอบทำบุญทำทาน ถ้าเรารักษาศีลจนติดเป็นนิสัยไปกับเราได้ ทุกภพทุกชาติ เราก็จะรักษาศีล เวลาที่เราได้ไปเกิดใหม่ ถ้าเรานั่งสมาธิได้ เจริญปัญญาได้ ภาวนาได้ เราก็จะบำเพ็ญจิตตภาวนานั่งสมาธิเจริญปัญญาไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าเราจะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป และภพชาติของเราก็จะ มีความสุขเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ มีความทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ ด้วยอำนาจของทาน ศีล ภาวนานี่แล

นี่แหละคือกิจของเรา กิจที่เราพึงกระทำ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อนที่จะทรงจากพวกเราไป ที่เป็นพระปัจฉิมโอวาท ที่ทรงตรัสไว้ว่า สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีเกิดย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ของตนและของผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี่แหละการยังประโยชน์ ก็คือการทำกิจกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรากระทำกัน ขอให้เราทำทานกันให้มากๆ รักษาศีลกันให้มากๆ ภาวนากันให้มากๆ แล้วเราก็จะได้ผลอันเลิศอันประเสริฐก็คือมรรคผลนิพพานนี่เอง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

ดังนั้นเราควรที่จะสอนคอยสอดส่องดูการกระทำของเราอยู่อย่างต่อเนื่องว่าวันเวลาผ่านไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรากำลังทำทานกันหรือเปล่า กำลังรักษาศีลกันหรือเปล่า กำลังภาวนากันหรือเปล่า เรากำลังทำอย่างอื่นหรือเปล่า เรากำลังหาเงินหาทองหาลาภหายศ หาสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่หรือเปล่า ถ้าเราหาเราก็ควรที่จะหยุดหาได้แล้ว ถ้าจะหาก็หาเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ถ้าเรายังไม่มีทรัพย์พอที่จะเลี้ยงดูร่างกายของเราด้วยปัจจัย ๔ เราก็หาทรัพย์มาเพื่อมาเลี้ยงดูร่างกายของเรา แต่เราไม่หามากจนเกินต่อความต้องการของร่างกาย เราจะไม่ไปหายศถาบรรดาศักดิ์ เราจะไม่ไปหาสรรเสริญการยกย่องเยินยอ เราจะไม่ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย แต่เราจะมาหาความสุขทางใจกัน ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา

ถ้าเราหมั่นสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเราทุกวันทุกเวลา เราจะได้ไม่หลงทางกัน เหมือนกับถ้าเราเปิดเเผนที่ดู เวลาที่เราเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไป ทุกครั้งที่เรามาเจอสี่แยก ทางเลี้ยวเราก็เปิดเเผนที่ดูว่าเราต้องไปทางไหน ถ้าเราไม่เปิดเราอาจจะเลี้ยวผิดทางไป แล้วเเทนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เราจะไปไม่ถึง เราจะต้องเสียเวลาวกกลับมาใหม่มาเริ่มต้นใหม่ หรือบางทีเราอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าเรากำลังไปผิดทาง อย่างนี้ยิ่งยากต่อการกลับมาสู่ทางที่ถูกได้ อย่างคนที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่า ภารกิจของตนที่เป็นประโยชน์กับตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอะไร ก็จะหลงคิดว่าสิ่งที่ควรจะหากันในโลกก็คือ ลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่นี้จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการหาสภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ที่หามาได้นี้ไปหมด เมื่อเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นร่างกาย เขาเป็นใจ เขาคิดว่าเขาเป็นร่างกาย พอร่างกายนี้ตายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด ตัวเขาเองก็หมดไปกับร่างกาย จึงทำให้เขาต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะเป็นความสุขทางเดียว ที่เขาสามารถจับต้องได้เห็นได้ เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง กับความสุขทางใจนั่นเอง

แต่สำหรับผู้ที่มีอดีตที่ดีที่ผ่านมา คือในอดีตชาติต่างๆ ได้มีโอกาสทำบุญ ทำทาน ได้มีโอกาสรักษาศีล ได้มีโอกาสภาวนา ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขทางใจ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่มีบุญ อย่างที่ในมงคลสูตรที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง” เพราะจะทำให้เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอีกแบบหนึ่ง ความสุขทางใจแล้วก็จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้เราได้มาสร้างความสุขทางใจต่อไป ถ้าเราไม่เคยได้สัมผัสรับรู้กับความสุขทางใจ ไม่รู้ว่าการทำบุญให้ทานนี้ให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการรักษาศีลให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการภาวนาให้ความสุขกับเรา เราก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเลยว่าเป็นความสุขอย่างไร ถ้าใช้ปัญญาพินิจพิจารณาก็จะเห็นเลยว่ามันเป็นความสุขของเสพติดดีๆ นี่เอง.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต