กฎของธรรมชาติ และกฎของกรรม

ชีวิตของพวกเราอยู่ภายใต้กฎ ๒ ชนิดด้วยกัน คือกฎของธรรมชาติ และกฎของกรรม กฎของธรรมชาติก็คือความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ชีวิตของเรา ร่างกายของเราไม่นิ่งอยู่เฉย มันเคลื่อนไปเรื่อยๆ เกิดมาแล้วมันก็ต้องเจริญเติบโต เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็เริ่มชราภาพลง เสื่อมลงไป และในที่สุดก็ต้องแตกสลายดับไป นี่คือลักษณะของสิ่งต่างๆที่ใจมาเกี่ยวข้อง ถ้าเราเข้าใจกฎทั้ง ๒ กฎนี้แล้ว คือกฎแห่งกรรมและกฎของธรรมชาติ แล้วไม่ไปฝืน ไม่ไปขัด ไม่ไปต่อสู้แล้ว เราจะอยู่ได้อย่างสุขสบายใจ เพราะใจจะสุขหรือจะทุกข์ก็อยู่กับว่า รู้จักกฎทั้ง ๒ กฎนี้หรือเปล่า ถ้ารู้จักกฎทั้ง ๒ กฎนี้แล้ว ก็จะไม่ฝ่าฝืน แล้วก็จะอยู่ได้ด้วยความสงบร่มเย็น อะไรเป็นอะไรก็รับได้ทั้งนั้น มาก็รับได้ ไปก็รับได้

แต่ถ้าไม่เข้าใจกฎของธรรมชาติ ใจของเราจะถูกความหลงครอบงำ เมื่อเกิดความหลงแล้ว ก็จะเกิดความอยากต่างๆขึ้นมา อยากให้สิ่งนั้นอยู่กับเรานานๆถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบ อยากจะให้สิ่งนั้นหายไปเร็วๆ จากเราไปเร็วๆ ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ นี่ก็เป็นเพราะว่าเราไม่เข้าใจถึงกฎของธรรมชาตินั่นเอง และเมื่อเราต้องการให้สิ่งที่เราไม่ชอบ จากเราไปเร็วๆ ถ้าเขาไม่ไปเร็วๆ เราก็เกิดความวุ่นวายใจ หรือถ้าสิ่งที่เราชอบ เราอยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ แต่เขาจากเราไปเสียก่อน นี่ก็จะทำให้เราไม่สบายใจ ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้เขาก็จะเป็นของเขาอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดมา สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ และหลังจากที่เราตายไปแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ยังเป็นอย่างนี้อีก เขาจะต้องหมุนไปตามกฎแห่งกรรมและกฎของธรรมชาติ เราเป็นผู้ที่มาเกิด มาสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ฉลาด ไม่รู้จักปฏิบัติ ก็จะมีแต่ความทุกข์ใจ เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าไฟนี้มีโทษอย่างไร มีความร้อนอย่างไร เราเอามือไปจับไฟเข้า ไฟก็จะต้องเผามือของเรา ฉันใดก็ฉันนั้น

การกระทำอะไรต่างๆ จึงต้องมีปัญญา มีความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องกับสิ่งต่างๆ ที่ใจเราไปเกี่ยวข้องด้วย ถ้ารู้ตามที่ได้แสดงไว้ คือรู้จักกฎของธรรมชาติ คือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่เอามาครอบครองเป็นตัวเรา เป็นของเราไม่ได้ แต่เป็นของธรรมชาติแท้ๆ นี่อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือกฎแห่งกรรม ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น กรรมในอนาคตเรากำหนดได้ แต่กรรมในอดีตเราไปแก้ไม่ได้ เราเคยทำกรรมดีกรรมชั่วอย่างใดไว้ มันก็จะต้องส่งผลของมัน เป็นสุขเป็นทุกข์ให้กับผู้กระทำกรรมนั้นๆ แต่ผลของกรรมในอนาคตสามารถกำหนดได้ด้วยการกระทำกรรมในปัจจุบัน ถ้าเรากระทำกรรมดี ผลที่จะตามมาในอนาคต ย่อมเป็นความสุขและความเจริญ ถ้าเรากระทำความชั่ว ผลที่จะตามมาก็คือความทุกข์ ความหายนะ ความเสื่อมเสียทั้งหลาย

นี่เป็นหลักตายตัว เป็นหลักที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และพยายามประพฤติปฏิบัติ ด้วยการอบรมสั่งสอนใจของเราอยู่เสมอ ถ้าเราไม่สามารถสอนใจเราได้ เราก็ต้องคอยเข้าวัดอยู่อย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อเป็นเครื่องพร่ำสอน ถ้าไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาว่างที่จะเข้าวัด ก็ขอให้เอาวัดมาไว้ที่บ้านของเรา ด้วยการเปิดหนังสือธรรมะอ่าน เปิดวิทยุฟังเทศน์ฟังธรรมตามสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ หรือหาเทปธรรมะที่ได้มีการอัดไว้มาฟัง ต้องฟังอยู่เรื่อยๆ เพราะถ้าเราไม่ฟังปุ๊บ เดี๋ยวใจก็ไปคิดเรื่องอื่นปั๊บ เราก็ลืมแล้ว สิ่งที่ได้ฟังวันนี้พอญาติโยมออกจากศาลานี้ไป ก็จะลืมเรื่องที่ได้พูดกันในวันนี้แล้ว เพราะเดี๋ยวเรื่องอื่นก็จะเข้ามาแทนที่ คนนั้นก็จะมาพูดเรื่องนั้น คนนี้ก็จะมาพูดเรื่องนี้ให้ฟัง เราก็จะมัวยุ่งกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนลืมเรื่องที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้

ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงนำสิ่งต่างๆ ที่ท่านได้ยินได้ฟังในวันนี้ นำไปพินิจพิจารณาอยู่อย่างสม่ำเสมอ คิดอยู่เรื่อยๆ เวลาอยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ลองนึกว่าวันนี้เราจะคิดอะไรดี เราคิดธรรมะบ้างหรือยัง เรื่องที่เราได้ยินได้ฟังที่วัด เรื่องกฎของธรรมชาติ เรื่องกฎของกรรม เราเอามาคิดเสีย คิดอยู่เรื่อยๆ เตือนสติเราอยู่เรื่อยๆ แล้วเราจะได้ปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้วใจเราจะสบาย ทุกวันนี้ที่เราว้าวุ่นขุ่นมัว วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ ก็เพราะว่าเราไม่ปล่อยวางนั่นเอง เรายังมีความอยากอยู่ ยังอยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นไปตามที่เราต้องการ แต่เราไม่เข้าใจว่าเราไปบังคับธรรมชาติไม่ได้ เหมือนกับฝนกับแดด เราไปบังคับเขาได้ไหม ฝนกับแดด เขาก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของเขาฉันใด เรื่องราวต่างๆ รอบตัวเรา ส่วนใหญ่เราก็ไปบังคับเขาไม่ได้เหมือนกัน ส่วนไหนที่เราพอจะบังคับได้ ดูแลได้ เราก็ดูแลไป แต่ถ้าไม่อยู่ในวิสัย เราก็ต้องปล่อยวาง

ถ้าปล่อยวางได้แล้ว ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุข ความสดชื่น ด้วย ความเบิกบาน ท่ามกลางการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การเกิดการดับของสิ่งต่างๆ ใจของเราจะไม่มีความกังวล ไม่มีความวุ่นวาย เพราะใจเราปล่อยวาง เพราะใจเราเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่เราต้องให้เป็นไปตามเรื่องของเขา เหมือนกับการขึ้นกับการตกของตะวัน เราก็อยู่กับเขาได้ เราก็ไม่เดือดร้อนอะไร จึงขอฝากเรื่องราวของการฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา ให้เกิดความรู้ที่แท้จริง มาพร่ำสอนใจของเรา เมื่อเราฟังแล้ว ก็เอาสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมาสอนเรา สอนไปเรื่อยๆ เตือนสติเราไปเรื่อยๆ แล้วจะได้ไม่หลง ไม่ลืม เมื่อไม่หลงไม่ลืม ก็จะไม่ยึดไม่ติด จะปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้ว ใจจะสุข ใจจะสบาย ใจจะหลุดพ้นจากความทุกข์ความกังวลทั้งหลาย.

กัณฑ์ที่ ๑๑๒ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๗)

“ข้อวัตรปฏิบัติ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต