ทำใจดีสู้เสือแล้วเสือจะไม่กัด

ภาวนามยปัญญาก็คือปัญญาที่มีสมถภาวนาเป็นผู้สนับสนุนนั่นเอง เราจึงเรียกว่าภาวนามยปัญญาปัญญาระดับสุตมยปัญญา คือความรู้ที่เราได้รับฟังอยู่ในขณะนี้ ไม่สามารถที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้ เพียงแต่บอกเตือนเราให้รู้ว่านี่คือตัวปัญหาเหมือนกับเราขับรถไป จะมีป้ายบอกเราว่าทางโค้ง ต้องชะลอหยุดรถให้ช้าลงไป แต่ถ้ารถไม่มีเบรคชะลอไม่ได้ พอถึงเข้าทางโค้ง รถก็จะแหกโค้งไป ฉันใดสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาก็เป็นเหมือนกับป้ายบอกทางเรา เตือนเราว่าข้างหน้านี้อันตรายโค้งอันตราย มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่บ่อย ต้องชะลอรถลงอย่าขับรถเร็ว แต่ถ้ารถของเรานี้ไม่มีเบรคชะลอไม่ได้ พอมาถึงทางโค้งก็จะต้องแหกโค้งเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใจของเราก็เป็นอย่างนี้ ถ้าใจของเรานี้ไม่มีสติเพื่อทำใจให้สงบให้เป็นสมาธิก็เป็นเหมือนรถที่ไม่มีเบรคนั่นเอง พอเข้าถึงทางโค้งก็จะหยุดไม่ได้ พอเจอกามตัณหาก็หยุดไม่ได้ เจอภวตัณหาก็หยุดไม่ได้ เจอวิภวตัณหาก็จะหยุดไม่ได้ เช่นเจอความแก่ เจอความเจ็บ เจอความตาย ก็จะหยุดความอยากไม่แก่ ความอยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายไม่ได้ พอหยุดไม่ได้มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาภายในใจ ดังนั้นสุตมยปัญญา กับจินตามยปัญญานี้ไม่มีกำลังพอที่จะหยุดความอยากได้ต้องเป็นภาวนามยปัญญา

ภาวนามยปัญญาก็คือปัญญาที่มีสมถภาวนาเป็นผู้สนับสนุนนั่นเอง ตอนนี้เรามีสุตมยปัญญามีจินตามยปัญญาแล้ว เราขาดสมถภาวนา ถ้าเรามีสมถภาวนา เพียงแต่ฟังเทศน์ในขณะนี้ เราก็สามารถที่จะหยุดความอยากทั้ง ๓ นี้ได้แล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้แก่ผู้ฟังที่มีสมาธิอยู่แล้ว เช่นพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านเหล่านี้ได้สำเร็จได้บรรลุฌานแล้ว มีสมาธิแล้ว จิตเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้แล้ว เป็นอุเบกบาแล้ว เพียงแต่ว่าท่านไม่มีป้ายบอก ท่านไม่รู้ว่าอะไรคือตัวที่เป็นปัญหา พอตัวปัญหาเกิดขึ้นมาก็ไม่ได้ไปหยุดมัน เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นต้นเหตุของปัญหา เหมือนกับรถที่มีเบรคสามารถหยุดได้ แต่ไม่มีป้ายบอกทางว่าข้างหน้าเป็นทางโค้งอันตราย ก็ขับมาด้วยความเร็วสูง พอถึงเวลาเข้าโค้งก็จะหยุดไม่ได้ เพราะไม่มีป้ายคอยเตือนบอกไว้ก่อน แต่พวกเรานี้มีป้ายแต่เราไม่มีเบรค พวกที่เขาเบรคแต่ไม่มีป้าย ก็เป็นพวกที่มีสมาธิแต่ไม่มีปัญญา ก็เหมือนกันไม่ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย มีสมาธิแต่ไม่มีปัญญา พอออกจากสมาธิมาพอเกิดความอยากก็ทำตามความอยากทันที อยากดื่มกาแฟก็ดื่มทันที อยากโทรศัพท์คุยกับคนนั้นคนนี้ก็คุยโทรกันคุยกันทันที อยากจะดูข่าวดูทีวีก็ดูอะไรกันไป ดูแล้วก็ติด พอไม่ได้ดูก็จะหงุดหงิดใจ

นี่แหละคือผู้ที่มีแต่สมาธิไม่มีปัญญา ก็จะติดอยู่ในขั้นสมาธิจะไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นปัญญาขั้นวิมุตติหลุดพ้นได้ เพราะไม่มีปัญญา เพราะไม่มีใครสอนว่าต้องต่อต้านต้องต่อสู้กับความอยากทั้ง ๓ นี้ เวลาอยากในกามตัณหา อยากในภวตัณหา อยากในวิภวตัณหานี้ จะต้องหยุดทันทีอย่าทำตามทันที ไม่มีใครสอนก็เลยไม่ก้าวหน้า แต่สำหรับพวกที่ฟังเทศน์ฟังธรรมกันจนหูฉีก แต่ไม่สนใจที่จะเจริญสมถภาวนากัน พวกนี้ ก็เป็นพวกที่มีป้ายคอยบอกตลอดทาง แต่มีป้ายก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะไม่มีเบรคที่จะหยุดรถที่จะชะลอรถ พอมาถึงทางโค้งทีไรก็แหกโค้งลงไปทุกที เวลาเกิดกามตัณหาทีไรก็ทำตามทันที เวลาเกิดภวตัณหาทีไรก็ทำตามทันที อยู่ตรงนี้เบื่อไปตรงโน้นดีกว่านี่เขาเรียกว่า ภวตัณหา อยากจะดูอยากจะฟังอันนี้ก็กามตัณหาดูทันทีฟังทันทีดื่มทันทีรับประทานทันที เวลาเจอสิ่งที่ไม่ชอบก็เกิดวิภวตัณหาทันที อยากจะหนีมันไป อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ เวลามันไม่หายก็ทรมานใจทุกข์ใจ เพราะไม่มีเบรคที่จะทำใจให้เป็นอุเบกขา ทำใจดีสู้เสือ ถ้าทำใจดีสู้เสือแล้วเสือจะไม่กัด เหมือนกับหมาเวลาเราเจอหมาดุๆนี้เราทำใจดีสู้หมาไว้ อยู่เฉยๆ มันจะไม่กัดเรา ถ้าเราไปทำกิริยาอาการกลัวมันนี้มันจะกระโดดใส่เราเลย

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต