เครื่องมือทำลายความอยากทั้ง ๓

เราควรที่จะคอยสอดส่องดูการกระทำของเราอยู่อย่างต่อเนื่องว่าวันเวลาผ่านไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรากำลังทำทานกันหรือเปล่า กำลังรักษาศีลกันหรือเปล่า กำลังภาวนากันหรือเปล่า เรากำลังทำอย่างอื่นหรือเปล่า เรากำลังหาเงินหาทองหาลาภหายศ หาสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่หรือเปล่า ถ้าเราหาเราก็ควรที่จะหยุดหาได้แล้ว ถ้าจะหาก็หาเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ถ้าเรายังไม่มีทรัพย์พอที่จะเลี้ยงดูร่างกายของเราด้วยปัจจัย ๔ เราก็หาทรัพย์มาเพื่อมาเลี้ยงดูร่างกายของเรา แต่เราไม่หามากจนเกินต่อความต้องการของร่างกาย เราจะไม่ไปหายศถาบรรดาศักดิ์ เราจะไม่ไปหาสรรเสริญการยกย่องเยินยอ เราจะไม่ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย แต่เราจะมาหาความสุขทางใจกัน ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา

ถ้าเราหมั่นสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเราทุกวันทุกเวลา เราจะได้ไม่หลงทางกัน เหมือนกับถ้าเราเปิดเเผนที่ดู เวลาที่เราเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไป ทุกครั้งที่เรามาเจอสี่แยก ทางเลี้ยวเราก็เปิดเเผนที่ดูว่าเราต้องไปทางไหน ถ้าเราไม่เปิดเราอาจจะเลี้ยวผิดทางไป แล้วเเทนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เราจะไปไม่ถึง เราจะต้องเสียเวลาวกกลับมาใหม่มาเริ่มต้นใหม่ หรือบางทีเราอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าเรากำลังไปผิดทาง อย่างนี้ยิ่งยากต่อการกลับมาสู่ทางที่ถูกได้ อย่างคนที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่า ภารกิจของตนที่เป็นประโยชน์กับตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอะไร ก็จะหลงคิดว่าสิ่งที่ควรจะหากันในโลกก็คือ ลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่นี้จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการหาสภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ที่หามาได้นี้ไปหมด เมื่อเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว
เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นร่างกาย เขาเป็นใจ เขาคิดว่าเขาเป็นร่างกาย พอร่างกายนี้ตายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด ตัวเขาเองก็หมดไปกับร่างกาย จึงทำให้เขาต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะเป็นความสุขทางเดียว ที่เขาสามารถจับต้องได้เห็นได้ เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง กับความสุขทางใจนั่นเอง

แต่สำหรับผู้ที่มีอดีตที่ดีที่ผ่านมา คือในอดีตชาติต่างๆ ได้มีโอกาสทำบุญ ทำทาน ได้มีโอกาสรักษาศีล ได้มีโอกาสภาวนา ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขทางใจ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่มีบุญ อย่างที่ในมงคลสูตรที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง” เพราะจะทำให้เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอีกแบบหนึ่ง ความสุขทางใจแล้วก็จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้เราได้มาสร้างความสุขทางใจต่อไป ถ้าเราไม่เคยได้สัมผัสรับรู้กับความสุขทางใจ ไม่รู้ว่าการทำบุญให้ทานนี้ให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการรักษาศีลให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการภาวนาให้ความสุขกับเรา เราก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเลยว่าเป็นความสุขอย่างไร ถ้าใช้ปัญญาพินิจพิจารณาก็จะเห็นเลยว่ามันเป็นความสุขของเสพติดดีๆ นี่เอง

ความสุขที่ได้จากการเสพยาเสพติด ความสุขที่ได้จากเสพสุรายาเมา ความสุขที่ได้จากการสูบบุหรี่เป็นต้น นี่แหละคือความสุขที่พวกเราหากันผ่านทางร่างกาย ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นความสุขที่เราจะต้องคอยเติมอยู่เรื่อยๆ ถ้าดื่มสุราก็ต้องดื่มอยู่เรื่อยๆ เวลาใดที่ไม่ได้ดื่มสุรา เวลานั้นก็จะเกิดความทุรนทุราย ความทรมานใจ เวลาที่ไม่ได้เสพยาเสพติดเวลาที่ไม่ได้สูบบุหรี่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ แต่ตัวอย่างที่พวกเรามองไม่ค่อยเห็นกันก็คือ การเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะในรูปแบบอื่น เช่นการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติมีสีสันมีกลิ่น ที่ทำให้เกิดความถูกอกถูกใจ ความพอใจ เช่นการดื่มกาแฟ ดื่มเครื่องดื่มสารพัดยี่ห้อ พอดื่มแล้วเป็นอย่างไร ดื่มถ้วยเดียวพอหรือไม่ ดื่มแล้วต้องดื่มต่อไป เวลาไม่ได้ดื่มก็ต้องไปหามาดื่มให้ได้ เพราะเวลาเกิดความอยากดื่มแล้วไม่ได้ดื่มนี้จะทุกข์ทรมานใจ และแทนที่จะแก้ด้วยการหยุดดื่ม เพราะว่าการหยุดดื่มนี้แลจะทำให้ความทุกข์ทรมานใจหายไปอย่างถาวร หลังจากที่เราฝืนต่อสู้กับความอยากดื่ม พอถ้าเราฝืนไปเรื่อยๆ ต่อไปความอยากดื่มเครื่องดื่มชนิดนั้นชนิดนี้ก็จะหายไปหมดไป เราก็จะไม่ต้องดื่มอีกต่อไป เช่นคนที่ไม่ดื่มสุรา เขาไม่เดือดร้อนเวลาที่มีสุราหรือไม่มีสุราให้ดื่ม คนที่ไม่สูบบุหรี่เขาจะไม่เดือดร้อนกับการมีบุหรี่หรือไม่มีบุหรี่ให้สูบ เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีสามี ไม่มีภรรยา ไม่มีคู่ครอง เขาก็จะไม่เดือดร้อนเวลามีคู่ครองหรือไม่มีคู่ครอง มีสามีมีภรรยาหรือไม่มี เขาอยู่ได้ เพราะเขาไม่ได้มีความอยากมีสามีอยากมีภรรยา อยากมีคู่ครอง อยากมีความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

คนพวกนี้ส่วนใหญ่มักจะมีความสุขทางใจกันเป็นสิ่งทดแทน เช่นมีความสุขจากการทำบุญทำทาน ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เช่นคนทำงานเกี่ยวกับองค์สาธารณะกุศลต่างๆ หรือพวกที่ทำบุญไปวัด เขาก็จะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง หรือพวกที่รักษาศีลได้ เขาก็จะอยู่อย่างมีความสุขอีกแบบหนึ่ง หรือพวกที่ภาวนาได้ทำใจให้สงบได้ มีปัญญาเห็นโทษของความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เขาก็อยู่อย่างมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่ต้องแสวงหาลาภยศสรรเสริญ อันนี้แลคือการเห็นโทษของความสุขทางร่างกาย ความเห็นว่าความสุขทางร่างกายนี้เป็นความสุขเพียงเล็กน้อย แล้วก็มีความทุกข์ตามมา โดยเฉพาะในปั้นปลายของชีวิตเมื่อร่างกายนี้แก่ลงไป ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย เวลานั้นการหาความสุขผ่านทางร่างกายก็จะเป็นไปได้อย่างลำบากยากเย็น พอไม่ได้หาความสุขผ่านทางร่างกาย ใจที่ยังมีความอยากมีความสุขผ่านทางร่างกายอยู่ก็จะต้องมีความรู้สึก ทุกข์ทรมานใจ ว้าเหว่เศร้าสร้อยหงอยเหงา นี่คือสิ่งที่พวกเราควรที่จะพิจารณากันอยู่เรื่อยๆ เวลาที่เราเกิดกามตัณหากัน เวลาที่เราเกิดภวตัณหากัน เวลาที่เราเกิดวิภวตัณหากัน ขอให้เราพิจารณาว่าการกระทำตามตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นการเติมเชื้อของความทุกข์ให้มีเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ภายในใจนี้น้อยลงไป ถ้าเราต้องการที่จะทำให้ความทุกข์ภายในใจของเรานี้น้อยลงไป เราต้องพยายามต่อต้านต่อสู้ความอยากทั้ง ๓ รูปแบบนี้ให้ได้

เวลาเกิดกามตัณหาขึ้นมา ก็อย่าทำตาม เวลาเกิดภวตัณหาอยากมีอยากเป็นอยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็อย่าไปอยากมัน อยู่ไปตามมีตามเกิด เวลาที่เกิดวิภตัณหาขึ้นมาอยากไม่ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องหยุดอย่าไปอยากมัน ปล่อยให้มันเกิดอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็น “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” นั่นเอง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับ ไปสั่งให้เป็นไปตามความอยากของเราได้ อยากไปก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงแต่อย่างใด อยากไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ทรมานใจไปเปล่าๆ เป้าหมายของการปฏิบัติของเราเพื่อให้ได้รับกับความสุข ที่เกิดจากความสงบของใจ ก็อยู่ที่การยุติความอยากทั้ง ๓ นี้ ด้วยการไม่กระทำตามความอยากทั้ง ๓ นี้ เวลาที่เกิดความอยากทั้ง ๓ นี้ขึ้นมา ขอให้เราใช้สมาธิ ใช้ปัญญา เป็นเครื่องมือต่อสู้ เพราะมีสมาธิและปัญญาเท่านั้น ที่จะสามารถทำลายความอยากทั้ง ๓ นี้ให้ได้.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต