ปัญญากับสมาธิ

ปัญญากับสมาธิต้องมีทั้ง ๒ ส่วน ปัญญาถึงจะได้กลายจากจินตามยปัญญาจากสุตมยปัญญา มาเป็นภาวนามยปัญญา พอเป็นภาวนามยปัญญาแล้วความอยากกี่ชนิดกี่หมื่นกี่แสนชนิดโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะหยุดมันได้ทุกชนิดเลย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ กันเพราะภาวนามยปัญญานี้เอง เวลากามตัณหาเกิดขึ้นมาท่านก็หยุดมันได้ เวลาภวตัณหาเกิดขึ้นมาท่านก็หยุดมันได้ เวลาวิภวตัณหาเกิดขึ้นมาท่านก็หยุดมันได้ ท่านจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ได้เป็นพระอรหันตสาวกกัน พวกเราก็ใกล้แล้ว ใกล้ที่จะได้เป็นกันแล้ว ขอให้เราทำสมถภาวนาให้ได้ผลเถิด แล้วปัญญาของพวกเรา ที่เราได้จากการได้ยินได้ฟังธรรมนี้ ได้จากการพิจารณาอยู่นี้ จะกลายเป็นภาวนามยปัญญาไปทันที แล้วก็จะสามารถทำลายตัณหาทั้งหมดให้หมดไปจากใจได้ทันที

ดังนั้นถ้ายังไม่มีสมถะความสงบ สมถภาวนา ไม่มีสมาธิก็ต้องพยายามเจริญสติให้มากๆ เพราะสตินี้เป็นเหตุที่จะทำให้จิตสงบนั่นเอง จิตรวมเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ได้ ก็อยู่ที่การดึงใจให้อยู่กับอารมณ์เดียว เช่นอยู่กับการบริกรรมพุทโธๆไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตื่นจนหลับ หรือให้เฝ้าดูอยู่กับร่างกายให้อยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หรือเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้อยู่กับปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ ไม่ให้คิดปรุงเเต่งเรื่อยเปื่อย แล้วเวลามานั่งสมาธิใจจะรวมเข้าสู่อัปปนาจะรวมเข้าสู่เอกัคคตารมณ์ได้ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขาได้ ได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งหลาย

พอมีสมถะแล้วพอมีตัณหาเกิดขึ้นก็ใช้ไตรลักษณ์เข้ามาทำลายได้เลย ให้พิจารณาว่าสิ่งที่เราอยากนี้มันไม่เที่ยง มันจะทำให้เราต้องทุกข์ต่อไป เวลามันหมดไป เช่นบุหรี่ สุรา กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ ถ้าเราไปดื่มมันไปเสพมันแล้วพอมันหมดแล้วจะทำอย่างไร เราจะอยู่เฉยๆได้ไหม เราจะไม่เดือดร้อนได้ไหม ไม่ได้มันจะทุกข์ทันทีมันก็ต้องไปหามาเสพต่อทันที แล้วถ้าร่างกายไม่สามารถทำตามคำสั่งของใจได้ จะทำอย่างไร เวลาร่างกายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปหรือเวลาไม่มีเงิทองที่จะไปซื้อสิ่งต่างๆมาเสพ จะทำอย่างไรมันก็ต้องทุกข์จนได้ แต่ถ้าเราหยุดเสพเสียตั้งแต่บัดนี้ไป ต่อไปมันไม่มีอะไรจะเสพ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ถ้าเรามีสมถะ มีปัญญา มีภาวนามยปัญญา พิจารณาให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการนี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจัง เพราะมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์เพราะว่าเวลามันหมดไปนี้ มันจะไม่มีอะไรจะให้เสพมันก็ต้องทุกข์ มันเป็นอนัตตาก็คือเราไปห้ามมันไม่ได้ ไปสั่งให้มันไม่หมดไม่ได้ สั่งให้มันมีอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเกิดมีดับมีขึ้นมามีลง มีมากขึ้นมีน้อยลง มีหมดไปในที่สุด

นี่คือการใช้ปัญญาควบคู่ไปกับสมาธิ ถ้าเรามีทั้งสมาธิมีทั้งปัญญาแล้ววิมุตติก็จะเป็นผลตามมา มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็จะเป็นผลตามมา ไม่ต้องไปเรียกร้องมาเอง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะไปปลุกขึ้นมาลากออกมาได้ เป็นสิ่งที่จะเกิดจากการมีสมถะมีวิปัสสนาภาวนา คือมีภาวนามยปัญญานี่เอง แต่ก่อนที่จะมีภาวนามยปัญญาได้ก็ต้องมีสุตมยปัญญา ต้องรู้ก่อนว่าอะไรเป็นเหตุของความทุกข์ ต้องรู้ว่าเหตุของความทุกข์ก็คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหานี้ พอรู้แล้วทีนี้ก็ต้องหยุดมัน ถ้าหยุดมันไม่ได้ก็แสดงว่าไม่มีกำลัง ยังไม่มีสมาธิพอ ก็ต้องกลับไปเร่งทำสมาธิให้มีกำลังให้มากๆ ให้จิตสงบได้นานๆ นั่งทีได้เป็นชั่วโมงขึ้นไป จิตสงบนิ่งเป็นอุเบกขาสักแต่ว่ารู้ มีความสุขไม่ได้นั่งแบบทรมาน ไม่ได้นั่งแบบต่อสู้กับกิเลส อย่างนั้นยังไม่ได้เรียกว่าได้ผล ต้องแบบนั่ง ๕ นาที ๑๐ นาทีก็นิ่งไปเป็นชั่วโมง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นสมาธิ พอออกมาจากสมาธิแล้ว พอเกิดความอยากก็ถ้าปัญญาบอกว่านี่คือปัญหา นี่คือตัวการต้องหยุดมัน ก็จะหยุดมันได้ทันที เช่นอยากจะรับประทาน ถ้ายังไม่ถึงเวลารับประทานอะไรก็ไม่ให้มันรับประทาน ถ้าเรากำหนดว่า เราจะรับประทานอาหารเพียงวันละ ๑ ครั้งอย่างนี้ ของทุกอย่างที่จะผ่านเข้ามาทางปาก นอกจากน้ำเปล่า เราจะให้มันเข้ามาเพียงครั้งเดียว เปิดโอกาสให้มันเข้ามาเพื่อมาบำรุงดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น แล้วก็จะไม่กินไปตามความอยาก กินไปตามมีตามเกิด อยากอะไรก็อย่าไปกินมันในเบื้องต้น ชอบอะไรก็อย่าไปกินมัน ไปจนกว่ามันไม่มีความอยากแล้ว ทีนี่จะกินอะไรก็ได้ จะกินอะไรก็ได้ต้องให้คนอื่นเขาจัดให้เรากิน เพราะถ้าเราจัดเองเดี๋ยวกิเลสมันก็แทรกเข้ามาอีก ความอยากมันก็แทรกเข้ามาอีก

ดังนั้นถ้าเราอยากจะต้องการทำความอยากอย่างแท้จริง ถึงเวลารับประทานอาหาร ถ้าเป็นร้านอาหารก็เอาอะไรมาก็ได้ เด็กเข้ามาถาม..พี่จะกินอะไร…เอาอะไรมาก็ได้ ๒-๓ อย่างพอจัดมาเลย อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าตัดปัญหาเรื่องของความอยากไป แล้วพอกินเสร็จแล้ววันนั้นก็หมดแล้วเรื่องกิน เรื่องของที่จะเข้าทางปาก ของเคี้ยวของขบของฉันนี้ไม่เอาแล้ว ยกเว้นน้ำที่จะต้องคอยดื่ม น้ำก็ควรจะเป็นน้ำเปล่า เพราะมีอะไรเข้าไปเดี๋ยวมันก็เป็นรูปเสียงกลิ่นรสอีก มันก็เป็นกามตัณหาขึ้นมาอีก แต่ถ้ามีคนเขาเอามาให้เป็นกรณีพิเศษไป ไม่ได้เป็นกรณีประจำ วันดีคืนดีมีคนมาเยี่ยม หิ้วกาแฟมาให้สักถ้วยหนึ่ง ก็ดื่มไปก็ได้อย่างนี้จะไม่เป็นปัญหา แต่อย่าไปสั่งเขาพี่มาบ่อยๆ อย่าลืมเอากาแฟมานะ ถ้าอย่างนี้ก็เป็นความอยากอยู่ คือให้ของมันมาเอง อย่าให้มันมาตามใจเราคิด ถ้าเราคิดถึงมันนี้แสดงว่าใจเราอยากแล้ว แต่ถ้ามันมาโดย ที่ไม่ได้คิดถึงมัน คิดว่าเป็นบุญปากของเราไปวันนั้น เขาให้มาก็ดื่ม แต่ก็ต้องระวังถ้าครั้งหน้าเขามาแล้วไม่ได้หิ้วอะไรมา แล้วใจรู้สึกหดหู่ก็แสดงว่า ครั้งที่แล้วมันยังอยากอยู่ ถ้ามันไม่อยากแล้วมันจะรู้สึกเฉยๆ ถ้าจะให้ดีก็คือไม่อยากมันเลย ถึงแม้เคยชอบเคยอะไรมันมาพอเขาหิ้วมาให้กินก็ไม่เอา ไม่เอาแล้วเบื่อ เข็ด กินแล้วเดี๋ยวกลัวจะติดมันอีก อย่างนี้จะดีกว่า

นี่ก็คือเรื่องของการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์กับชีวิตจิตใจของเรา คือใช้เวลามาทำลายความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ภายในใจของเราให้หมดไป อย่าใช้เวลากับการไปสร้างลาภยศสรรเสริญ สร้างความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ที่จะต้องถูกเวลากลืนกินไปหมดในเวลาต่อไป เรามาสร้างสิ่งที่เวลาไม่สามารถแตะต้องได้ดีกว่า มาสร้างมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ กัน ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนากันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนให้มันเต็ม ๑๐๐ ทุกขั้นตอน ทานก็เต็ม ๑๐๐ ศีลก็เต็ม ๑๐๐ ภาวนาก็เต็ม ๑๐๐ แล้วมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็จะเต็ม ๑๐๐ เช่นเดียวกัน

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต