วิธีนำธรรมะเข้าสู่ใจ

พอเราบำเพ็ญภาวนามากเข้าๆ จิตก็จะสงบมากเข้า ๆ และสงบได้เต็มที่ในที่สุด จิตก็จะรวมเป็นอัปปนา พอจิตรวมเป็นอัปปนาแล้วทีนี้ เวลาเราพิจารณาธรรม ธรรมที่เราพิจารณานี้ มันจะเข้าไปฝังอยู่ในใจ มันจะไม่ไปอยู่ที่สัญญาความจำ มันจะเข้าไปอยู่ในใจ เพราะมันจะเห็นธรรมเหล่านี้ชัดเจน เพราะธรรมเหล่านี้มันก็ไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในใจนั่นเอง แต่ใจเรา เข้าไปไม่ถึงใจ ใจเราถูกขันธ์ขวางเอาไว้ ใจของเรานี้ติดอยู่กับขันธ์ ติดอยู่กับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมองไม่เห็นธรรมที่แสดงอยู่ในใจ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พอเรามีสมถภาวนาแล้ว เราเจริญปัญญาพิจารณาธรรมต่างๆ มันก็จะเป็นมรรคขึ้นมา

ในใจของเรานี้มีสมุทัยเป็นเจ้าของเป็นผู้ครอบครองใจเรามาตลอด ถ้าเราต้องการทำลายสมุทัย ผู้ที่สร้างความทุกข์ต่างๆให้แก่ใจ เราก็ต้องสร้างมรรคขึ้นมา มรรคก็คือปัญญา คือเห็นสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เห็นว่าร่างกายของทุกๆคนนี้ ไม่สวยไม่งาม สวยก็อยู่เฉพาะเป็นบางส่วน บางเวลา เช่นเวลาอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าทาปากก็พอที่จะดูได้ แต่เวลาอื่นเวลาที่ตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ไม่ได้ล้างหน้าล้างตาหรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเวลาตายไป ร่างกายนี้ไม่น่าดูเลย หรือถ้าจะดูภายในร่างกายดูส่วนที่อยู่ภายใต้ผิวหนังถ้าสามารถมองเห็นส่วนนั้นได้ ก็จะเห็นว่ามันไม่น่าดูไม่สวยไม่งามเลย อันนี้คือปัญญาที่เราต้องน้อมเอาเข้าไปในใจให้ได้ จะเข้าไปในใจได้ ก็ต้องใจต้องเป็นใจที่สงบเป็นอัปปนาถึงจะเข้าไปถึงในใจเพื่อที่จะได้เอาไปต่อสู้กับสมุทัยคือตัณหาทั้ง ๓ ได้

“ตัณหาทั้ง ๓ นี้มันอยู่ในใจของเรามาตลอด แต่มรรคของพระพุทธเจ้านี้ยังอยู่ข้างนอกอยู่ ธรรมของพระพุทธเจ้าที่เราได้ยินได้ฟังนี้ยังไม่ได้เข้าไปสู่ใจ เพียงแต่ไปอยู่ที่ขันธ์ ไปอยู่ที่สัญญา เราก็ต้องดึงมันเข้าไปสู่ใจ” จะดึงเข้าไปสู่ใจได้ก็ต้องเป็นใจที่มีความสงบ เวลาออกจากความสงบมาแล้ว ก็พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ แล้วต่อไปเวลาเกิดตัณหาขึ้นมา เราก็จะสามารถเอามรรคนี้มาใช้งานได้เลย ถ้ามรรคนี้อยู่ในใจเราตลอดเวลา เป็นปัญญาที่เราสามารถเรียกใช้ได้ทันทีทันใด เราต้องพิจารณาอยู่เนื่องๆ มันถึงจะอยู่ในใจของเราไม่จางหายไป ถ้านานๆพิจารณาสักครั้งหนึ่ง มันจะลืมได้ แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างต่อเนื่องนี้มันจะไม่ลืม

และการจะพิจารณาอย่างต่อเนื่องได้นี้ใจต้องมีความสงบ เพราะเวลาใจมีความสงบ ใจจะไม่ถูกกิเลสตัณหาดึงไปใช้งานนั่นเอง เพราะกิเลสตัณหาได้ถูกสมาธิหรือความสงบนี้ตัดกำลังลงไป จนไม่มีกำลังมากพอที่จะดึงใจให้ไปคิดในทางของกิเลสตัณหาได้ ทำให้ใจนี้สามารถคิดในทางธรรมได้ คิดในทางปัญญาได้ นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าเรามีความสงบแล้วจิตรวมเเล้ว ถ้าจิตรวมแล้วนี้การพิจารณาปัญญานี้จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีช่วงที่จะต้องหยุดพิจารณาเพราะกำลังหมด กำลังที่จะพิจารณาหมด กิเลสเริ่มออกมารบกวนใจ ความสงบที่ได้จากสมาธิก็จางหายไปได้ ถ้าเราพิจารณาธรรมใช้ความคิดปรุงเเต่งไป ความสงบก็จะจางหายไปได้ พอความสงบจางหายไป กิเลสตัณหาก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น กิเลสตัณหาก็จะดึงเราไปคิดในทางของกิเลสตัณหา คิดไปในทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ คิดไปในทางลาภยศสรรเสริญ คิดไปในเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของไตรลักษณ์ ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของอสุภะ และตอนนั้นเราก็ต้องกลับมาเจริญสมถภาวนาใหม่ ดึงใจให้กลับเข้าสู่ความสงบใหม่ ตัดกำลังของกิเลสตัณหาให้อ่อนลงไปใหม่ เหมือนกับเวลาที่หมอทำการผ่าตัดคนไข้ ก่อนที่จะผ่าตัดคนไข้ได้ หมอจะต้องวางยาสลบก่อนให้คนไข้สลบไป เพราะถ้าคนไข้ไม่สลบเวลาผ่านี้คนไข้จะดื้นเพราะมันเจ็บ ถ้าดิ้นแล้วหมอก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก จึงต้องทำให้คนไข้สลบก่อนด้วยการดมยาสลบ แล้วก็ต้องคอยควบคุมให้คนไข้นี้สลบอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้ายาหมดสภาพไปคนไข้ก็จะฟื้นขึ้นมา พอฟื้นขึ้นมาก็จะไม่สามารถผ่าตัดได้ต่อ ก็ต้องให้คนไข้สลบกลับไปใหม่ก่อน

ฉันใดการพิจารณาวิปัสสนา เจริญญปัญญาก็เหมือนกับการผ่าตัดให้แก่ใจนั่นเอง ใจที่ยังมีกิเลสอยู่นี้จะไม่ชอบพิจารณาไตรลักษณ์ จะไม่ชอบพิจารณาอสุภะ จะบังคับอย่างไรมันก็ไม่ชอบ เหมือนกับคนไข้ที่ไม่ยอมให้หมอทำการผ่าตัดถ้ายังไม่สลบ

ดังนั้น การที่จะพิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาอุสุภะได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นจะต้องมีใจที่สงบที่ไม่ดิ้นไม่ต่อต้าน ไม่หลีกหนีจากการพิจารณา หลีกหนีไปคิดทางเรื่องอย่างอื่น ถ้าใจสงบนี้พิจารณาได้เดี๋ยวเดียวแล้วเดี๋ยว ก็จะถูกกิเลสตัณหาดึงไปพิจารณาเรื่องอื่นแทน เมื่อไม่พิจารณาอย่างต่อเนื่องมันก็เห็นไม่ชัด จำไม่ได้ พอถึงเวลาจะใช้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จะสามารถพิจารณาได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ถ้าพิจารณาโดยไม่ได้ก็เข้าไปในสมาธิ ถ้าอย่างนี้ต้องการใช้ปัญญาก็จะสามารถใช้ได้ทันที นี่คือขั้นของปัญญาเป็นอย่างนี้ ถึงจะเรียกเป็นปัญญาจริง ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้ เพราะทันต่อเหตุการณ์นั่นเอง ทันต่อกิเลสตัณหา พอกิเลสตัณหาโผล่ขึ้นมาปั๊บ ไตรลักษณ์ก็จะออกมาต่อสู้ทันทีทันใด อสุภะก็จะออกมาต่อสู้ทันที พอมีคู่ต่อสู้ที่มีกำลังมากกว่า กิเลสตัณหาก็ต้องยอมแพ้ไปหยุดไปในที่สุด

ดังนั้นขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอนที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังพวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน พวกนี้มักจะสอนไปตามความอยากของกิเลสตัณหา กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อครูบาอาจารย์ หรือเราจะเชื่อพวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน

อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ปฏิเสธ ไม่ควรจะปฏิเสธหรือจะรับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู เขาบอกไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น ครั้งแรกหลวงปู่มั่นท่านก็สอนว่า ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว ท่านเป็นมหา ๓ ประโยคได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้ามาอย่างโชกโชน แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้มันไม่เป็นประโยชน์ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา มาดับความทุกข์ใจ ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือทำใจให้สงบก่อน เตรียมภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อน ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้ยังไม่พร้อมที่จะรองรับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้ เพราะใจไม่สงบ ใจไม่สงบ ใจไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างต่อเนื่อง ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้ เป็นสัญญาความจำไม่ใช่เป็นความจริง ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้เดี๋ยวก็ลืมได้ พอถึงเวลาจะใช้จริงๆก็ใช้ไม่ได้ นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งเอาปัญญามาใช้ ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณาธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษาได้ยินได้ฟังมา แล้วมันจะเข้าไปสู่ในใจ มันจะเป็นอาวุธที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้ แต่ถ้าใจไม่สงบนี้ ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ ไม่สามารถไปที่จะฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้

ดังนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงพยายามศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและพยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่าข้ามขั้นตอน อย่าใจร้อน ปฏิบัติต้องใจเย็นๆ อย่าปฏิบัติด้วยความอยาก ปฏิบัติด้วยเหตุด้วยผล เหตุก็คือ ต้องทำอะไรก็ทำไป ส่วนผลนี้เดี๋ยวมันตามมาเอง ไม่ต้องไปอยากให้มันเกิด ถ้าอยากให้มันเกิดเร็วก็ให้เหตุมันเร็วให้เหตุมันมากไว้ สร้างเหตุให้มาก แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง ดังนั้นก็ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ทำทาน รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ แล้วก็สมถภาวนาเจริญสติ นั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ ออกจากความสงบก็เจริญวิปัสสนา เจริญปัญญา

ก่อนจะเจริญปัญญาก็ขอให้จิตมันสงบ ให้มันมีความสงบแบบต่อเนื่อง คือสงบได้ทั้งวันก่อนยิ่งจะดีใหญ่ ตอนที่ยังไม่สงบอย่างต่อเนื่องเวลาออกจากสมาธิมาก็เจริญสติต่อ คอยรักษาใจรักษาความสงบไว้ แล้วพอนั่งได้ก็กลับไปนั่งใหม่ให้จิตสงบใหม่ เอาเรื่องของสมาธินี้ให้มันเเน่นก่อน ให้มันชำนาญก่อน พอสมาธิมันแน่นมันชำนาญแล้วจะเหมือนกับว่าเริ่มติดสมาธิแล้ว ตอนนั้นค่อยมาออกมาทางวิปัสสนา ทางปัญญาต่อไป แล้วการเจริญปัญญามันก็จะได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เวลาเหนื่อยหรือว่าเวลากำลังของความสงบหมด ก็หยุดพักเข้าไปในสมาธิสลับกันไป

เบื้องต้นก็เอาสมาธิอย่างเดียวก่อน เอาให้มันชำนาญ เอาให้มันแน่นเข้าได้ตลอดเวลาทุกเวลา และก็อยู่ได้นานแล้วค่อยออกมาทางปัญญา สลับกับการกลับเข้าไปพักในสมาธิ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆแล้วธรรมก็จะเข้าไปอยู่ในใจแล้วก็จะเข้าไปทำลายกิเลสตัณหาที่อยู่ภายในใจให้หมดไปได้.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต