การกระทำที่ไร้ประโยชน์ต่อจิตใจ

การที่เราไปทำอะไรตามความอยากต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องภายนอก ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกำจัดความอยากต่างๆภายในใจนี้ จึงเป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่าๆ ทำไปแล้วก็เท่านั้น ทำจบแล้วมันก็เท่านั้น ความอยากภายในใจก็ยังไม่หดไม่หายไปไหน ความทุกข์ภายในใจก็ยังไม่หายไปไหน นี่คือ การกระทำที่ไร้ประโยชน์ สำหรับจิตใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นการกระทำที่มีความเมตตากรุณาก็ตาม สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ สำเร็จงานของตนยังไม่ได้ กำจัดความอยากต่างๆ ทั้งหลายภายในใจให้หมดไป การไปทำงานต่างๆ เหล่านี้จะเป็นอุปสรรคจะทำให้ไม่มีเวลามาทำงานของตน คือการกำจัดกิเลสตัณหาความอยากต่างๆ ด้วยการเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นี่คือ งานที่เราควรจะให้ความสำคัญมากกว่า งานทั้งหลายในโลกนี้

ถ้าเราเป็นผู้ปรารถนาต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ เราต้องมาเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ก็คือ สติ สมาธิ ปัญญานี่เอง ถ้าเราไปทำงานอย่างอื่นถึงแม้จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นแต่ก็เป็นประโยชน์ชั่วคราว เป็นประโยชน์ไม่ถาวร เช่น เราไปช่วยสร้างสร้างเรือน หรือหาข้าวหาของหาสิ่งต่างๆไปสงเคราะห์ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อน ซึ่งเป็นการกระทำที่ดีไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ว่า มันจะทำให้เราไม่ได้มาทำงานของเรา แล้วเวลาของเรามันก็จะหดลงไปเรื่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราไปทำงานต่างๆภายนอกใจ แล้วเกิดการผูกพันธ์แล้วเกิดความต่อเนื่อง พอมีงานนี้แล้วก็มีผู้อื่นมาเสนองานใหม่มาให้ทำ มันก็จะติดพันกันไปแล้ว ก็จะไม่กล้าปฏิเสธ ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา พอใครเดือดร้อน ใครมาขอให้ช่วยเหลือ พอช่วยเหลือเขาได้ก็จะช่วยเหลือเขาไป เลยทำให้ลืมงานของตนเอง แทนที่จะช่วยตนเองกลับไปช่วยคนอื่นแล้วก็เป็นการช่วยเหลือที่เป็นของชั่วคราว ช่วยเหลือเรื่องของทางร่างกายนี้เป็น เรื่องชั่วคราว เพราะร่างกายนี้ ในที่สุดก็ต้องเเก่เจ็บตายไป แล้วการช่วยเหลือที่เราได้ทำให้กับร่างกายมันก็หมดสภาพไป ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่จะเสียทั้งเวลาเสียทั้งทรัพย์สินต่างๆไป นอกจากจะช่วยให้ผู้อื่นทำหน้าที่แทนเรา เรามีทรัพย์เราก็มอบให้เขาไป ส่วนเราก็เข้าไปอยู่ในป่า อยู่ในเขา ไปภาวนาของเรา ไปเจริญสติ ไปเจริญสมาธิ ไปเจริญปัญญา ขอให้เราอย่าลืมงานของเรา

งานของเราก็คือการเจริญมรรคนี่เอง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า มรรคนี้ต้องเจริญให้มาก ตถาคตได้เจริญแล้ว ในอริยสัจ 4 มีกิจที่พึงกระทำอยู่ 4 ข้อด้วยกัน ทุกข์ ทรงให้กำหนดรู้ ก็คือให้ศึกษาให้รู้ว่าทุกข์มันอยู่ตรงไหน ทุกข์ก็อยู่ที่การเกิด การเเก่ การเจ็บ การตาย อยู่ที่พลัดพรากจากทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง จากสิ่งต่างๆ ที่เรารักไป ถ้าเราไม่อยากจะมีความทุกข์ เราก็อย่าเกิด ถ้าเราไม่เกิด เราจะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เราไม่มีสมบัติข้าวของเงินทองหรือสิ่งต่างๆ ที่เรารักเราชอบ ที่จะต้องพลัดพรากจากเราไป นี่คือ ชี้บอกให้เรารู้จักที่ ที่เป็นภัยสำหรับจิตใจอยู่ตรงไหน เหมือนกับภัยของร่างกายอยู่ตรงไหน ก็อยู่ในป่า เช่นคนไม่กล้าเข้าป่ากัน เพราะกลัวเสือกลัวงูกัน หรือว่าไม่กล้าเข้าป่าช้ากันเพราะกลัวผีกัน นี่คือภัยของร่างกาย แต่ภัยของใจคือทุกข์นี้อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสสอนไว้ว่า อยู่ที่การเกิด การแก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย อยู่ที่การตาย อยู่ที่การพลัดพรากจากสิ่งต่างๆ หรือบุคคลต่างๆที่รักที่ชอบไป

โดยสรุปแล้ว ทรงตรัสว่า อยู่ที่อุปาทานในขันธ์ ๕ นี่เอง อุปาทานในขันธ์ ๕ คือความยึดมั่นถือมั่นใจร่างกาย ว่าเป็นตัวเราของเรา ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา ซึ่งเป็นความหลง นี่เราต้องศึกษาให้รู้ว่า นี้คือ สิ่งที่เราไม่ควรที่จะเข้าไปหา ก็คือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การมีทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทองมากมายก่ายกอง มีบุคคลมากมายก่ายกองที่เราไปผูกพันธ์ไปติดอยู่ด้วย เพราะว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เขาเป็นอนิจจัง เขาเป็นของชั่วคราว เขามีเกิดแล้วมีดับไปเป็นธรรมดา ถ้าเราไปรักไปชอบ เวลาที่เขาดับไป เวลาที่เขาจากเราไป ก็จะเป็นเวลาที่จะสร้างความทุกข์ให้กับเรา นี่คือ ทุกข์ที่จะต้องกำหนดรู้ พระพุทธเจ้าทรงรู้แล้วว่า ต้องไม่กลับมาเกิดเท่านั้น ถึงจะหมด จะพ้นจากความทุกข์ได้ ทรงพบความจริงว่า “ทุกข์ย่อมไม่มีกับผู้ไม่เกิดเท่านั้น” ถ้าตราบใดยังมีการเกิดอยู่ ตราบนั้นยังมีความทุกข์อยู่ ถึงแม้จะเกิดในสถานะภาพที่ดี ที่สูง ที่ร่ำที่รวย เป็นเทพเป็นพรหมก็ยังต้องพบกับความเสื่อม ของสถานภาพเหล่านั้นไป นี่คือ ทุกข์ที่ต้องกำหนดรู้ ที่ต้องศึกษา ตถาคตได้กำหนดรู้แล้วได้ศึกษาแล้ว แล้วก็ทรงพิจารณางานชิ้นที่ ๒ ว่า ต้นเหตุของความทุกข์นี้มาจากอะไร ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า จากตัณหาทั้ง ๓ นี่เอง ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็จะทำให้เราอยากมีตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ต้องมีร่างกายก็ต้องไปหาร่างกายก็ต้องไปเกิด ความอยากมี อยากเป็นก็เช่นเดียวกัน อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากร่ำอยากรวย อยากสวยอยากงาม ของเหล่านี้ ก็จะทำให้ใจต้องดิ้นรนไปหาร่างกายไปเกิด วิภวตัณหา คือความอยากไม่เเก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายนั่นเอง พอได้ร่างกายมาแล้วก็อยากจะอยู่ถาวรไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย พอมีความอยากทั้ง ๓ เหล่านี้เกิดขึ้นมา ก็จะเหมือนกับการ จุดไฟเผาจิตใจของตนเองนี่เอ

ถ้าใจเหมือนบ้านก็เหมือนกับการจุดไฟเผาบ้านถ้าไฟไหม้บ้านนี้คนในบ้านอยู่อย่างสุขอย่างสบายหรือไม่ นี่คือต้นเหตุของความทุกข์ คือ ความอยาก ถ้าไม่จำกัด ความอยาก มันก็จะดิ้นไปหาร่างกาย ไปเกิด ไปหาลาภยศ สรรเสริญ ดิ้นไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ พอได้ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มันก็ดิ้นอยู่กับการรักษา ปกป้องรักษาไว้ แต่มันก็สู้ความจริงไม่ได้ ความจริงก็คืออนิจจัง ความไม่เที่ยง อนัตตา คือ เราไปห้ามมันไม่ได้ ไปหยุดไปสั่งมันไม่ได้ นี่คือ ตัณหาที่ต้องละ ตถาคตได้ละแล้ว นี่คือกิจที่ผู้ที่ต้องการจะหลุดพ้นจากความทุกข์ต้องทำ กิจข้อที่ ๓ นิโรธ คือการสิ้นสุดของความทุกข์ ต้องทำให้เเจ้ง ต้องทำให้ปรากฎขึ้นมา การจะทำให้นิโรธปรากฎให้แจ้งขึ้นมาก็ต้องละตัณหาทั้ง ๓ นี้ และการที่จะละตัณหาทั้ง ๓ คือเครื่องมือ เครื่องมือที่มีมรรคมีองค์ ๘ หรือ ทาน ศีล ภาวนา นี่เอง ถ้าไม่มีเครื่องมีนี้ก็จะไม่สามารถที่จะละได้ เช่น ถ้าเราอยากที่จะไปตกปลา ถ้าเราไม่มีเบ็ดเราก็จะไม่สามารถตกปลาได้ เอามือไปจับปลาจับไปจนวันตายก็จับไม่ได้สักตัว เราต้องมีเครื่องมือถ้าเราต้องการละตัณหา คือ สมุทัย คือต้นเหตุของความทุกข์ใจ เราก็ต้องมีมรรคที่องค์ ๘ หรือมีทาน ศีล ภาวนา

ดังนั้น งานของเราจึงอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ทาน ศีล ภาวนา หรืออยู่ที่การทำบุญ ละบาป ชำระใจให้สะอาด ทำบุญก็ทาน ละบาปก็ศีล ภาวนาก็ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ นี้ถ้าเราอยากจะให้ชีวิตของเราดีขึ้นกว่าเดิม มีความสุขมากกว่าเดิม มีความทุกข์น้อยกว่าเดิม น้อยกว่าปีที่แล้ว เราก็ต้องเพิ่มการปฏิบัติของเราให้เพิ่มมากขึ้นไป ทำทานให้มากขึ้น รักษาศีลให้มากขึ้น ภาวนาให้มากขึ้น

ถ้าเราไม่ผลักดันตัวเอง เราไม่ตั้งเป้าไว้ เราก็จะยื่นอยู่กับที่ เพราะโดยธรรมชาติของใจนี้จะถูกกิเลสคอยเหนี่ยวรั้งเอาไว้ตลอดเวลา เพราะใจนี้อยู่ภายใต้การเหนี่ยวรั้งของกิเลสมาเป็นเวลาอันยาวนาน ถ้าต้องการที่หลุดออกจากการเหนี่ยวรั้งของกิเลสนี้ เราจึงต้องตั้งเป้าเอาไว้ การตั้งเป้านี้คือ “การอธิษฐาน” นี่เอง การอธิษฐานในการทางธรรมะนี้ ไม่ได้แปลว่าการขอ ไม่ได้ขอให้ร่ำรวย ขอให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ขอไปจนวันตายก็จะไม่ได้ เพราะว่ามันไม่เป็นเหตุที่จะทำให้เราได้สิ่งที่เราขอนั่นเอง เหตุที่จะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราขอก็คือ การกระทำ ดังนั้น เราต้องอธิษฐานที่การกระทำ ไม่ใช่อธิษฐานที่ผลที่เกิดจากการกระทำ เราต้องอธิษฐานว่า ปีนี้จะทำบุญให้เพิ่มขึ้น ๒ เท่าจากปีที่แล้ว เช่นปีที่แล้วทำทานร้อยละ ๑๐ ก็จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๐ รักษาศีลได้ร้อยละ ๑๐ ก็จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๐ ภาวนาได้ร้อยละ ๑๐ ก็จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๐นี่คือการตั้งเป้าคือกำหนดขอบเขตของการบำเพ็ญของเรา เมื่อเราตั้งเป้าแล้วเราก็ต้องมีความจริงใจ จริงจังกับการตั้งเป้า ไม่ใช่ตั้งไปโก้ๆ พอถึงเวลาก็ร้อยละ ๑๐หรือดีไม่ดีลดเหลือร้อยละ ๕ ถ้าอย่างนี้ตั้งไป ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเราตั้งแล้วเหมือนกับเราให้คำมั่นสัญญากับตัวเราเอง หรือให้คำมั่นสัญญาแก่ผู้อื่น ถ้าเราไม่มีสัจจะไม่มีความจริงใจ เราก็จะโลเล เราก็จะเบี้ยว แล้วเราก็จะไม่ได้ทำในสิ่งที่เราควรจะทำ ดังนั้น เราต้องมีอธิษฐานและมีสัจจะอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงมีสัจจบารมี อธิษฐานบารมี ส่งให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในวันเพ็ญเดือน ๖ ตอนที่ทรงประทับใต้โคนต้นโพธิทรงได้ตั้งสัจอธิษฐานไว้ว่า จะนั่งภาวนาอยู่ตรงนี้ไปจนกว่าจะตรัสรู้ จนกว่าจะหลุดพ้นจากความเวียว่ายตายเกิดทั้งหลาย ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็จะไม่ลุกจากที่นั่งอันนี้ไปเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไป ก็จะปล่อยให้มันเหือดแห้งไป จะไปลุกขึ้นโดยเด็ดขาด ถ้าตราบใดที่ยังไม่ตรัสรู้ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

นี่คือ เรื่องสัจจะกับอธิษฐานที่พวกเราควรที่จะเจริญกันให้มากๆ เพราะจะเป็นตัวที่จะฉุดลาก การปฏิบัติของเราให้คืบหน้าให้ก้าวหน้าได้ ถ้าเราไม่มีอธิษฐาน ไม่มีสัจจะ เช่น ปีใหม่นี้ อยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากจะให้สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้น แต่ไม่มีอธิษฐานสัจจะเหตุ ที่จะทำให้เกิดผลขึ้นมา อยากไปเฉยๆ ก็ไม่ได้อะไร.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗

“ปีใหม่ ๒๕๕๗”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต