ปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่พวกเราถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตของพวกเรา ถ้าเราอยากจะให้ชีวิตของเราในปีใหม่นี้เป็นชีวิตใหม่ เราต้องมีการกระทำที่ใหม่จากเก่า ถ้าเราต้องการให้ชีวิตของเราดีกว่าเก่าเราต้องมีการกระทำที่ดีกว่าเก่า เพราะการกระทำนี้เป็นเหตุที่จะทำให้มีผลดีต่างๆ หรือผลไม่ดีต่างๆ ตามมา ขึ้นอยู่ที่การกระทำของเรา ไม่ได้อยู่กับใครทั้งนั้น ไม่ได้อยู่กับดวงชะตา ไม่ได้อยู่กับเทวดา อินทร์พรหมทั้งหลาย อยู่ที่การกระทำของเรา

พระพุทธศาสนาสอนว่ากรรมเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย จะทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น อันนี้มีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี กรรมดีเรียกว่า บุญกุศล กรรมไม่ดี เรียกว่า บาปอกุศล ถ้าทำกรรมดี ทำบุญผลบุญก็จะตามมาคือความสุข ความเจริญของจิตใจ ถ้าทำบาป ทำไม่ดี ผลไม่ดี ก็จะตามมาแก่จิตใจ

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พวกเรา อยู่ดูที่เหตุเป็นหลัก เหตุก็คือที่การกระทำของเรา ทางกาย เรียกว่า กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม เมื่อได้ทำกรรมเหล่านี้แล้ว ผลก็จะต้องเกิดมาทันที ผู้ที่ทำกรรมที่แท้จริง คือใจ ใจเป็นผู้สั่งให้ร่างกายพูด ให้ร่างกายทำ แล้วใจ ก็เป็นผู้รับผลของการกระทำ ที่ใจได้สั่งให้ร่างกายทำ และให้ร่างกายพูด ผลตกอยู่ที่ใจ ผลที่ร่างกายนี้ เป็นผลข้างเคียง หรือเป็นผลพลอยได้ เป็นผลส่วนย่อย ผลส่วนใหญ่นี้อยู่ที่ใจ คือ ความสุข ความทุกข์ของใจนี้ยิ่งใหญ่กว่า หนักหนาสาหัสกว่า ความสุขความทุกข์ของร่างกาย และผลที่ทำให้เกิดความสุข ความทุกข์ทางใจก็เกิดจากการกระทำของใจผ่านทางร่างกาย และผ่านทางวาจานี้เอง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า ถ้าเราอยากจะให้ชีวิตของเราดี ชีวิตของเรามีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความก้าวหน้า มีแต่ความสุขความสบาย ปราศจากความทุกข์ต่างๆ เราก็ต้องทำบุญละบาป และชำระใจให้สะอาด นี่คือ การกระทำที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

ถ้าปีใหม่นี้ เราอยากจะให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเก่า เราก็ต้องทำบุญให้มากกว่าเก่า ละบาปให้มากกว่าเก่า ชำระใจให้มากกว่าเก่า เพราะนี่เป็นเหตุที่จะทำให้ความสุขมีเพิ่มมากขึ้น ความเจริญมีเพิ่มมากขึ้น ความทุกข์มีน้อยลงไป ความเสื่อมมีน้อยลงไป นี่แหล่ะคือ เรื่องของชีวิตของพวกเรา ถ้าพวกเราอยากจะได้ความสุขและความเจริญเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ต้องหมั่นทำบุญให้มีมากขึ้น ละบาปให้มากขึ้น หมั่นชำระใจให้มากขึ้น เพราะนี่เป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญไม่มีทางอื่น ไม่มีใครที่จะมาเสก มาเป่าให้เราได้รับความสุขความเจริญ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถเสกเป่าให้พวกเราเจริญรุ่งเรืองมีแต่ความสุข ให้พวกเราบรรลุมรรคผลนิพพานได้ด้วยการเสก ด้วยการเป่า

พระพุทธเจ้าทรงทำได้เพียงอย่างเดียว คือ ชี้บอกทางที่จะนำพาเราไปสู่มรรคผลนิพพาน นำพาเราไปสู่ความสุข ความเจริญ นำพาเราไปสู่การสิ้นสุด ของความทุกข์และของการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น พระพุทธเจ้าทำได้เพียงเท่านี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่วิเศษมากที่สุด เพราะว่าไม่มีใครที่จะรู้ทางที่จะนำพาให้เราไปสู่การสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลายได้ มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ มาสอนความจริงอันนี้ ให้กับพวกเรา พวกเราก็จะไม่มีวันที่จะได้ไปสู่การสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย ของการเวียนว่ายตายเกิดได้เลย

ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ จึงเป็นคำสอนที่อัศจรรย์อย่างยิ่งที่สามารถทำให้สัตว์โลก ผู้หลงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏ สงสารนี้ ได้หลุดออกมาได้ และได้พบกับความสุขที่ถาวรที่แท้จริงได้ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว น้อมนำเอาไปปฏิบัติด้วยความจริงจังจริงใจ ด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความเข้มเเข็งอดทน ไม่ย่อท้อ ไม่ช้าก็เร็วก็จะสามารถได้ผลที่เกิดจากการปฏิบัตินี้อย่างแน่นอน

เพราะปรากฎมีผู้น้อมนำเอาไปปฏิบัติ แล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกมีกันเป็นจำนวนมาก มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล มาจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นอกาลิโก นั่นเอง คือไม่มีวันหมดสมรรถภาพ ประสิทธิภาพ ผู้ที่น้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ย่อมได้ผลทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดสมัยใด อยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ อยู่ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะว่าความจริงนั้นไม่มีวันเปลี่ยน สัจธรรมความจริงที่ทำให้สัตว์โลก ได้หลุดพ้นจากความหลงนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จริงอย่างไรในสมัยพุทธกาล ก็จริงอย่างนั้นในสมัยนี้ เช่นคำว่า อริยสัจ 4 นี้จริงในสมัยพระพุทธกาล ก็ยังจริงอยู่ในสมัยนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ เกิดจาก สมุทัย สมุทัยคือ ต้นเหตุของความทุกข์ ต้นเหตุของความทุกข์มีอะไรบ้าง ก็มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหาก็คือความอยาก ให้รูป เสียง กลิ่น รส อยากในกามคุณทั้ง ๕ ภวตัณหา ก็คือ ความอยากมี อยากเป็น วิภวตัณหา ก็คือ ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น ถ้าผู้ใด มีตัณหาเหล่านี้ อยู่ภายในใจ ผู้นั้นก็จะต้องพบกับความทุกข์ ความทุกข์ก็มีตั้งแต่ขั้นเริ่มความอยาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ตัณหาความอยากนี้ ไม่มีขอบไม่มีฝั่ง มหาสมุทรจะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหนก็ยังมีขอบมีฝั่ง แต่ตัณหาความอยากนี้ ไม่มีขอบไม่มีฝั่ง นอกจากเราต้องหยุดมันเท่านั้น มันถึงจะหมดได้ ถ้าเราอยากจะหยุดตัณหาทั้ง ๓ นี้ เราก็ต้องใช้เครื่องมือที่ทรงตรัสไว้ว่ามรรคนี่เอง

มรรคนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะหยุดความอยากต่างๆภายในใจของพวกเราได้ มรรคนี้ก็ทรงแสดงไว้หลายลักษณะด้วยกัน ถ้าแสดงให้กับนักบวชก็ทรงแสดงมรรคที่มีองค์ ๘ เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ไปจนถึงสัมมาสมาธิ ถ้าแสดงให้กับฆราวาส ญาติโยม ผู้ครองเรือน ก็แสดงเป็นทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นมรรคเหมือนกัน รายละเอียด็เหมือนกัน มีเพิ่มขึ้น มาอีกข้อคือ ทาน ทานนี้ ที่ทรงสอนให้กับฆราวาสก็เพราะว่า ฆราวาสยังมีของมากมายที่จะถ่วงความเจริญของมรรคนั่นเอง ถ้ายังไม่ให้ทานยังไม่สละ ของต่างๆ ที่คอยเหนี่ยวรั้ง ไม่ให้ไปเจริญมรรคองค์อื่น เช่นสมาธิ ปัญญา ก็จะไม่สามารถที่จะกำจัดความอยากต่างๆ ภายในใจได้ แต่สำหรับนักบวชนี้ ท่านได้ทำทานให้ไปหมดแล้ว ของต่างๆที่ท่านเคยมี เคยเป็นเจ้าของอยู่ท่านได้สละไปหมดแล้ว ไม่มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ ที่จะมาเหนี่ยวรั้งการปฏิบัติ การเจริญมรรคที่จะเอาไปทำลายความอยากต่างๆ ดังนั้น มรรคสำหรับฆราวาสก็เลยต้องเป็นทาน ศีล ภาวนา

ภาวนา นี้ก็เเบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ สมาธิ และปัญญา สมถภาวนา เรียกว่า สมาธิ วิปัสสนาภาวนา เรียกว่า ปัญญา สรุป แล้วก็คือมรรค ๘ โดยที่มีอีกข้อเพิ่มขึ้นมาคือทาน ถ้าผู้ใดไม่มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองแล้ว ผู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำทานต่อไป ทานนี้ไว้ให้เราสละสิ่งที่เป็นเหมือนกับภาระที่เราต้องเเบกไว้ ถ้าเราต้องเดินทางไกลแล้วเรามีภาระต่างๆ พะรุงพะรังที่ไม่จำเป็นต่อการเดินทาง เราแบกไปก็เหนื่อยไปเปล่าๆ เช่นถ้าเราไปเดินป่า เราเอาเก้าอี้ไปด้วยเอาเตียงไปด้วย ขนของต่างๆไปกับเรา เราก็จะไปไม่ถึงไหน เพราะเราจะไม่มีกำลังที่จะแบกของต่างๆและเดินทางไปได้ ดังนั้น เราต้องสลัดของต่างๆ ที่ไม่จะป็นต่อการบำเพ็ญมรรค ต่อการเจริญมรรคให้หมดไป อย่าให้มีอะไรต้องมาเป็นภาระทางจิตใจ เป็นการเหนี่ยวรั้งจิตใจไม่ให้สามารถออกไปบำเพ็ญได้อย่างเต็มรูปแบบ นักบวชทั้งหลายจึงไม่มีสมบัติข้าวของเงินทอง นักบวชในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในสมัยพระพุทธกาล หรือ สมัยปัจจุบันก็นักบวชสายของหลวงปู่มั่น เป็นตัวอย่าง ท่านก็เอาแบบฉบับเหมือนนักบวชในสมัยพุทธกาลมาเป็นตัวอย่าง มาเป็นสรณะ มาเป็นแบบฉบับ แบบสังฆังสรณังคัจฉามิ พระสงฆ์ในสมัยพระพุทธกาลมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้ามีอะไรบ้าง ท่านก็มีอย่างนั้น ก็มีอัฐบริขาร ก็คือ ของใช้ ๘ ชิ้นที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของนักบวชนั้นเอง เช่นบาตร ผ้าไตรจีวร ประคดเอว ใบมีดโกน เข็มกับด้าย ที่กรองน้ำ นี่คือสมับติ หรือเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของนักบวช ท่านไม่มีมากไปกว่าที่เขาสร้างให้อยู่ นอกนั้นท่านก็หาอยู่ตามถ้ำ ตามโคนไม้ ตามเรือนร้าง ผ้าถ้าไม่มีใครถวาย ท่านก็หาผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะ ตามป่าช้าแล้วก็เก็บมา เย็บ มาปะ มาต่อกันให้เป็นผืนใหญ่ แล้วก็ซักด้วยน้ำฝาด คือน้ำที่ต้มด้วยแก่นขนุนหรือเปลือกไม้ก็จะได้ผ้าสีกาสาวพัสตร์ขึ้นมา เป็นสีเหลืองๆ นี่คือ สมบัติของนักบวชผู้ที่มุ่งมั่นต่อการหลุดพ้นต่อการเวียนว่ายตายเกิด ต่อการสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย ท่านจะไม่ให้มีอะไรมาเหนี่ยวรั้งมาเป็นอุปสรรคต่อการขวางการปฏิบัติมรรคที่องค์ ๘ นี้เลย เพราะมรรคนี้เท่านั้นที่จะมีกำลังจะสามารถทำลายความอยากทั้ง ๓ ที่มีอยู่ภายในใจให้หมดไปได

ดังนั้น ถ้าเรายังเป็นฆราวาส ยังเป็นผู้ครองเรือน ยังมีทรัพย์สมบัติข้างของเงินทองอยู่ เราก็ต้องหาวิธีจัดการ กับทรัพย์สมบัติกับข้าวของเงินทองเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เขามาเป็นภาระมาถ่วงการปฏิบัติของเรา จะเก็บไว้ก็ได้ สมัยนี้เขามีที่ฝากที่เก็บไว้ ถ้าเรายังคิดว่าเราอาจจะต้องมีความจำเป็นที่ยังต้องใช้เขาอยู่ในอนาคต แต่เราอย่าให้เขามาเป็นอุปสรรคมาทำให้เราต้องเสียเวลา กับการบำเพ็ญของเราก็แล้วกั

ขอให้เรามีเวลาบำเพ็ญได้อย่างเต็มที่ ตั้งเเต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่ตื่นขอให้เรามีโอกาสได้เจริญสัมมาสติ คือมีการดึงจิตใจให้ยับยั้งหยุดคิดปรุงเเต่ง ไม่ให้คิดเรื่องราวต่างๆ ให้ใจของเราสักแต่ว่ารู้อยูกับเหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ ร่างกายนี่เอง เพราะว่าใจนี้อยู่ติดกับร่างกาย แล้วการกระทำต่างๆของร่างกายก็คือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ที่จะต้องคอยรับรู้อยู่ทุกเวลานาที ถ้าใจได้จดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหว กับการกระทำต่างๆของร่างกาย โดยที่ไม่ปล่อยให้ใจลอยไปคิดถึงเรื่องต่างๆ ใจก็จะมีสติ ใจก็จะนิ่ง จะไม่ลอยไปลอยมา แล้วเวลาที่มานั่งขัดสมาธิหลับตา มาดูลมหายใจเข้า-ออก หรือมาบริกรรมพุทโธๆ ใจก็จะดิ่งเข้าสู่ความสงบ เข้าสู่ความนิ่งเข้าสู่ความว่าง เข้าสู่อุเบกขา สักแต่ว่ารู้ ไม่มีอารมณ์โลภ โกรธ หลง ไม่มีความอยากทั้งหลาย อันนี้ เป็นการหยุดความอยากชั่วคราว ด้วยอำนาจของสติ ใช้สติหยุดความคิดปรุงเเต่ง ถ้าไม่มีความคิดปรุงเเต่ง ความอยากก็จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะความอยากนี้ จะต้องมีความคิดปรุงเเต่งเป็นเครื่องมือนั่นเอง ถ้าไม่คิดถึงเรื่องอะไรก็ไม่รู้จะอยากกับอะไร แต่พอคิดถึงเรื่องคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็จะเกิดความอยากกับเรื่องของคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ทันที อยากจะให้เขาเป็นอย่างนั้น อยากจะให้เขาเป็นอย่างนี้ พอเกิดความอยากแล้วก็เกิดความว้าวุ่นขุ่นมัวขึ้นมาภายในใจ แล้วก็จะทำให้จะต้องไปทำสิ่งต่างๆ ที่จะต้องไม่เกิดประโยชน์กับจิตใจ ถึงแม้จะว่าไปดูแลรักษาสิ่งต่างๆ ได้ แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะมากำจัดความอยากต่างๆภายในใจได้ ไม่สามารถดับความทุกข์ภายในใจได้.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗

“ปีใหม่ ๒๕๕๗”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต