กิจที่บำรุงความสุขให้จิตใจ

หน้าที่พี่พระพุทธเจ้าได้ทรงมอบหมายไว้ให้กระทำกัน เป็นกิจที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นกิจที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่จิตใจของเราอย่างแท้จริง กิจกรรมอย่างอื่นที่พวกเราทำกัน ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้ทำ ไม่ได้เป็นกิจกรรมที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่จิตใจ แต่เป็นกิจกรรมที่จะสร้างความทุกข์ทำลายความสุขให้กับเรา แต่พวกเรามักจะไม่ค่อยฟังคำสอนนักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า อย่างพระอรหันตสาวกทั้งหลาย พวกเราชอบฟังคำสอนของกิเลสตัณหา เช่นชอบฟังคำสอนของกามฉันทะ ที่สอนให้พวกเรานี้เสพกามกัน เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน เสพแล้วพวกเราก็มาร้องห่มร้องไห้กัน มาเศร้าโศกเสียใจกัน เวลาที่ไม่สามารถที่จะเสพได้ หรือเวลาที่ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะให้เสพกัน เป็นเพราะว่าพวกเรายังไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง อย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องนั่นเอง พวกเรานานๆ จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าสักครั้งหนึ่ง พอฟังแล้วไม่นานก็ลืมไปหมด แล้วก็กลับไปฟังคำสอนของกามฉันทะ ของตัณหาความอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากเป็นอย่างอยากเป็นอย่างนี้ หรืออยากไม่เป็นอย่างนั้นอยากไม่เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ต้องมาทุกข์ทรมานใจกับความอยากของเรา เพราะอยากแล้วไม่ได้ดังใจ ถ้าเราฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ เราก็จะมีคำสอนคอยเตือนใจให้พวกเรานี้ปฏิบัติกิจที่เราพึงจะปฏิบัติกัน

กิจที่พวกเราพึงควรปฏิบัติก็คือ การออกจากกามสุขนี่เอง ที่เรียกว่า เนกขัมมะ การที่พวกเรามานุ่งข่าวห่มขาว รักษาศีล ๘ ปลีกวิเวก อยู่ตามสถานที่สงบสงัดห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็เป็นการปฏิบัติเนกขัมมะนี่เอง คือการออกจากกามสุข ไม่หาความสุขจากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ชนิดต่างๆ แล้วก็มาเจริญสติอย่างต่อเนื่องเพื่อทำใจให้สงบระงับความอยากต่างๆ พอใจสงบแล้วความอยากหายไปแล้ว ความสุขใจก็เกิดขึ้น เกิดจากอุเบกขาคือความนิ่งเฉย ความไม่มีอารมณ์กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ อันนี้คือจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราหมั่นทำกันให้มากๆ เพราะถ้าเราทำได้แล้ว เราจะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่จิตใจของเราได้อย่างแท้จริงแล้วถาวร

แต่เรามักจะไม่ปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะมาถือศีล ๘ มาเจริญเนกขัมมะกันเป็นพักๆ เป็นช่วงๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของแต่ละคน ถ้ามีกำลังมาก ก็จะสามารถเจริญเนกขัมมะได้อย่างต่อเนื่อง อย่างสม่ำเสมอ ก็คือได้บวชแบบไม่สึกกัน รักษาศีล ๘ ก็ไม่เลิกรักษา รักษาไปจนวันตาย ถ้ามีกำลังน้อยก็จะรักษาได้ช่วงสั้นๆ หรือสั้นบ้างยาวบ้างแต่จะไม่สามารถที่จะรักษาได้อย่างถาวร

ถ้าไม่สามารถรักษาศีล ๘ ไม่สามารถเจริญเนกขัมมะ ไม่สามารถเจริญสติ สมาธิ และปัญญาได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่สามารถที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ได้อย่างถาวร ก็จะได้เป็นช่วงๆ เป็นพักๆ ไป ช่วงไหนที่มีการเจริญเนกขัมมะ มีการเจริญรักษาศีล ๘ มีการภาวนามีการเจริญสติ เจริญสมถภาวนา เจริญวิปัสสนาภาวนา ช่วงนั้นใจก็จะมีความสงบ แต่ในขณะที่เจริญนั้นย่อมมีความทุกข์เป็นธรรมดา เพราะก่อนที่ใจจะสงบได้ก็ต้องต่อสู่กับกามฉันทะ ต่อสู้กับความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่ยังมีฝังอยู่ในจิตใจที่ออกมาต่อต้านกับการเจริญสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา ออกมาต่อสู้กับการรักษาศีล ๘ ช่วงนั้นก็เป็นเหมือนช่วงเวลาที่นักมวยขึ้นเวทีนั่นเอง จะเป็นช่วงที่จะต้องเจ็บตัวกัน จะต้องทุกข์จะต้องทรมานใจ เพราะว่าจะต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้ของตนเอง แต่พอคู่ต่อสู้ได้ถูกชกให้ล้มลงไปนับ ๑๐ แล้ว ตอนนั้นแหละถึงจะเป็นเวลาที่ได้พบกับความสุข ได้บำบัดความทุกข์ให้หมดไปได้ช่วงหนึ่งก็คือ ช่วงที่จิตรวมเข้าสู่ความสงบ เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอุเบกขา มีความสุขที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งหลายในโลกนี้ คือนัตถิ สันติ ปรัง สุขัง ไม่มีความสุขอันใดในโลกนี้ที่จะดีเท่ากับความสุขที่เกิดจากความสงบ

ความสงบที่เกิดจากการได้ชนะกามฉันทะ ได้ทำใจให้นิ่งให้หมดให้ยุติกามฉันทะ ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ อันนี้เป็นงานที่หนักสำหรับผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติเพราะคู่ต่อสู้นี้ เขาเป็นแชมป์ ครองแชมป์มาเป็นเวลาอันยาวนาน ส่วนผู้ท้าชิงแชมป์นี้เป็นมวยหัดใหม่ มวยเริ่มต้นใหม่ ซึ่งกว่าจะเอาชัยชนะชิงแชมป์ได้นี้ ก็จะต้องฝึกฝน ซ้อมรบอยู่นานพอสมควร จนกว่าจะเอาชนะคู่ต่อสู้คือแชมป์ได้ และก็คว้าแชมป์มาเป็นของตนได้ ก็จะต้องแพ้ไปก่อนในช่วงแรกๆ จะต้องเจ็บตัวไปก่อน ถูกนับ ๘ บ้าง นับ ๑๐ บ้าง แต่ถ้าตราบใดไม่ยอมแพ้ ถึงแม้ว่าแพ้ยกนี้พอก็ยกหน้า ก็ลุกขึ้นมาสู่ต่อไป สู้ไปเรื่อยๆ แล้วกำลังก็จะมีมากขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งก็จะล้มคู่ต่อสู้ ล้มแชมป์ได้อย่างแน่นอน เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนี้มาก่อน พระอรหันตสาวกทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้มาก่อน ถูกกิเลส ถูกกามฉันทะ ล้มอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ยอมถอย พยายามลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สู้ไปเรื่อยๆ สู้ไปจนในที่สุดก็ชนะ พอชนะแล้วก็ได้ครองแชมป์ เป็นแชมป์อย่างถาวรไม่มีกามฉันทะมารบกวนจิตใจ มีแต่ความสงบ มีแต่ความสุขที่เป็นปรมัง สุขัง

นี่คืองานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำจนสำเร็จแล้ว งานที่พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้ทำจนสำเร็จแล้ว แล้วจึงได้มอบหมายให้กับพวกเราที่มีศรัทธามีความเชื่อที่มีความปรารถนาที่อยากจะได้เป็นแชมป์ เหมือนกับพระพุทธเจ้า กับพระอรหันตสาวก มันจึงเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่พวกเราจะต้องฝึกซ้อมวิธีต่อสู้กับข้าศึกศัตรูต่อสู้กับแชมป์ที่เราต้องการที่จะล้มให้ได้ เราจึงต้องมีความเพียรมีความพยายามมาก เราจึงต้องปฏิบัติมาก ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อไม่หยุดหย่อนก็จะพักก็ตอนที่หลับไปเท่านั้น

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“กิจที่บำรุงความสุขให้จิตใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต