พิจารณาให้เห็นปฏิกูลในอาหาร

การพิจารณาให้เห็นปฏิกูลในอาหารนั้น ทำเพื่อกำจัดความอยาก ไม่ให้ยินดีในรูปสีสันกลิ่นรสของอาหาร ว่าเป็นอาหารชนิดนั้นอาหารชนิดนี้ ท่านจึงสอนให้พิจารณาให้เห็นความเป็นปฏิกูล คือความไม่น่าดูของอาหารที่รับประทาน พิจารณาดูอาหารที่เคี้ยวอยู่ในปาก ว่ามีรูปลักษณ์อย่างไร ถ้าคายออกมาแล้ว จะตักเข้าไปกินใหม่ได้ไหม ถ้าเห็นสภาพของอาหารที่เคี้ยวอยู่ในปาก ก็จะคลายความอยากรับประทานไปได้มาก ถ้าดูตอนที่อยู่ในถ้วยในจานก็จะทำให้น้ำลายไหล เราจึงต้องพิจารณาดูตอนที่อาหารถูกเคี้ยวแล้วคลุกกับน้ำลายอยู่ในปากว่าเป็นอย่างไร ดูตอนที่อยู่ในท้องว่าเป็นอย่างไร ดูตอนที่ออกมาว่าเป็นอย่างไร เพื่อตัดความอยากรับประทานอาหารออกไป อาหารทุกชนิดที่รับประทานต้องไปรวมกันอยู่ในท้อง แต่ก่อนที่จะไปรวมกัน เราก็จัดเสียสวยงาม แยกอาหารคาวหวานออกจากกัน แยกไว้เป็นส่วนๆ ถ้าผลไม้หล่นไปในแกงก็จะไม่รับประทาน เพราะไปปนกับของคาว การพิจารณาแบบนี้เพื่อให้เกิดความรังเกียจขยะแขยง เพื่อทำลายความหลงในรูปรสของอาหาร ถ้าไม่พิจารณาก็จะติดกับรูปรสของอาหาร อยากกินอาหารชนิดนั้นชนิดนี้ แต่ถ้าเป็นพระแล้วเลือกไม่ได้ แล้วแต่ญาติโยมจะนำมาถวาย ถ้าไปอยู่ที่กันดารมีแต่คนยากจนใส่บาตร ก็จะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยชอบรับประทาน แต่ต้องฝึกฉันให้ได้ ด้วยการพิจารณาว่าอาหารทั้งหมดที่จะฉันนี้ จะต้องไปรวมกันอยู่ในท้องอยู่ดี ก็ให้รวมกันอยู่ในบาตรเสียเลย ได้อาหารชนิดต่างๆมา ก็เอาใส่รวมลงในบาตรเลย แล้วก็คลุกกันให้เป็นอาหารชนิดเดียวกัน ทั้งของคาวของหวานผลไม้ทองหยิบฝอยทองแกงเขียวหวานแกงจืด ก็ใส่ไปลงไปในบาตร แล้วก็คลุกกัน เหมือนคลุกข้าวให้หมากิน รสชาติก็ดี มีเปรี้ยวหวานมันเค็มครบถ้วนหมดเลย ถ้าฉันแบบนี้แล้วจิตใจจะไม่กังวลกับเรื่องอาหาร

ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาบวชใหม่ๆจะต้องนั่งอยู่ปลายแถว เวลาเห็นอาหารที่ชอบอยู่หัวแถวก็อยากจะรับประทาน พอมาถึงเราที่ปลายแถวก็เหลือแต่ถาดเหลือแต่จาน ก็จะเกิดความเสียใจท้อแท้เบื่อหน่ายได้ ถ้าไม่ไปมองสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเรา มองแต่เฉพาะสิ่งที่มาตั้งอยู่ข้างหน้าเรา เราก็จะไม่ผิดหวัง แล้วถ้าเอาอาหารทุกชนิดคลุกกันในบาตร เราก็จะไม่เกิดความอยากรับประทานอาหารชนิดนั้นชนิดนี้ จะช่วยให้การฉันอาหารไม่เป็นปัญหากับเรา การฉันในบาตรนี้ก็มีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกันคือ ๑. แบบสบายๆ ได้อาหารอะไรมาก็แยกไว้เป็นส่วนๆในบาตร ข้าวก็เอาไว้ด้านหนึ่ง กับข้าวเอาไว้อีกด้านหนึ่ง ผลไม้เอาไว้ด้านหนึ่ง ของหวานก็เอาไว้อีกด้านหนึ่ง ถ้าเป็นน้ำก็ใส่ไว้ในถ้วยไว้ดื่มเลย ผลไม้จะไว้ที่ฝาบาตรก็ได้ ฉันแบบนี้ฉันแบบสบายๆ แบบที่ ๒ จะไม่จัดแยกอาหารไว้เป็นส่วนๆ มีอะไรก็ใส่ลงไปเลย ตรงไหนก็ได้ แบบที่ ๓ ก็คลุกอาหารทุกชนิดที่อยู่ในบาตร เพื่อกำหลาบกิเลสตัณหา ความอยากรับประทานอาหารชนิดนั้นชนิดนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะมีปัญหากับการขบฉัน ฉันไม่ลงบ้าง อยากจะฉันแล้วไม่ได้ฉัน ก็จะทำให้ท้อแท้เบื่อหน่ายกับเพศของนักบวช แต่ถ้าฝึกรับประทานตามมีตามเกิดได้ โดยพิจารณาว่าอาหารจะดีขนาดไหนจะเลวขนาดไหน ก็เป็นอาหารเหมือนกัน ทำหน้าที่เหมือนกัน คือรักษาร่างกายให้อยู่ต่อไปได้ ดับความหิวกาย ป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ให้มีกำลังปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กินเพื่ออยู่ ไม่อยู่เพื่อกิน ไม่หาความสุขจากการรับประทานอาหาร ไม่เหมือนฆราวาสญาติโยม เวลารับประทานจะถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง กินกันแบบไม่ยับยั้ง ต้องหาที่กินกัน ต้องขับรถไปไกลๆ เพื่อไปร้านอาหารที่ถูกปากถูกคอ เสียเวลาไปเปล่าๆ เพียงเพื่อเติมน้ำมันให้กับร่างกายเท่านั้นเอง ควรจะปฏิบัติร่างกายเหมือนกับรถยนต์ ปั๊มไหนก็เติมได้ ปั๊มตราดาว ปั๊มตราเสือก็น้ำมันเหมือนกัน มาจากโรงกลั่นเดียวกัน อาหารก็มาจากตลาดเหมือนกัน พอมาถึงที่ร้านแล้วก็มีวิธีปรุงแต่งต่างกันไป ทำให้มีสีสันรสชาติต่างกันไป แต่การทำหน้าที่ดูแลรักษาร่างกายให้อยู่ได้ ให้มีพลัง ให้มีเชื้อเพลิง ก็เหมือนกัน

มีเรื่องการพิจารณาอาหารอยู่เรื่องหนึ่ง มีแม่ชีอยู่รูปหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ในหนังสือของหลวงตาหรือเปล่า หรือได้ยินได้ฟังมา แม่ชีก็พิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหารทุกครั้งก่อนที่จะรับประทาน มีอยู่ครั้งหนึ่งพิจารณาจนเลยเถิด จนรับประทานอาหารไม่ลง พอมองเห็นอาหารในจาน ก็จะเห็นภาพอาหารที่อยู่ในกระเพาะ รับประทานไม่ลง จนร่างกายซูบผอม ก็เลยไปปรึกษากับหลวงตา ท่านก็ช่วยแก้ให้ สอนให้พิจารณาว่า อาหารที่รับประทานเป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ มาจากดินน้ำลมไฟ ร่างกายก็มาจากดินน้ำลมไฟ เป็นธาตุเหมือนกัน ส่วนผู้ที่พิจารณาคือใจ ไม่ได้กินอาหาร เป็นเพียงผู้จัดการเอาอาหารเข้าไปในร่างกายเท่านั้นเอง เหมือนกับเติมน้ำมันรถ คนขับรถไม่ได้กินน้ำมัน คนขับรถก็เพียงแต่เอาน้ำมันใส่ไปในถังรถยนต์เท่านั้นเอง ร่างกายเป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ อาหารก็เป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ เป็นการเติมธาตุเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับใจเลย ใจเป็นเพียงผู้จัดการดูแลร่างกาย นี่ก็เป็นวิธีแก้ถ้าพิจารณาจนเลยเถิดไป การพิจารณาทางด้านปัญญา ก็เป็นเหมือนกับการรับประทานยาเพื่อรักษาโรคของจิตใจ คือความโลภความโกรธความหลง หลงในรสชาติอาหารก็เป็นความหลงเป็นความโลภ ก็ต้องพิจารณาปฏิกูลความไม่สวยงามน่าขยะแขยงของอาหาร จะได้คลายความยินดีในอาหาร จะได้ไม่รับประทานมากจนเกินไป พออิ่มแล้วก็จะหยุดได้ ถ้าพิจารณามากเกินไปก็กลับเป็นโทษได้ ทำให้กินอาหารไม่ได้ การพิจารณาปฏิกูลก็เพื่อแก้ปัญหา คือความยินดีในรูปในรสในกลิ่นในสีสันของอาหาร จะต้องเป็นชนิดนั้นชนิดนี้ ความจริงแล้วก็มีอยู่ ๔ รสเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใด มีเปรี้ยวหวานมันเค็มเป็นหลัก จะเป็นอาหารฝรั่ง อาหารจีน อาหารไทยอาหารแขก ก็เปรี้ยวหวานมันเค็มเหมือนกัน ทำหน้าที่เหมือนกัน ก็คือ ให้พลังกับร่างกาย ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าพิจารณามากเกินไปก็เท่ากับกินยามากเกินไป ทำให้เกิดอาการแพ้ยาขึ้นมาได้ คือกินข้าวไม่ลง พิจารณาปฏิกูลมากจนเกินไป ก็เลยกินไม่ลง ก็ต้องหยุดพิจารณา ถ้าถึงขั้นนั้นก็ต้องหยุด ต้องหันมาพิจารณาว่า เป็นการเติมดินน้ำลมไฟให้กับร่างกายเท่านั้นเอง หรือพิจารณาความสวยงามของอาหารบ้างก็ได้ เพื่อมาแก้กัน ถ้าพิจารณาจนเลยเถิดไป ก็ต้องย้อนกลับมาพิจารณาดูรูปรสสีสันที่น่ารับประทาน เพื่อคลายปฏิกูลสัญญาที่ทำให้กินไม่ลง

กัณฑ์ที่ ๒๗๖ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐ (จุลธรรมนำใจ ๗)

“กินเพื่ออยู่”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต